ผู้ประกอบการธุรกิจโซลาร์เซลล์ ชี้รัฐบาลอนุทิน กระตุ้นให้ประชาชนติดโซลาร์เซลล์เพื่อลดความผันผวนจากต้นทุนพลังงานโลกและโครงสร้างค่าไฟที่พุ่งสูงขึ้น ยอมรับเป็นเรื่องดี เชื่อติดได้เฉพาะบ้านคนรวย ส่วนชนชั้นกลางคิดหนักทั้งเรื่องเงินและความคุ้มค่าหากกู้มาติดตั้ง ด้านคนจน หมดสิทธิ์ ระบุมีเสียงลือในวงการธุรกิจพลังงานว่ารัฐบาลอนุทินอาจมีการออกแคมเปญพิเศษ ‘คนละครึ่งพลัส’ ช่วยคนติดโซลาร์เซลล์ เพื่อความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว แจงเป็นนโยบายหาเสียงภูมิใจไทยตั้งแต่เลือกตั้งปี 2566 และ 2569!
วิกฤตพลังงานที่กำลังเกิดขึ้นครั้งนี้ ทำให้ทุกฝ่ายต้องเตรียมความพร้อมที่จะรับมือกับความไม่แน่นอนของพลังงานในอนาคตทั้งเรื่องการขาดแคลน-ราคาที่พุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วนและที่จะปฏิเสธไม่ได้ทุกครอบครัวจะได้รับผลกระทบจากค่าไฟที่มีแนวโน้มผันผวนจากทั้งต้นทุนพลังงานโลกและโครงสร้างค่าไฟในประเทศ โดยหนึ่งในทางออกและรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ให้การสนับสนุนคือการติดโซลาร์เซลล์ ซึ่งไม่ใช่แค่ช่วยประหยัดเงินในกระเป๋า แต่จะเป็นการ ‘ลดความเสี่ยงค่าไฟพุ่ง’ ในอนาคตได้ด้วย
“ค่า FTหรือค่าไฟฟ้าผันแปร สะท้อนต้นทุน ซึ่งขึ้นง่าย ลงยาก รัฐมนตรีพลังงานบอกจะมีการปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่ เริ่มรอบบิลใหม่ 1 พ.ค.นี้ ตามที่ กกพ. เห็นชอบสูตรปรับค่า Ft งวดเรียกเก็บพฤษภาคม – สิงหาคม เพิ่มขึ้น 7 สตางค์ จากงวดมกราคม-เมษายน 2569 ที่มีอัตราค่าไฟฟ้าเรียกเก็บเฉลี่ยอยู่ที่ 3.88 บาทต่อหน่วย ไม่รวม VAT”
แต่ถ้าติดโซลาร์เซลล์ ล็อกต้นทุนค่าไฟได้ในระยะยาว!
ทั้งนี้รัฐบาลได้ออกมากระตุ้นให้ประชาชนเห็นถึงประโยชน์ของการติดโซลาร์เซลล์ พร้อมกำจัดอุปสรรคทั้งในเรื่องการขออนุญาตติดตั้ง ระยะเวลาในการติดตั้งที่รวดเร็วขึ้น รวมไปถึงสถาบันการเงินของรัฐออกสินเชื่อ ‘กู้ติดตั้งโซลาร์เซลล์’ ภายใต้โครงการ soft lone
อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการติดตั้งโซลาร์เซลล์ บอกว่า นโยบายรัฐบาลกระตุ้นให้ครัวเรือนติดตั้งโซลาร์เซลล์แม้จะช่วยประหยัดพลังงานได้จริง แต่การจะติดหรือไม่ติดในส่วนของครัวเรือนมีโจทย์ที่ต้องพิจารณาและเป็นประเด็นสำคัญ คือความคุ้มค่าแค่ไหน และกี่ปีคุ้มค่า ซึ่งอยู่ที่เราใช้ไฟแค่ไหน หากใช้ไฟกลางวันเป็นหลักจะถึงจุดคุ้มทุนได้เร็ว เพราะไฟฟ้าจากโซลาร์แสงอาทิตย์ จะผลิตได้ในเวลากลางวัน หากใช้ไฟกลางวันมากไฟที่ผลิตได้ก็ไม่ต้องทิ้ง แต่ถ้าบ้านอยู่อาศัยที่เน้นใช้ไฟกลางคืนเป็นหลักการติดแผงโซลาร์เซลล์จะไม่คุ้มค่าแน่นอน ยกเว้นต้องติดตั้งแบตเตอรี่เก็บพลังงานไฟฟ้าเพื่อไว้ใช้ตอนกลางคืน ก็จะทำให้บ้านหลังนั้นต้องลงทุนสูงขึ้น
สำหรับระบบที่ไม่มีแบตเตอรี่เก็บพลังงานไฟฟ้าคือ ระบบOn-Grid ซึ่งให้กำลังไฟฟ้าจากแผงโซลาร์เซลล์ และเชื่อมต่อระบบไฟฟ้าที่จุดเชื่อมต่อบริเวณตู้ควบคุมระบบไฟฟ้าหลักภายในบ้านอยู่อาศัย พร้อมไปเชื่อมต่อกับโครงข่ายการไฟฟ้าสาธารณะ (Grid) หรือไฟหลวงซึ่งเป็นการผูกเชื่อมต่อกับการไฟฟ้าโดยตรง
“On-Grid ปัจจุบันราคาถูกลงมาก เช่นถ้าติดระบบ 3-5KW กรณีที่บ้านจ่ายค่าไฟประมาณเดือนละ 3 พันบาท เมื่อไม่มีแบตเตอรี่จะใช้ได้เฉพาะกลางวัน ใช้กันฉ่ำ ๆ มีการเปิดแอร์กลางวันให้เต็มที่ ถ้าไม่ใช้ก็คือไฟที่ผลิตมาต้องทิ้ง ส่วนกลางคืนยังต้องใช้ไฟจากการไฟฟ้า ถ้าไฟฟ้าดับก็คือดับ หรือถ้าบ้านมีเงาบัง แดดไม่ดี ก็ไม่คุ้มที่จะติดนะ ค่าติดตั้งประมาณ 120,000-250,000 บาท ระยะเวลาคืนทุนอยู่ที่ 4-7 ปี หลังจากนั้นกำไรล้วน ๆ เพราะแผงมีอายุใช้งาน 20-25 ปี”
ขณะที่ระบบ off-grid เป็นระบบที่ไม่ต้องพึ่งไฟรัฐเลย โดยไม่ได้มีการไปเชื่อมต่อกับโครงข่ายการไฟฟ้าสาธารณะ (Grid) แต่เป็นการพึ่งระบบไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ล้วน ๆ หรือติดตั้งในพื้นที่ห่างไกล ถ้าเลือกจะติดตั้งระบบนี้จำเป็นต้องมีแบตเตอรี่มากักเก็บพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตมาจากแผงโซลาร์เซลล์ เพื่อสำรองไฟฟ้าไว้ใช้ในช่วงเวลาที่ไม่มีแสงแดด หรือช่วงเวลากลางคืน
“ระบบนี้ต้องใช้แบตเตอรี่เยอะมาก พูดง่าย ๆ เป็นการลงทุนโซลาร์เซลล์แทนการซื้อไฟ คำนวณออกมาน่าจะมีผลตอบแทนสูงกว่าฝากแบงก์ หรือลงทุนตราสารหนี้ แต่ต้องเป็นบ้านที่มีค่าไฟระดับ 5 พันขึ้นไป เหมาะกับขนาด 5-10 kW การติดระบบนี้เรียกว่าคุ้มเพราะเป็นการป้องกันความเสี่ยง (hedge) ที่ดีมาก
อีกทั้งยังมีระบบ Hybrid จะมีการเชื่อมต่อระบบโซลาร์เซลล์เข้ากับการไฟฟ้า เหมือนกับระบบ On-Grid แต่ต้องมีแบตเตอรี่สำรองไฟเพิ่มมาด้วย และค่าแบตเตอรี่ในปัจจุบันยังมีราคาสูง แม้จะลดลงมาจากช่วง 2-3 ปีแล้วก็ตาม แบตเตอรี่ที่ใช้กันในปัจจุบันผลิตจากประเทศจีน ราคาก็หลักแสนขึ้นไปขึ้นอยู่กับแบรนด์และความจุ แต่เชื่อว่าในอนาคตจีนจะยิ่งผลิตออกมาขายในราคาถูกลงกว่านี้แน่นอน ซึ่งค่าแบตเตอรี่จะเป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องคำนึงในการคำนวณจุดคุ้มทุน
“Hybrid เป็นระบบที่ใช้ไฟหลักจากการเชื่อมกับการไฟฟ้าและมีการเก็บไปเข้าแบตเตอรี่ใช้ตอนกลางคืนได้ด้วย แต่ต้นทุนสูงกว่า”
ดังนั้นการติดโซลาร์เซลล์จึงไม่ใช่ปัจจัยสำคัญที่ทุกบ้านต้องมี หรือ ควรมี แต่จะเป็นทางเลือกสำคัญสำหรับบางบ้านที่ใช้แล้วคุ้มค่ามาก
ด้านผู้ประกอบการโซลาร์เซลล์บอกว่า ได้เข้าสู่ธุรกิจนี้ประมาณ 10 ปีกว่าจะเข้าใจพฤติกรรมของผู้บริโภคเกือบจะเรียกว่าสายเกินไป ข้อดีที่บริษัทยังสามารถปรับกลยุทธ์ได้ทันจากเดิมที่เจาะตลาดบ้านที่อยู่อาศัยทุกรูปแบบเป็นหลักหันมามุ่งเจาะกลุ่มลูกค้าโรงงานและกลุ่มอุตสาหกรรมเป็นหลัก เพราะพฤติกรรมของลูกค้ากลุ่มที่อยู่อาศัยเลือกที่จะตัดสินใจติดหรือไม่ติดโซลาร์เซลล์จาก 2 ปัจจัยเป็นหลัก คือ 1.เงิน 2.ความคุ้มค่าหรือไม่
โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้สูงหรือกลุ่มคนรวยจะตัดสินใจติดโซลาร์เซลล์ได้รวดเร็วกว่าชนชั้นกลางและไม่ได้ติดปัญหาเรื่องของเม็ดเงินที่จะใช้หรือหากต้องกู้ก็ไม่ได้กังวลเรื่องการเสียดอกเบี้ย และไม่ได้มองว่าติดไปแล้วคุ้มค่าหรือไม่
“คนรวยหรือกลุ่มคนรุ่นใหม่ มีมุมมองว่าโซลาร์เซลล์คือพลังงานธรรมชาติ เป็นพลังงานสะอาดไม่มีผลกระทบต่อโลกหรือสิ่งแวดล้อมดูเป็นคนมีวิสัยทัศน์ รักษ์โลก เพราะระบบโซลาร์เซลล์ได้จากพลังงานแสดงอาทิตย์สามารถผลิตได้ทั้งปี และใช้ไฟได้ทั้งกลางวัน กลางคืนแบบเต็มที่คนกลุ่มนี้จะให้ความสำคัญเรื่องบริการหลังการขาย การดูแล บำรุงรักษามาก”
ส่วนคนชั้นกลาง ในการจะติดโซลาร์เซลล์จะคิดทั้งเรื่องเงินลงทุน ยิ่งหากต้องไปกู้แบงก์เพื่อมาติดตั้งและต้องผ่อนชำระทั้งเงินต้นบวกดอกเบี้ยที่จะต้องจ่าย เขาจะคิดหน้าคิดหลังมากกว่า โดยเฉพาะติดแล้วจะคุ้มจริงหรือไม่เมื่อเปรียบเทียบกับการจ่ายค่าไฟฟ้าในรอบบิลต่าง ๆ รวมไปถึงต้นทุนในการดูแลรักษาระบบโซลาร์เซลล์ด้วยจะเป็นภาระหรือไม่
“ช่วง 3 ปีแรกบริษัทวางกลยุทธ์เจาะตลาดบ้านอยู่อาศัย เห็นปัญหามากและก็เคยร่วมทำโครงการกับหมู่บ้านขนาดใหญ่ 300 กว่าหลังขึ้นไป มีลูกบ้านให้ความสนใจมาก เราเสนอเงื่อนไขที่ดี ตั้งทีมคนมาดูแลบำรุงรักษา เรียกว่าให้บริการดีเลิศ จะกู้ก็มีสหกรณ์ดูแล โครงการนี้ตั้งเป้าว่าอย่างน้อยต้องมีลูกบ้านติดโซลาร์เซลล์กว่า 50% แต่สุดท้ายมีติดเพียง 2 หลัง ส่วนใหญ่ที่บริษัทคุยกับเขาทำให้เข้าใจปัญหา ก็มีทั้งเรื่องเงินที่ต้องผ่อนและกังวลติดแล้วกลัวไม่คุ้มค่า”
นอกจากนี้การติดโซลาร์เซลล์ให้กับบ้านที่อยู่อาศัย บางครั้งเขาคาดหวังว่าจะได้คุณภาพเต็มตามที่ลูกค้าตั้งเป้าไว้ ทั้งที่ทำความเข้าใจกันตั้งแต่ก่อนเซ็นสัญญา แม้จะมีการสำรวจก่อนติดตั้งก็ตาม แต่อาจมีเหตุขัดข้องทั้งเรื่องของหลังคาที่จะติด ทิศทางที่จะรับแดดได้เต็มตามศักยภาพหรือไม่ ซึ่งข้อเท็จจริงทิศตะวันตก และทิศใต้ จะเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมที่สุด หลังคาได้รับแสงมากสุด ผลิตพลังงานได้สูงที่สุด เพราะแสงแดดจะเข้มกว่าช่วงเช้า และช่วงบ่ายแสงแดดจะตกที่สองทิศนี้มากสุด
แต่เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น การเดินทางไปเซอร์วิสแบบต่อเนื่องเพื่อรักษาฐานลูกค้าจึงมีต้นทุนที่สูงมาก และตลาดลูกค้าที่เป็นบ้านพักอาศัย จะต้องมีพนักงานหรือคนงานที่มากพอสมควรจึงจะดูแลได้ทั่วถึงเพื่อป้องกันปัญหาตามมา ส่งผลกระทบเรื่องของต้นทุนสูงตามมา สิ่งเหล่านี้เป็นจุดสำคัญที่ทำให้บริษัทต้องกลับมาทบทวนและเปลี่ยนกลยุทธ์เจาะตลาดลูกค้ากลุ่ม อุตสาหกรรมและโรงงานแทนที่อยู่อาศัย
“การจะติดโซลาร์เซลล์ สำหรับคนรายได้น้อยเป็นไปได้ยาก ส่วนกลุ่มรายได้ปานกลางก็ยากเช่นกัน เพราะยังไม่มั่นใจวิกฤตเศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ แต่มีข่าวลือแว่วๆ ในวงการพลังงานคุยกันว่ารัฐบาลพรรคภูมิใจไทยอาจจะมีแคมเปญพิเศษออกมาเพื่อกระตุ้นให้บ้านพักอาศัยติดโซลาร์เซลล์มากขึ้น ช่วยแก้ปัญหาความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาวได้ จะเป็นคนละครึ่งพลัสหรือไม่ หรือจะเรียกว่าโครงการอะไรต้องรอฟัง เพราะพรรคภูมิใจไทย มีนโยบายหาเสียงเรื่องโซลาร์เซลล์ ตั้งแต่เลือกตั้งปี 2566 และ 2569”
สำหรับขนาดของการติดตั้งโซลาร์เซลล์ แบ่งเป็น บ้านพักอาศัย , ธุรกิจ/อาคารพาณิชย์ และโรงงาน / กลุ่มอุตสาหกรรม ซึ่งกำลังเป็นที่หมายตาของบริษัทที่ประกอบกิจการโซลาร์เซลล์มาก เพราะโรงงานเหล่านี้มีกำลัง ‘จ่าย’ ที่จะติดตั้งและมีเป้าหมายต้องการลดค่าไฟฟ้าที่มีแนวโน้มสูงขึ้นในท่ามกลางวิกฤตพลังงานโลก!
ข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่
Facebook :https://www.facebook.com/SpecialScoopManagerOnline/
Instragram :https://instagram.com/special.scoop.mgronline
Tiktok :https://vt.tiktok.com/ZSe4j


