“อ.ปานเทพ” ชี้ 3 ประเด็นที่“รัฐบาลอนุทิน”ต้องระวัง ในการเจรจากับ“กัมพูชา”ภายใต้ UNCLOS แนะ ยกเลิกสัมปทาน“เชฟรอน”ก่อนคุยเขมร เพื่อลดความเสียเปรียบ สร้างสมดุลระหว่างปิโตรดอลลาร์กับปิโตรหยวน และเลี่ยงไม่ให้ไทยกลายเป็นพื้นที่พิพาทใหม่ของสหรัฐฯ-จีน หรือตกเป็นเหยื่อของสงครามตัวแทน ย้ำ ประชาชนต้องจับตาอย่าให้นักการเมืองไทยซูเอี๊ยกับ“ฮุนเซน” อีกทั้งต้องยึดหลักว่าเขตแดนต้องมาก่อนพื้นที่พัฒนาร่วม
หลังจากที่คณะรัฐมนตรีภายใต้การนำของ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี มีมติยกเลิก MOU 44 หรือ บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยกับกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อน ทางด้านรัฐบาลกัมพูชาก็ประกาศว่าจะใช้กระบวนการไกล่เกลี่ยภาคบังคับ ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 หรือ UNCLOS ซึ่งเป็นกฎหมายสากลสูงสุดที่กำหนดสิทธิ หน้าที่ และกรอบธรรมาภิบาลทางทะเล และครอบคลุมถึงการแบ่งเขตทางทะเล การเดินเรือ และทรัพยากร
ซึ่งในมุมมองของไทย หลายฝ่ายต่างเกรงว่าการเจรจาภายใต้ UNCLOS ซึ่งอาจมีคณะกรรมการกลางเข้ามาร่วมไกล่เกลี่ยนั้น คณะกรรมการดังกล่าวจะมีความเป็นกลางหรือไม่ และจะทำให้ไทยเสียเปรียบประเทศเจ้าเล่ห์อย่างกัมพูชาหรือไม่ อย่างไร ?
นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ศาสตราภิชานและอดีตคณบดีวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต และประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน ว่า มองว่าการเจรจากับกัมพูชานั้นไทย ต้องระมัดระวังในหลายประเด็น ได้แก่
1. UNCLOS เป็นกฎหมายทะเลสากลที่สามารถตกลงกันภายใต้กติกาซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ซึ่งปกติแล้วการแบ่งเส้นไหล่ทวีปจะเป็นไปตามเส้นมัธยฐานหรือเส้นตรงกลางระหว่างเขตแดน แต่กัมพูชาอ้างว่าจุดที่มีพื้นที่ทับซ้อนนั้นทางฝั่งกัมพูชาเป็นเกาะ ทำให้มีพื้นที่ลึกเข้ามาในทะเลในส่วนของไหล่ทวีปซึ่งพบว่ากินเข้ามาในฝั่งไทย แต่ตามกฎของ UNCLOS ในยุคปัจจุบันถ้าไม่มีประชากรอยู่จะไม่นับว่าเป็นเกาะจึงไม่สามารถนับเป็นเส้นเขตฐานซึ่งนำไปสู่การกำหนดเส้นไหล่ทวีปตามอำเภอใจอย่างที่กัมพูชาพยายามทำได้
2. กรณีที่กำพูชาสร้างเขื่อนยื่นออกมาในทะเล โดยเฉพาะบริเวณที่ใกล้กับหลักเขตที่ 73 ซึ่งชัดเจนว่ากัมพูชาพยายามสร้างสิ่งปลูกสร้างอย่างต่อเนื่องเพื่ออ้างว่าจุดที่เริ่มวัดเขตแดนต้องเริ่มจากสิ่งที่ยื่นออกมาในทะเล เนื่องจากกัมพูชาต้องการเปลี่ยนองศาในการแบ่งเขตแดนทางทะเลโดยให้ใกล้กับหลักเขตที่ 73 (หลักเขตทางบกจุดสุดท้าย) เพื่อที่จะเปลี่ยนองศาของเส้นไหล่ทวีปใหม่ ซึ่งเรื่องนี้ไทยต้องระมัดระวังและคัดค้านเพราะถือว่าเป็นสิ่งปลูกสร้างที่ละเมิดหลักกฎหมายของทะเลสากล
3. หลักเขตที่ 73 ซึ่งเป็นหลักเขตทางบกจุดสุดท้ายก่อนที่จะนับหนึ่งว่าเส้นแบ่งทางทะเลเริ่มต้นจากตรงไหน ซึ่งตามสนธิสัญญาปี ค.ศ.1940 กำหนดให้เล็งจากจุดสูงสุดของยอดเกาะกูดลงมายังชายหาด และถ้ามองลงมาตรงกับจุดไหนให้ถือว่าจุดนั้นเป็นหลักเขตที่ 73 แต่ปัญหาสำคัญคือหลักเขตที่เห็นในปัจจุบันมีการเคลื่อนย้าย และขัดกับสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ปี 1907 ที่ทำในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งระบุว่าการแบ่งเขตแดนจะทำให้ฝ่ายไทยเสียเปรียบไม่ได้
ดังนั้นการที่หลักเขตผิดจากที่ตกลงกันในสนธิสัญญาย่อมทำไม่ได้ แต่ปรากฏว่าคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา หรือคณะกรรมการปักปันเขตแดนฝ่ายฝรั่งเศสอ้างว่าถ้าใช้เกณฑ์เล็งจากจุดสูงสุดของยอดเกาะกูดลงมายังชายหาด ให้ถือว่าจุดนั้นเป็นหลักเขตที่ 73 จะทำให้หลักเขตอยู่ใกล้กับหมู่บ้านโอบยามของกัมพูชาซึ่งล้อมรอบไปด้วยประชากรจำนวนมาก ทำให้ไม่สะดวก จึงขอให้เลื่อนหลักเขตขึ้นมาด้านทิศเหนือเป็นระยะทางหลายกิโลเมตร ซึ่งกินเข้ามาในเขตแดนไทย อีกทั้งหลักเขตที่ 73 จะชี้ขาดว่าหลักการของไทยถูกหรือผิดก็ขึ้นอยู่กับ MOU 43 แต่ถ้า MOU 43 เราทำไว้คลุมเครือ ก็อาจทำให้ฝ่ายไทยเสียเปรียบได้
“ สิ่งที่เรากังวลก็คือนับตั้งแต่มี MOU 2544 ซึ่งเกี่ยวข้องกับเขตแดนทางทะเล ก็มีความพยายามจากฝั่งกัมพูชาว่าอย่าไปสนใจเส้นเขตแดนและไหล่ทวีปของทั้งสองประเทศเลย แต่ให้สนใจแค่พื้นที่พัฒนาร่วม เพราะเขาหวังว่าจะดำเนินการในพื้นที่อ้างสิทธิของทั้งสองประเทศแล้วแบ่งทรัพยากรกันซึ่งทำให้เขาได้ทรัพยากรในฝั่งที่เป็นของไทย ทีนี้ถ้ายึดตามหลัก UNCLOS ปี 1982 เส้นเส้นมัธยฐานและเส้นไหล่ทวีป เราจะพบจุดสำคัญคือแอ่งปัตตานีซึ่งเป็นแหล่งปิโตรเลียมหลักที่ผลิตก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบปริมาณมหาศาล โดยแอ่งดังกล่าวอยู่ในฝั่งไทยมากกว่าฝั่งกัมพูชา ซึ่งถ้าแบ่งเขตแดนตาม UNCLOS เส้นไหล่ทวีปตามหลักมาตรฐานสากล แหล่งปิโตรเลียมในฝั่งกัมพูชาแทบจะไม่มีเลย กัมพูชาแทบจะไม่ได้อะไรเลย แต่เราต้องระวังไม่ให้มีการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ระหว่างกลุ่มทุนหรือนักการเมืองในประเทศไทยซึ่งไปเอื้อผลประโยชน์ให้กัมพูชา จนเขาได้พื้นที่หรือประโยชน์เกินสิทธิที่ควรจะเป็นแล้วก็อ้างว่าเป็นพื้นที่พัฒนาร่วม นี่เป็นเรื่องที่สำคัญมากเพราะกัมพูชาวางแผนเรื่องนี้มาตั้งแต่แรก เราต้องไม่ตกหลุมพรางในเรื่องนี้ ” อาจารย์ปานเทพ กล่าว
อาจารย์ปานเทพ ชี้ว่า อีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือปัญหาในการให้สัมปทานพลังงานในพื้นที่ทางทะเลบริเวณใกล้เกาะกูด ซึ่งทั้งไทยและกัมพูชาต่างให้สัมปทานแก่บริษัทพลังงานต่างชาติมาตั้งแต่ปี 2514-2515 สำหรับประเทศไทยนั้นบริษัทที่ได้รับสัมปทานคือยูโนแคลซึ่งปัจจุบันก็คือกลุ่มเชฟรอน โดยสัมปทานของไทยไม่ได้ระบุว่าถ้าไม่ดำเนินการภายในระยะเวลากี่ปีจะต้องยุติสัญญา ขณะที่ทางกัมพูชากำหนดระยะเวลาไว้ประมาณ 20-30 ปี ซึ่งมันผ่านมาแล้ว จากนี้กัมพูชาจึงสามารถเลือกบริษัทสัมปทานใหม่หรือใช้สัญญาแบบแบ่งปันผลผลิตได้
ซึ่งถ้าประเทศไทยตกลงแบ่งผลประโยชน์ทางทะเลกับกัมพูชาก่อนที่การเจรจาเรื่องเขตแดนจะแล้วเสร็จ ประเทศไทยจะแทบไม่ได้อะไรเลยเพราะตอนนี้พื้นที่สัมปทานพลังงานของไทยบริเวณเกาะกูดตกอยู่ในมือบริษัทต่างชาติหมดแล้ว อีกทั้งแหล่งปิโตรเลียมที่ไทยให้สัมปทานไปตั้งแต่ปี 2514 จนถึงปัจจุบันนั้นเป็นพื้นที่สัมปทานของประเทศที่ใช้ปิโตรดอลลาร์ จึงเท่ากับเอื้อประโยชน์ให้ปิโตรดอลลาร์ในการค้าขายปิโตรเลียมที่ขุดได้ในจุดนี้ ซึ่งอาจสร้างความไม่พอใจให้แก่จีนที่กำลังพยายามสร้างความแข็งแกร่งให้ปิโตรหยวน
อาจารย์ปานเทพ มองว่า เปรียบเสมือนเราสร้างแหล่งปิโตรเลียมที่ถูกบังคับให้ค้าขายเป็นสกุลเงินดอลลาร์ ตรงตามเจตนารมณ์ที่สหรัฐอเมริกาต้องการ ซึ่งการที่สหรัฐฯยึดเวเนซูเอลาก็เพราะไม่ต้องการให้ค้าขายน้ำมันเป็นปิโตรหยวน และที่บุกอิหร่านก็ด้วยเหตุผลเดียวกัน ดังนั้นพื้นที่นี้ถ้าเราปล่อยให้สัญญาสัมปทานเดิมเดินต่อไปก็แปลว่าในทางภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐกิจแอ่งปิโตรเลียมบริเวณเกาะกูดตกอยู่ในมือของปิโตรดอลลาร์ และถ้าไทยไม่ระมัดระวัง ทางกัมพูชาซึ่งมีอิสระมากกว่าในการเลือกคู่สัญญาสัมปทาน อาจจะเลือกบริษัทของประเทศมหาอำนาจอย่างจีนซึ่งเข้ามามีอิทธิพลในการสนับสนุนทางทหารแก่กัมพูชา ดังนั้นถ้าไทยบาลานซ์ไม่ดีก็จะดูเหมือนว่าเรายืนอยู่ข้างอเมริกาในสถานการณ์ที่ภูมิรัฐศาสตร์โลกเกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรงระหว่างจีนกับสหรัฐฯ
ส่วนการเจรจาเพื่อยุติสัญญาสัมปทานกับเชฟรอนนั้น “อาจารย์ปานเทพ” แนะว่า เรื่องนี้อยู่ที่การต่อรองของรัฐบาล ตราบใดที่เราไม่เริ่มเจรจาเรื่องเขตแดนทางทะเลกับกัมพูชาก็ไม่มีบริษัทใดเข้าไปขุดปิโตรเลียมในจุดนี้ได้เพราะไม่ชัดเจนว่าเป็นพื้นที่ของประเทศไหน ถ้าเราบอกเชฟรอนว่าไทยจะไม่เจรจาใดๆกับกัมพูชาทั้งสิ้นตราบใดที่เชฟรอนยังไม่ยกเลิกสัมปทานไปก่อน แต่เพื่อไม่ให้เชฟรอนรู้สึกว่าถูกรอนสิทธิจนเกินไปเราก็เสนอว่าจะใช้ระบบแบ่งปันผลผลิตโดยเปิดให้บริษัทจากทั่วโลกมาประมูลแข่งกัน แต่จะให้สิทธิเชฟรอนซึ่งเป็นผู้รับสัมปทานเดิมเป็นอันดับแรกก่อน ซึ่งเชื่อว่าเป็นการต่อรองที่พอจะเป็นไปได้ แต่ถ้าเราไม่ทำแบบนี้ประเทศไทยก็จะไม่ได้อะไรเลย
“ ผมเสนอให้ยุติสัญญาสัมปทานที่ไทยทำกับบริษัทเชฟรอนก่อน ไม่เช่นนั้นจะไม่มีการเจรจากับกัมพูชา เจรจาจบค่อยประมูลแข่งใหม่ ถ้าทำแบบนี้เราจะปลดแอกแหล่งปิโตรเลียมที่เราเสียเปรียบมาหลายสิบปี และสามารถสร้างสมดุลในการแบ่งผลประโยชน์โดยยึดประโยชน์ของคนไทยเป็นหลัก สัมปทานปิโตรเลียมนั้นประเทศไหนจะเข้ามาประมูลก็ได้แต่ต้องสร้างสมดุลระหว่างปิโตรดอลลาร์กับปิโตรหยวนและบริกส์ (กลุ่มความร่วมมือของประเทศตลาดเกิดใหม่ขนาดใหญ่ที่มีบทบาทสำคัญทางเศรษฐกิจและการเมืองโลก) เพื่อถ่วงดุลอำนาจ ไม่ให้ไทยเพลี่ยงพล้ำไปอยู่ใต้อาณัติของมหาอำนาจโดยใช้เงินสกุลใดสกุลหนึ่งในการค้าขายปิโตรเลียม ซึ่งถ้าเราจัดการไม่ดีไทยจะกลายเป็นพื้นที่พิพาทใหม่ระหว่างอเมริกากับจีนและตกเป็นเหยื่อของสงครามตัวแทน แต่ถ้าเราจัดการได้ดี เป็นประโยชน์ร่วมระหว่างประเทศมหาอำนาจ ไทยจะกลายเป็นประเทศผู้จัดสมดุลต่อประเทศมหาอำนาจ บนพื้นฐานของผลประโยชน์ของคนในประเทศ ” อาจารย์ปานเทพ กล่าว
ส่วนที่หลายฝ่ายวิตกว่าการเจรจาภายใต้ UNCLOS หากคณะกรรมการไม่มีความเป็นกลาง ไทยอาจจะเสียเปรียบกัมพูชานั้น “อาจารย์ปานเทพ” แนะนำว่า เพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าว ก่อนที่ไทยจะเปิดการเจรจากับกัมพูชานั้นไทยต้องจัดสมดุลอำนาจและสมดุลในเรื่องของผลประโยชน์ที่ทัดเทียมกันของประเทศผู้ทรงอิทธิพล โดยประเทศไทยต้องไม่ยืนอยู่ข้างใดข้างหนึ่งในการจัดการผลประโยชน์ในอ่าวไทย เพื่อที่คณะกรรมการซึ่งอาจมาประเทศเหล่านี้จะได้ไม่เอนเอียงไปทางกัมพูชา
“ ทางที่ดีที่สุดคือเจรจากับกัมพูชาให้จบ เพราะถ้าตกลงกันไม่ได้กลไกภายใต้ UNCLOS จะให้มีคณะกรรมการกลางเข้ามาไกล่เกลี่ย โดยในการเจรจากับกัมพูชานั้นเราสามารถใช้อำนาจต่อรองที่มีมากกว่าในการเจรจาต่อรองได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ หรือศักยภาพทางการทหาร ที่สำคัญคือเราต้องจัดสมดุลเรื่องอำนาจของประเทศผู้ทรงอิทธิพลให้ได้ก่อนที่จะมีการเจรจา เราสามารถใช้กลไก UNCLOS ซึ่งเป็นเรื่องทะเลสากลได้ และสามารถมี MOU ฉบับใหม่ได้โดยยึดหลัก UNCLOS โดยไม่ให้ใครมาแทรกแซง ” อาจารย์ปานเทพ ระบุ
อาจารย์ปานเทพ ยังได้เตือนว่า สิ่งที่คนไทยต้องจับตาคือมีนักการเมืองไทยไปซูเอี๋ยกับผู้นำกัมพูชาหรือไม่ อย่าคิดว่ายกเลิก MOU 44 แล้วทุกอย่างจะสวยงาม เพราะอาจจะมี MOU ฉบับใหม่ หรือเมื่อเจรจาภายใต้ข้อตกลง UNCLOS แล้วยอมให้ฝ่ายกัมพูชาได้เปรียบก็ได้ แม้แต่การเปิดโอกาสให้ต่างชาติเข้ามาทรกแซงก็สามารถทำได้เช่นกัน ดังนั้นคนไทยจึงต้องช่วยกันตรวจสอบว่านักการเมืองไทยยึดประโยชน์ของประเทศไทยเป็นหลักหรือไม่
“ เราต้องยึดหลักว่าเขตแดนต้องมาก่อนพื้นที่พัฒนาร่วม ซึ่งหากมีการเปลี่ยนแปลงเขตแดน ตามรัฐธรรมนูญจะต้องผ่านกลไกรัฐสภาซึ่งประชาชนจะเห็นว่าฝ่ายการเมืองตัดสินใจอย่างไร คือกฎหมายของประเทศไทยระบุว่าการกำหนดเขตไหล่ทวีปต้องเป็นพระบรมราชโองการ ซึ่งเขตไหล่ทวีป ทะเลอาณาเขต หรือน่านน้ำในปัจจุบัน มีพระบรมราชโองการไว้หมดแล้ว ดังนั้นหากจะมีการแก้ไขเขตไหล่ทวีปก็ต้องแก้ไขด้วยพระบรมราชโองการ โดยผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯ ไม่เช่นนั้นจะมีการเปลี่ยนแปลงเขตแดนใดๆไม่ได้ ” อาจารย์ปานเทพ กล่าว


