ศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 28 มิ.ย.69 กำลังจะกลายเป็นศึก ‘2 ขั้วหลัก’ ระหว่าง ‘ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครอิสระตัวเต็งที่คาดว่าจะนอนมา VS นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ว่าที่ผู้สมัครจากพรรคส้ม ซึ่งทั้งคู่มี ‘จุดแข็ง-จุดอ่อน’ ที่เด่นชัด ชี้หากพรรคส้มปั่นกระแสให้คนกรุงเปลี่ยนใจสร้างโอกาสล้มแชมป์ก็เกิดขึ้นได้ แจงอย่าประมาท.สนาม กทม.ไม่ได้ชนะด้วย ‘คนเก่งที่สุด’ แต่ชนะด้วย ‘คนที่เราเชื่อว่าจะทำให้ชีวิตเราดีขึ้น’ จับตา ‘ชัชชาติ’ เตรียมเปิดนโยบายเมืองแห่งอนาคตที่มีประสิทธิภาพสูง สอดคล้องกับภูมิรัฐศาสตร์โลกที่เปลี่ยนไป ขณะที่ ‘ชัยวัฒน์’ลั่นจะทำให้กรุงเทพง่ายขึ้นด้วย 4 ชุดนโยบาย!
การเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 28 มิ.ย.69 ถือเป็นเกมวัดใจคนกทม.ว่าจะเลือกตัวบุคคลอย่างนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ซึ่งเป็นตัวเต็งในฐานะแชมป์เก่า มีจุดแข็งมากมาย ทั้งความโดดเด่นในเรื่องการทำงานจริง มีฐานเสียงชนชั้นกลาง คนรุ่นใหม่ คนทำงานในเมือง พร้อมนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการบริหารเพื่อแก้ปัญหาเมืองกทม.ได้ดี โดยเฉพาะ. ‘Traffy Fondue’ ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่เปลี่ยนวิธีการทำงานราชการ ทั้งข้าราชการกทม. และประชาชนกว่า 6 ล้านคนให้มาเป็นหูเป็นตาของเมือง ใครมีปัญหาสามารถแจ้งเรื่องเข้ามาทาง Traffy Fondue จะแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว
ไม่เพียงแค่นั้นเมื่อคนกทม.ต้องเผชิญปัญหาอะไร ‘ชัชชาติ’ก็จะไปร่วมแก้ปัญหาอย่างรวดเร็ว ภาพเหล่านี้คือภาพจำที่คนกรุงเห็นอยู่เนื่อง ๆ
อย่างไรก็ดี แม้จะมีการเปิดตัวผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.มาแล้วหลายคน ทั้ง ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ,นายคมสัน พันธุ์วิชาติกุล , ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี เป็นต้น ต่างก็เป็นว่าที่ผู้สมัครในนามอิสระ แต่ดูเหมือนว่าสนามเลือกตั้งครั้งนี้ จะกลายเป็นศึก ‘2 ขั้วหลัก’ ระหว่างนายชัชชาติ ผู้สมัครอิสระ VS นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร หรือดร.โจ ว่าที่ผู้สมัครจากพรรคประชาชน(พรรคส้ม)
กระนั้นในวงสภากาแฟที่เป็นคอการเมืองและคนในศาลาว่าการกทม.วิเคราะห์ถึงจุดแข็งและจุดอ่อนของนายชัชชาติ VS นายชัยวัฒน์ ว่านายชัชชาติมีโอกาสสูงที่จะชนะเพียงแต่ว่าคะแนนอาจจะลดลงจากสมัยแรก โดยเฉพาะ Personal Branding มีความโดดเด่นกว่าผู้สมัครคนอื่นสูงมาก และยังมีฐานเสียงเดิมที่แข็งแรงและชัดเจนว่าพวกเขาเลือกตัวบุคคลซึ่งเป็นผู้สมัครอิสระ และผ่านการบริหารงานมาแล้ว 4 ปี ซึ่งพิสูจน์ได้ว่าสามารถประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ และพรรคการเมืองได้ดี
อีกทั้งผู้ว่าฯชัชชาติ ก็เป็นคนลุยงานจริง ไม่ใช่ดีแต่พูดและยังเชี่ยวชาญในการใช้ช่องทางสื่อออนไลน์ต่าง ๆ เข้าถึงคนกรุงได้ในทุก ๆ กลุ่ม ส่วนทีมงานระดับรองผู้ว่าฯก็มีความเชี่ยวชาญโดดเด่นในแต่ละด้านปรากฎให้สังคมได้เห็น ยกตัวอย่างที่ตึกสตง.ถล่มก็ได้เห็นทั้งผู้ว่า ฯ ชัชชาติและคณะรองผู้ว่าฯออกมาประสานงานกับหน่วยต่าง ๆ เพื่อแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว
“4 ปีที่ผ่านมามีเป้าหมายสร้างกรุงเทพให้เป็นเมืองน่าอยู่ 4ปีจากนี้ไปถ้าชนะเลือกตั้งจะทำให้กทม.เป็นเมืองแห่งอนาคตเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์โลกที่เกิดขึ้น เมื่อผู้ว่าฯ ออกมาแถลงหรือเปิดโครงการจะเห็นภาพชัดเจน”
สำหรับดร.โจ ผู้สมัครจากพรรคส้ม มีจุดแข็งตรงแรงหนุนจากระบบพรรคการเมืองซึงมีรูปแบบความสัมพันธ์ที่ชัดเจน มีศักยภาพที่จะหนุนผู้สมัครได้เต็มที่ และยังมี ส.ส.กทม.ครบ 33 เขต ที่เข้าถึงปัญหาของคนกรุงเทพแต่ละเขตว่ามีอะไรอย่างไรบ้าง ที่สำคัญการเปิดตัวทีมบริหาร กทม.แต่ละคนล้วนมีคุณภาพโดดเด่นทั้งด้านเศรษฐกิจ ด้านการปราบทุจริต ด้านสวัสดิการ-สุขภาพ และด้านวิศวกรรมที่พร้อมจะปฏิบัติงานเพื่อทะลวงและแก้ไขปัญหาให้คนกทม.ได้เช่นกัน พร้อมชูชุด4นโยบายที่จะทำให้กรุงเทพง่ายขึ้น ตั้งแต่ 1.เลี้ยงครอบครัวง่าย 2.ค้าขายง่าย 3.เดินทางง่ายและ 4.ใช้ชีวิตง่าย
“ถ้าพรรคส้มสู้เต็มกำลัง ส.ส 33 เขต ทำงานเข้มแข็งสามารถเปลี่ยนใจคนกรุงเทพให้หันมาเลือกพรรคส้มได้ ก็เป็นโอกาสที่ ดร.โจ จะชนะเลือกตั้งได้เช่นกัน”
ทว่าในจุดแข็งก็มีจุดอ่อนอยู่ในตัว เพราะเมื่อผู้ว่าฯชัชชาติ ถูกคาดหวังสูงว่า 4 ปีหลังจะต้องจัดการปัญหาที่เรื้อรังในกทม.ให้สำเร็จก็จะยิ่งเป็นแรงกดดัน โดยเฉพาะปัญหาซ้ำซากแม้จะแก้ไขได้ใน 4 ปีแรกแต่ก็ยังไม่เบ็ดเสร็จยังคงมีสิ่งเหล่านี้ให้คนกทม.ได้สัมผัสทั้ง ฝุ่น PM.2.5 น้ำท่วม รถติด
“ต้องจับตาหากพรรคส้ม สามารถปั่นกระแสได้ดีถึงขั้นทำให้คนกรุงอยากเปลี่ยนตัวผู้ว่าไม่เอาชัชชาติ แต่อยากให้ทีมผู้ว่าฯ กทม.จากพรรคส้มมาทำงานเพื่อให้คุณภาพชีวิตพวกเขาดีขึ้น ก็เป็นเรื่องที่อาจเกิดขึ้นได้ แต่ ข้าราชการกทม. ยังเชื่อว่าสำเร็จได้ยากเช่นกัน ”
ด้านจุดอ่อนของ นายชัยวัฒน์ แม้จะเป็นคนกรุงเทพ เป็นคนเก่ง มีความสามารถแต่ก็ยังไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้างซึงหมายถึงยังไม่ mass brand เมื่อเทียบกับนายชัชชาติ ทั้งนี้เป็นเพราะพรรคส้ม เปิดตัวนายชัยวัฒน์เข้าสู่สนามเลือกตั้งช้าไป ทำให้เวลาที่จะเข้าถึงพื้นที่ เข้าถึงประชาชนก็น้อยไปด้วย ในด้านการสื่อสารต่อสาธารณะก็ไม่โดดเด่นไม่ดึงดูดคนฟัง และยังเป็นสไตล์นักวิชาการ อาจทำให้ความรู้สึกของประชาชนจะเข้าถึงได้ยาก
“การจะแก้จุดอ่อนตรงนี้ ดร.โจ ก็ต้องขึ้นดีเบต บ่อย ๆ ปรับเปลี่ยนสไตล์การพูดทำเรื่องยากให้เข้าใจง่าย มีความชัดเจน และหาวิธีที่จะดึงดูดคนฟังให้ได้ ถ้าปรับเปลี่ยนสไตล์ให้ปัง ๆ ได้ อาจทำให้คนกรุงเปลี่ยนใจมาเทคะแนนให้ได้เช่นกัน แต่จะถึงขั้นชนะเลือกตั้งหรือไม่ พวกเราก็ยังเชื่อว่ายาก”
นอกจากนี้พวกเขายังบอกต่อว่า ยังเชื่อมั่นว่าถึงเวลาที่คนกรุงเทพต้องตัดสินใจว่าจะเลือกคนทำงานอิสระหรือจะเลือกผู้ว่าที่มาจากกลไกของการเมืองระดับประเทศนั่นก็คือพรรคส้มให้เข้ามากำหนดทิศทางการเมืองในระดับท้องถิ่นด้วย เพราะเมื่อไหร่ที่การเมืองท้องถิ่น เป็นการเมืองระดับประเทศ พรรคการเมืองก็จะเข้ามาทั้งที่การออกแบบการเมืองระดับท้องถิ่นไม่ว่าจะเลือก สท.สก.สข.ไม่ใช่มีขึ้นเพื่อไปเลือกนายกรัฐมนตรี ดังนั้นโครงสร้างท้องถิ่นจึงไม่ควรเป็นพรรคการเมืองไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นว่าท้องถิ่นเป็นลูกน้องของส.ส.นั่นเอง
“จริงๆพรรคส้มไม่น่าจะกระโดดเข้ามาแบบนี้ ถ้าเป็นผู้สมัครจากคณะก้าวหน้ายังจะดูดีกว่าเพราะเน้นการกระจาย
อำนาจและส่งผู้สมัครท้องถิ่น แบบนี้จะดูเด่นชัดระหว่างการเมืองระดับประเทศกับการเมืองท้องถิ่นนะ”
ทั้งนี้ต้องไม่ลืมว่าโครงสร้างการปกครองส่วนท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร (กทม.) ไม่ใช่เรื่องของการเมือง แต่เป็นเรื่องของงานเมืองที่ต้องรู้จักรายละเอียดและเข้าไปแก้ไขในเรื่องเทศบัญญัติหรือข้อบัญญัติกทม.ที่มีอยู่ให้มีความคล่องตัว ทันสมัย เพื่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนที่ดีเหมาะกับท้องถิ่นนั่นเอง
ที่สำคัญหัวหน้าฝ่ายบริหารซึ่งก็คือผู้ว่าฯกทม.และหัวหน้างานด้านสภาซึ่งได้รับการคัดเลือกจากสมาชิกสภากทม. ทำหน้าที่ประธานสภาฯ เพื่อสร้างรากฐานความไว้ใจและขับเคลื่อนงานด้านนิติบัญญัติของกรุงเทพมหานคร จึงจะถูกต้อง
“หัวหน้าฝ่ายบริหารก็คือผู้ว่าฯและหัวหน้างานด้านสภาก็คือประธานสภา ไม่ควรสวมหมวกเดียวกันหรือมีหัวหน้าคนเดียวกัน แต่ควรมีเป้าหมายเดียวกันคือเพื่องานเมืองหรือประชาชนเมือง ถ้าวันนี้คุณออกจากพรรคมาอยู่ฝ่ายบริหาร และวันหนึ่งคุณก็กลับไปอยู่พรรคได้ แบบนี้คือการBalanceเป็นการรักษาสมดุล เพื่อรวมศูนย์อยู่กับประชาชนทั้งหมด”
ดังนั้นฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ ควรแยกชัดเจนโดยฝ่ายบริหารทำหน้าที่ขับเคลื่อนข้าราชการ ขับเคลื่อนการบริหารจะทำงานก้าวหน้า ขณะที่ฝ่ายนิติบัญญัติต้องเน้นการออกข้อบัญญัติ เพื่อให้การมีส่วนร่วมภาคประชาชนในหลายรูปแบบ ออกข้อบัญญัติให้ฝ่ายบริหารทำงานได้ โดยเป็นการออกข้อบัญญัติ กำกับดูแลในระดับเขต ในระดับสำนักงาน จึงจะถูกต้องเหมาะสม
“สิ่งที่ข้าราชการ กทม.อยากเห็น จากสภากทม. ชุดใหม่คือมีแทคโนเครต คือกลุ่มผู้เชี่ยวชาญทางเทคนิค การบริหารจัดการ บริหารนโยบายสาธารณะ เน้นการตัดสินใจบนพื้นฐานข้อมูลเชิงประจักษ์และต้องมีคนที่ลงพื้นที่เป็น เข้าใจบริบทการพูดกับประชาชน มีมิติของการเข้าถึงประชาชนอีกแบบหนึ่ง และควรไปผลักดัน หรือร่วมมือกับฝ่ายบริหารสร้างกลไกต่าง ๆ ให้ถูกกฎหมาย แบบนี้ การบริหารงานจะวิ่งเป็นธนูทั้งคู่”
ขณะเดียวกันข้าราชการระดับสูงใน กทม.บอกอีกว่า เท่าที่ได้รับข้อมูลเชื่อว่านโยบาย 4 ปีแรกของผู้ว่าฯชัชชาติกับ 4 ปีหลังที่กำลังจะมีการเลือกตั้งมีความแตกต่างกันมาก ซึ่งผู้ว่าฯ ชัชชาติตั้งใจจะเปิดเป็นเรื่อง ๆ โดยเฉพาะจะมุ่งพัฒนาไม่ใช่แค่เมืองน่าอยู่ แต่จะเป็นเมืองแห่งอนาคตที่น่าอยู่ เป็นเมืองที่มีศักยภาพและประสิทธิภาพสูง
“เป็นเมืองที่ใช้น้อยได้มาก เป็นเมืองเศรษฐกิจที่ทำมาค้าขายได้ โดยจะต้องทำการเย็บโครงเส้นเลือดฝอย กับโครงเส้นเลือดใหญ่ ที่วางไว้ ให้สอดคล้อง ให้ขับเคลื่อนทั้งองคาพยพ ก็จะเป็นเมืองที่มีประสิทธิภาพได้”
โดยจะต้องทำกระบวนงานทั้งหมดให้เป็น Routine Work ซึ่งหมายถึงงานรูทีนหรืองานประจำที่ราชการทำ ทั้งการกระจาย
อำนาจที่มีบทบาท การรองรับเพื่อการมีส่วนร่วมภาคประชาชน จะต้องใช้เทคโนโลยี เข้ามาพัฒนาทั้งสิ้น เพราะโลกทั้งใบมีการขยับตัว เราก็ต้องขยับตัวให้ทันการเปลี่ยนแปลงของโลก สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือ ประชาชนจะ trust ได้ ซึ่งการพัฒนา ตัวนี้ มันต้องประกอบจากการทำงาน ให้เห็นอย่างจริงจังเพื่อให้เกิดความไว้ใจ อุ่นใจ ซึ่งจะทำให้ประชาชนอยากจะเข้ามามีส่วนร่วม
ตัวอย่างเช่นการพัฒนาที่สวนลุม สวนเบญจกิติ ที่ไม่เพียงแต่เป็นปอดฟอกลมหายใจให้คนเมือง แต่ยังสร้างระบบนิเวศเลียนแบบธรรมชาติที่สมบูรณ์ที่สุด ล้วนมาจากการมีส่วนร่วมของคนนอกโดยไม่ต้องใช้เงินงบประมาณรัฐแต่อย่างใด
“รอให้อาจารย์ชัชชาติ เปิดตัวโครงการ4ปีหลังจากนี้คนกทม.จะมองเห็น เมืองแห่งอนาคตที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลง เหมือนประเทศจีน ที่เปลี่ยนจากประเทศยากจน กลายเป็นประเทศ พัฒนา และกลายเป็นเบอร์ 1 ของโลกหรือญี่ปุ่น ก็มีการเปลี่ยนวิธีการใหม่ ล้วนแต่มีเหตุจากภูมิรัฐศาสตร์ทางการเมืองเปลี่ยนไปหมด”
จากนี้ไปคงต้องติดตามว่าพรรคสีส้ม จะสามารถปั่นกระแสดันให้คนกทม.เปลี่ยนใจได้หรือไม่ ก่อนจะหย่อนบัตรเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.28 มิ.ย.69 นี้ ถ้าทำสำเร็จพรรคสีส้มและดร.โจ ก็มีสิทธิ์ล้มแชมป์ได้แม้จะเป็นเรื่องที่ยากก็ตาม
แต่ถ้าปั่นไม่ขึ้นก็เท่ากับว่าพรรคสีส้มและดร.โจ พ่ายแพ้นายชัชชาติ ที่สำคัญต้องไม่ลืมว่า สนามกทม.ไม่ได้ชนะด้วย ‘คนเก่งที่สุด’ แต่ชนะด้วย ‘คนที่เราเชื่อว่าจะทำให้ชีวิตเราดีขึ้นได้จริงหรือไม่’!?
ข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่
Facebook :https://www.facebook.com/SpecialScoopManagerOnline/
Instragram :https://instagram.com/special.scoop.mgronline
Tiktok :https://vt.tiktok.com/ZSe4j


