xs
xsm
sm
md
lg

ชี้ UAE ถอนตัวจากโอเปก ส่งผลระยะยาว น้ำมันถูกลง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“ภานุรัช” ชี้ “สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์” ถอนตัวจากการเป็นสมาชิก“โอเปก” จะทำให้เกิดการแข่งขันด้านราคาในยะยาว ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกถูกลง แต่ในระยะสั้นนั้นน้ำมันยังแพงอยู่เนื่องจาก“ช่องแคบฮอร์มุซ”ยังถูกปิด แม้ UAE จะสามารถผลิตน้ำมันได้มากขึ้นเพราะไม่ต้องถูกจำกัดโควตาแต่ก็ส่งออกไม่ได้ เชื่อราคาน้ำมันในตลาดโลกยังไม่ปรับตัวลดลง ในช่วง 1-3 ปีนี้ เหตุแหล่งผลิตในตะวันออกกลางได้รับผลกระทบอย่างหนักจากสงคราม พร้อมระบุ ยุคทองของน้ำมันจบลงแล้ว !

เป็นที่ฮือฮาทีเดียวสำหรับการประกาศถอนตัวจากการเป็นสมาชิกโอเปก(องค์การกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน)ของประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ UAE ที่จะมีผลในวันที่ 1 พ.ค.2569 นี้ ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าได้สร้างแรงสั่นสะเทือนให้แก่ธุรกิจพลังงานโลกไม่น้อยทีเดียว

ส่วนว่าเหตุใด UAE จึงถอนตัวออกจากโอเปก และเหตุการณ์นี้จะส่งผลต่อราคาสน้ำมันในตลาดโลกหรือไม่ อย่างไรนั้น คงต้องไปฟังความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน

ภาณุรัช ดำรงไทย ประธานยุทธศาสตร์ด้านพลังงานและนวัตกรรม พรรคไทยก้าวใหม่ และผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานและการขุดเจาะระดับโลก
นายภาณุรัช ดำรงไทย ประธานยุทธศาสตร์ด้านพลังงานและนวัตกรรม พรรคไทยก้าวใหม่ และผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานและการขุดเจาะระดับโลก วิเคราะห์ว่า การที่ UAE ประกาศถอนตัวจากกลุ่มโอเปกและโอเปกพลัส (OPEC/OPEC+) ในวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 หลังจากเป็นสมาชิกมาเกือบ 60 ปีนั้น เป็นเพราะ UAE ต้องการเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันที่ส่งออกสู่ตลาดโลก เพื่อสร้างรายได้เข้าประเทศให้มากขึ้น คือก่อนเกิดสงครามระหว่างสหรัฐ-อิสราเอลกับอิหร่านนั้น UAE ส่งออกน้ำมันอยู่ที่ 3.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ทั้งที่กำลังการผลิตจริงเขาสามารถผลิตได้ถึง 5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่ง UAE รู้สึกว่าซาอุดีอาระเบียมีบทบาทอย่างมากในการกำหนดนโยบายของโอเปก และที่ผ่านมานโยบายของโอเปกก็ให้อภิสิทธิ์แก่ซาอุดีอาระเบียมากกว่าประเทศอื่น

เช่น เวลาโอเปกมีนโยบายให้ลดกำลังการผลิต UAE ต้องลดกำลังการผลิตในสัดส่วนที่มากกว่าซาอุฯ อาทิ ให้ UAE และซาอุฯลดกำลังการผลิตลง 5 แสนบาร์เรลต่อวันเท่ากัน ทั้งที่ซาอุฯส่งออกน้ำมันถึงวันละ 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่ UAE ส่งออกน้ำมันแค่วันละ 3.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งถือว่าไม่เป็นธรรมต่อ UAE อีกทั้งประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลกอย่างสหรัฐอเมริกาก็ไม่ได้อยู่ในโอเปก ขณะที่โอเปกลดกำลังการผลิตเพื่อรักษาเสถียรภาพของราคาน้ำมัน สหรัฐฯกลับเพิ่มกำลังการผลิตให้มากขึ้น กติกาของโอเปกจึงไม่สามารถควบคุมทิศทางพลังงานของโลกได้ ทำให้ UAE มองว่าไม่มีประโยชน์ที่จะอยู่ในโอเปกอีกต่อไป

Abu Dhabi Crude Oil Pipeline ท่อส่งน้ำมันของ UAE ซึ่งเชื่อมแหล่งน้ำมันฮับชาน ในอาบูดาบี ไปยังท่าเรือฟูไจราห์ บนอ่าวโอมาน
ส่วนการถอนตัวจากกลุ่มโอเปกของ UAE จะมีผลต่อราคาน้ำมันในตลาดโลกหรือไม่ อย่างไรนั้น “นายภาณุรัช” มองว่า ในระยะสั้นไม่ได้ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวลดลงแต่อย่างใด เนื่องจากตราบใดที่ยังมีการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ เรือน้ำมันจากประเทศในตะวันออกกลางก็ออกไม่ได้ ราคาน้ำมันในตลาดโลกก็ยังคงสูงอยู่ แม้ว่า UAE จะสามารถส่งออกน้ำมันบางส่วนไปทางท่อส่งได้ โดยเฉพาะ ท่อส่งน้ำมัน ADCOP ซึ่งเชื่อมแหล่งน้ำมันฮับชานในอาบูดาบีไปยังท่าเรือฟูไจราห์บนอ่าวโอมาน โดยสามารถขนส่งน้ำมันได้สูงสุด 1.5 ล้านบาร์เรลวัน แต่น้ำมันส่วนใหญ่ของ UAE คืออีกประมาณ 2-2.5 ล้านบาร์เรลต่อวันก็ยังต้อส่งออกทางทะเล คือตัวน้ำมันหลักของ UAE นั้นผลิตโดยบริษัทแอดน็อก (ADNOC-Abu Dhabi National Oil Company) เป็นบริษัทน้ำมันแห่งชาติของรัฐในอาบูดาบี ซึ่งมีแหล่งน้ำมันใหญ่อยู่ชายทะเล เมืองอาบูดาบี โดยการส่งออกน้ำมันดังกล่าวต้องขนส่งทางทะเลผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

อย่างไรก็ดี ในระยะยาวเชื่อว่าการถอนตัวจากการเป็นสมาชิกโอเปกของ UAE จะทำให้เกิดการแข่งขันด้านราคาในกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันมากขึ้น และหลังจากนี้ก็น่าจะมีประเทศสมาชิกโอเปกที่ลาออกจากการเป็นสมาชิกเพิ่มขึ้นอีก อาทิ มีข่าวว่าประเทศไนจีเรียจะถอนตัวจากโอเปกเนื่องจากไม่พอใจในเรื่องโควตาการผลิต เมื่อมีประเทศที่ถอนตัวจากโอเปกมากขึ้น ก็จะเกิดการแข่งขันด้านราคาของประเทศผู้ผลิตน้ำมัน อีกทั้งจะเห็นได้ว่าช่วงหลายปีที่ผ่านมาความต้องการในการใช้น้ำมันในตลาดโลกไม่ได้เพิ่มขึ้นตามการเติบโตของเศรษฐกิจ เนื่องจากเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นทำให้เครื่องยนต์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ เครื่องบิน หรือเครื่องจักรในโรงงานอุตสาหกรรม กินน้ำมันน้อยลง นอกจากนั้นผู้คนยังหันไปใช้พลังงานอื่นๆแทนน้ำมัน เช่น พลังงานไฟฟ้า โซลาร์เซลล์ เมื่อความต้องการน้ำมันลดลง ขณะที่ประเทศผู้ผลิตน้ำมันยังมีปริมาณน้ำมันใต้ดินอยู่อีกมากจึงต้องมีการแข่งขันด้านราคากันมากขึ้น และบางประเทศอาจประเมินว่าในเมื่อความต้องการใช้น้ำมันในอนาคตจะลดน้อยลงมากจึงจำเป็นต้องรีบขุดขึ้นมาขายก่อนที่จะไม่มีตลาดรองรับ

“ ในระยะสั้นคงยังไม่ส่งผลอะไร เพราะการปิดช่องแคบฮอร์มุซทำให้น้ำมันในตลาดโลกหายไปวันละ 13 ล้านบาร์เรลต่อวัน แม้ว่าหลังจากที่ถอนตัวจากโอเปกแล้ว UAE จะเพิ่มการผลิตน้ำมันจาก 3.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน เป็นผลิตเต็มศักยภาพคือ 5 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่เมื่อน้ำมันส่วนใหญ่ส่งออกไม่ได้เพราะช่องแคบฮอร์มุซยังถูกปิด ปริมาณน้ำมันก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดโลก ราคาจึงยังสูงอยู่ อย่างไรก็ตามในระยะยาวราคาน้ำมันในตลาดโลกน่าจะลดลง เพราะโอเปกก็คือกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันที่มีการฮั้วราคากัน เมื่อโอเปกเริ่มแตกแยก ผมเชื่อว่ายังไงก็ฮั้วแตก เพราะเมื่อก่อนเศรษฐกิจโลกโตขึ้น ความต้องการใช้น้ำมันในตลาดโลกก็จะเพิ่มขึ้นตาม คือเมื่อ 30 ที่แล้วความต้องการอยู่ที่ 70 ล้านบาร์เรลต่อวัน ต่อมาก็เพิ่มขึ้นเป็น 100 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่หลังจากนั้น คือ 20 กว่าปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันความต้องการน้ำมันของตลาดโลกก็ยังอยู่ที่ 100 ล้านบาร์เรลต่อวัน เพราะคนหันไปใช้พลังงานทดแทนอย่างอื่น กล่าวได้ว่าตอนนี้ยุคทองของน้ำมันนั้นหมดลงแล้ว ” นายภาณุรัช กล่าว

สถานีชาร์จรถไฟฟ้า พลังงานที่กำลังจะมาแทนที่น้ำมัน
นายภาณุรัช ยังตั้งข้อสังเกตต่อการดำเนินการด้านพลังงานของสหรัฐฯซึ่งเป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลก ว่า ที่ผ่านมาสหรัฐฯคว่ำบาตรอิหร่านและเวเนซุเอลา ทำให้ทั้งสองประเทศไม่สามารถส่งออกน้ำมันได้ตามปกติ ทั้งนี้เพื่อให้สหรัฐฯสามารถส่งออกน้ำมันของตัวเองที่ยังมีราคาสูงไปขายในตลาดโลกได้ ดังนั้นถ้าโอเปกแตกและประเทศผู้ผลิตน้ำมันมีการแข่งขันด้านราคามากขึ้นทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวลดลง ซึ่งจะกระทบต่อราคาน้ำมันของสหรัฐฯด้วย “โดนัลด์ ทรัมป์” ซึ่งมีสายสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของสหรัฐฯก็อาจจะหาเรื่องปิดประเทศในตะวันออกกลาง ไม่ว่าจะเป็น อิหร่าน ซาอุดีอาระเบีย คูเวต ซึ่งล้วนแต่เป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลก เพื่อดึงราคาน้ำมันในตลาดโลกให้สูงขึ้น ซึ่งจะทำให้ราคาน้ำมันของสหรัฐฯสูงขึ้นด้วย

สำหรับภาพรวมของราคาพลังงานในตลาดโลกนับจากนี้นั้น “นายภาณุรัช” มองว่า ในช่วง 1-3 ปีนี้ไม่มีทางที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกจะปรับตัวลดลงแม้ว่าสงครามจะสงบและมีการเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้เรือน้ำมันสามารถสัญจรได้ เนื่องจากแหล่งผลิตน้ำมันในประเทศตะวันออกกลางที่ถูกทำลายลงจากสงครามไม่สามารถทำการผลิตน้ำมันได้ทันที เพราะน้ำมันดิบที่สูบขึ้นมานั้นอยู่ในหลุมใต้ดิน เมื่อสูบขึ้นมาแล้วจะใส่ถังเก็บไว้ แต่เมื่อส่งออกไม่ได้ เก็บเต็มหมดทุกถัง ก็ต้องไล่ปิด facility และปิดหลุม ซึ่งน้ำมันดิบที่สูบขึ้นมานั้นมีความข้นหนืด เมื่อหลุมถูกปิดเป็นเวลานานน้ำมันก็จะไปอุดตันในหลุม เมื่อเปิดหลุมขึ้นมาใหม่ก็ต้องใช้เวลาทำความสะอาดแต่ละหลุม 4-5 เดือน และกว่าที่จะคืนสภาพเดิมนั้นต้องใช้เวลาเป็นปี ขณะที่ facility ที่ถูกโจมตีต้องใช้เวลาซ่อมถึง 4 ปีเลยทีเดียว

“ ความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 100 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่แม้สงครามในตะวันอกกลางจะจบลงแต่ปริมาณน้ำมันที่ส่งขายในตลาดโลกก็ยังส่งออกได้ไม่เท่าเดิม โดยคาดว่าต้องอย่างน้อย 1 ปีหลังสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านยุติลง ปริมาณน้ำมันดิบในตะวันออกกลางที่หายไปเพราะภาวะสงครามและการปิดช่องแคบฮอร์มุซประมาณ 13 ล้านบาร์เรลต่อวัน จึงจะกลับคืนมา 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งก็ยังไม่เพียงต่อความต้องการของตลาดโลกอยู่ดี ” นายภาณุรัช ระบุ