xs
xsm
sm
md
lg

ชี้ “สหรัฐฯ”ใกล้สิ้นอำนาจในตะวันออกกลาง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“ผศ.ดร.มาโนชญ์” ชี้ “สหรัฐฯ”กำลังจะหมดอำนาจในตะวันออกกลาง เหตุ โลกอาหรับหันซบขั้วอำนาจใหม่อย่าง“จีน-รัสเซีย” อีกทั้งประเทศมุสลิมยังผนึกกำลังกันเสริมความมั่นคงทางทหาร ขจัดความขัดแย้ง และจัดระเบียบในภูมิภาคใหม่ เพื่อลดอิทธิพลของพญาอินทรี พร้อมระบุ 3 ปัจจัย ส่งผลให้อเมริกาถูกชาติพันธมิตรและประชาคมโลกโดดเดี่ยว ! ตั้งข้อสังเกต “กลุ่มประเทศอาหรับ”ไม่ขวางอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ เพราะไม่อยากติดหล่มสงคราม-ถูกสหรัฐฯทิ้งกลางทาง

ปฏิเสธไม่ได้ว่าสงครามในตะวันออกกลางครั้งนี้สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลกำลังถูกโดดเดี่ยวจากนานาประเทศทั่วโลก แม้ว่าสหรัฐฯจะเรียกร้องให้บรรดาประเทศพันธมิตรส่งเรือรบไปช่วยเปิด"ช่องแคบฮอร์มุซ" แต่ก็ไม่มีประเทศใดที่ออกมาสู้เคียงข้างสหรัฐฯ ขณะที่อิหร่านกลับได้รับการสนับสนุนด้านอาวุธจากมหาอำนาจอย่างจีน รัสเซีย และเกาหลีเหนือ รวมทั้งได้รับกำลังใจจากนานาประเทศอย่างล้นหลาม

เกิดอะไรขึ้น ! เหตุใดวันนี้ “พญาอินทรี” จึงไร้ซึ่งลมใต้ปีก ?

ผศ.ดร.มาโนชญ์ อารีย์ อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว)
ผศ.ดร.มาโนชญ์ อารีย์ อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) วิเคราะห์ว่า เป็นหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ที่เราเห็นว่าสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นมหาอำนาจมายาวนานแต่วันนี้หาพันธมิตรที่จะมาร่วมหัวจมท้ายไม่ได้ ซึ่งต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมา เราจะเห็นว่าเวลาสหรัฐฯจะไปทำสงครามไม่ว่าจะเป็นที่อิรัก อาฟกานิสถาน สหรัฐฯก็จะดึงพันธมิตรชาติตะวันตกและนาโต้ (องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ ซึ่งเป็นพันธมิตรทางทหารระหว่าง 32 ประเทศในยุโรปและอเมริกาเหนือ)ไปร่วมรบด้วย แต่การทำสงครามกับอิหร่านครั้งนี้นอกจากอิสราเอลซึ่งเป็นคู่สงครามกับอิหร่านแล้วกลับไม่มีประเทศใดที่เข้าร่วมกับสหรัฐฯเลย

ซึ่งปรากฏการณ์ดังกล่าวนั้นเกิดจาก 3 ปัจจัย คือ

1.ปัจจุบันสหรัฐฯไม่ได้เป็นมหาอำนาจขั้วเดียวอีกต่อไป แต่ยังมีมหาอำนาจอย่างจีนและรัสเซียที่ผงาดขึ้นมาเป็นอีกขั้วอำนาจที่สำคัญของโลก ทำให้ประเทศต่างๆต้องวางตัวให้บาลานซ์กับโครงสร้างอำนาจที่กำลังเปลี่ยนไป ไม่สามารถอิงกับสหรัฐฯเพียงประเทศเดียวเหมือนเมื่อก่อนได้

2.สหรัฐฯทำสงครามโดยปราศจากความชอบธรรม โดยข้อกล่าวหาที่ไปบุกอิหร่านนั้นฟังไม่ขึ้น ซึ่งสหรัฐฯอ้างมานาน
แล้วว่าอิหร่านผลิตอาวุธนิวเคลียร์และกำลังจะทำได้สำเร็จ ขณะที่อิหร่านก็เปิดให้ IAEA (ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นองค์กรระหว่างประเทศภายใต้การกำกับดูแลของสหประชาชาติ)ตรวจสอบมาตลอด อีกทั้งอิหร่านยังอยู่ภายใต้สนธิสัญญา NPT ซึ่งห้ามแพร่กระจายอาวุธนิวเคลียร์ ดังนั้นเมื่อสหรัฐฯไปโจมตีอิหร่านโดยอ้างเหตุผลเรื่องนิวเคลียร์ ประชาคมโลกจึงมองว่าไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนและอาจซ้ำรอยกรณีที่สหรัฐฯเข้าไปทำสงครามในอิรักเมื่อปี 2003 เพราะเชื่อว่าอิรักมีอาวุธร้ายแรงแต่เอาเข้าจริงกลับไม่มี ประชาคมโลกจึงไม่ยอมรับการทำสงครามครั้งนี้ของสหรัฐฯ

3.การที่สหรัฐฯเข้าข้างอิสราเอลจนทำให้สถานการณ์ในฉนวนกาซากลายเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ขณะที่เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ก็ถูกศาลอาญาระหว่างประเทศ(ICC)ออกหมายจับในข้อหาอาชญกรสงคราม แต่สหรัฐฯก็ยังเดินหน้าสนับสนุนอิสราเอลแบบสุดลิ่มทิ่มประตู ทำให้ประชาคมโลกโดดเดี่ยวทั้งสหรัฐฯและอิสราเอล

“ จากทั้ง 3 ปัจจัยดังกล่าวทำให้สหรัฐฯและอิสราเอลโดดเดี่ยวมากในเวทีโลก วันนี้ประเทศในยุโรปมีติเห็นพ้องกันที่จะตัดความสัมพันธ์ทางการค้าและบอยคอตอิสราเอล ขณะเดียวกันชาติตะวันตกก็ไม่มีประเทศใดสนับสนุนสหรัฐฯในการทำสงครามกับอิหร่าน ” ผศ.ดร.มาโนชญ์ ระบุ


ผศ.ดร.มาโนชญ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนั้นประเทศในตะวันออกกลางยังเริ่มตีตัวออกห่างสหรัฐฯ อย่างเช่น กาตาร์และซาอุดีอาระเบียซึ่งไม่อนุญาตให้สหรัฐฯใช้ฐานทัพหรือพื้นที่ของประเทศตนเองในการโจมตีอิหร่าน และจริงๆแล้วในช่วง 10 ที่ผ่านมาท่าทีและจุดยืนของกลุ่มประเทศอาหรับที่มีต่อสหรัฐฯนั้นมีการเปลี่ยนแปลงมาอย่างต่อเนื่อง โดยหันเข้าหาจีนและรัสเซียมานานแล้ว อาทิ ประเทศซาอุดีอาระเบียซึ่งหลังจากการเปลี่ยนแปลง โดยกษัตริย์ซัลมาน บิน อับดุลอะซิซ ทรงแต่งตั้งเจ้าชายมุฮัมมัด บิน ซัลมาน บิน อับดุลอะซิซ อัลซะอูด ขึ้นเป็นมกุฎราชกุมาร ในปี 2017 ซาอุดีอาระเบียก็เริ่มขยับเข้าหาจีนและรัสเซียมากขึ้นเรื่อยๆ และจริงๆแล้วซาอุฯก็เริ่มสานสัมพันธ์กับจีนและรัสเซียมาตั้งแต่ปี 2015 จากเดิมที่กลุ่มประเทศอาหรับต้องพึ่งพาสหรัฐฯในเรื่องความมั่นคง แต่ภายหลังประเทศอาหรับไม่ไว้ใจสหรัฐฯและรู้สึกว่าถูกสหรัฐฯกดดันในหลายๆเรื่องจึงพยายามหาทางเลือกใหม่ซึ่งก็สอดคล้องกับบริบทของโลกที่เปลี่ยนไปโดยจีนและรัสเซียขึ้นมามีอำนาจมากขึ้น

ซึ่งนอกจากกลุ่มประเทศอาหรับจะเริ่มหันเข้าหาขั้วอำนาจใหม่แล้ว ยังหันมาจับมือกันเองด้วย โดยตุรกีเข้ามาสานสัมพันธ์กับซาอุดีอาระเบียและพยายามเข้าคลี่คลายความขัดแย้งระหว่างประเทศอาหรับด้วยกัน รวมถึงความขัดแย้งระหว่างอาหรับกับอิหร่าน อีกทั้งตุรกียังคืนดีกับอียิปต์และยูเออี(สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) และเมื่อ 3-4 ปีที่ผ่านมาอิหร่านก็คืนดีกับซาอุดีอาระเบีย ขณะที่ซาอุดีอาระเบียก็หยุดยิงกับเยเมน ด้านซีเรียก็สามารถเข้าสู่สันนิบาตอาหรับได้

“ จะเห็นได้ว่ากลุ่มประเทศอาหรับหันมาจับมือกันเพื่อที่จะจัดระเบียบในภูมิภาคใหม่เพื่อลดความขัดแย้งในภูมิภาค ลดอิทธิพลของประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯลง และมาจับมือกันในเรื่องความมั่นคงมากขึ้น มาวันนี้เราจึงเห็นชัดว่าสหรัฐอเมริกาไม่สามารถที่จะดึงกลุ่มประเทศอาหรับเหล่านี้เข้าสู่สงครามกับอิหร่านได้ แม้สหรัฐฯจะพยายามกดดันให้มาร่วมทำสงคราม แต่กลุ่มประเทศอาหรับแม้จะถูกอิหร่านโจมตีอย่างหนักแต่เขาก็ไม่ได้ตอบโต้อิหร่านโดยตรงเนื่องจากไม่ต้องการสู้รบกันเองในภูมิภาคอาหรับ และจีนก็เข้ามาเป็นกาวใจระหว่างกลุ่มประเทศอาหรับกับอิหร่าน อีกทั้งกลุ่มประเทศอาหรับรู้ว่าหากก้าวเข้ามาในสงคราม เขาจะติดหล่มในสงครามไปอีกนาน ขณะที่สหรัฐฯจะถอนตัวออกไปแล้วหันมาขายอาวุธให้กลุ่มประเทศอาหรับเพื่อทำสงครามกับอิหร่านแทน ” ผศ.ดร.มาโนชญ์ กล่าว

รัสเซียและจีน อีกขั้วมหาอำนาจในเวทีโลก
ผศ.ดร.มาโนชญ์ ตั้งข้อสังเกตว่า จะเห็นได้ว่ากลุ่มประเทศอาหรับไม่ได้กดดันให้อิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซแม้จะเดือดร้อนจากการปิดช่องแคบดังกล่าว เนื่องจากมองว่าไม่ใช่แค่ประเทศของตนที่เดือดร้อน บริษัทน้ำมันของสหรัฐฯที่อยู่ในตะวันออกกลางก็เดือดร้อนด้วย อีกทั้งยังกระทบไปยังเศรษฐกิจของสหรัฐฯ กลุ่มประเทศอาหรับจึงยอมเจ็บเพื่อจะลดผลประโยชน์และอิทธิพลของสหรัฐฯในตะวันออกกลางลงทั้งในด้านเศรษฐกิจและการทหาร

ที่ผ่านมาซาอุดีอาระเบียเตือนสหรัฐฯแล้วว่าอย่าโจมตีอิหร่าน แต่สหรัฐฯก็ไม่ฟัง พอเกิดสงครามขึ้นและประเทศในภูมิภาคนี้เดือดร้อน สหรัฐฯกลับหันไปปกป้องอิสราเอลมากกว่าประเทศในกลุ่มอาหรับ จึงเห็นได้ชัดว่าสหรัฐไม่มีความจริงใจ ดังนั้นกลุ่มประเทศอาหรับจึงหันมาพึ่งพาประเทศมุสลิมด้วยกันเองในด้านความมั่นคง โดยตุรกีและปากีสถานได้เข้ามามีบทบาทในการเสริมความมั่นคงให้แก่ซาอุดีอาระเบียและกาตาร์มากยิ่งขึ้น เนื่องจากตุรกีมีความก้าวหน้าในการผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ ขณะที่ปากีสถานมีกองทัพขนาดใหญ่และมีอาวุธนิวเคลียร์

“ เมื่ออิหร่านโจมตีฐานทัพของสหรัฐฯที่อยู่ในประเทศตะวันออกกลางย่อยยับเสียหายก็เท่ากับเป็นการลดอิทธิพลทางการทหารของสหรัฐฯในภูมิภาคอาหรับ ที่สำคัญตอนนี้หลายประเทศในตะวันออกกลาง ไม่ว่าจะเป็นการ์ตา หรือซาอุดีอาระเบีย ต่างแสดงท่าทีออกมาแล้วว่าสหรัฐฯควรถอนกำลังทหารออกไปจากภูมิภาคนี้ พร้อมทั้งตั้งคำถามว่าสหรัฐฯมีสิทธิอะไรมาจุดไฟสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลาง และเนื่องจากตุรกีมีความก้าวหน้าในการผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ ขณะที่ปากีสถานมีกองทัพขนาดใหญ่และมีอาวุธนิวเคลียร์ ดังนั้นตุรกีและปากีสถานจะเข้ามามีบทบาทด้านความมั่นคงในตะวันออกกลางแทนสหรัฐฯ นี่คือระเบียบใหม่ที่จะเกิดขึ้นในตะวันออกกลาง ไม่ว่าสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านจะจบลงเมื่อไหร่ และจบลงอย่างไร ” ผศ.ดร.มาโนชญ์ ระบุ

ส่วนผลกระทบต่อประเทศไทยนั้น “ผศ.ดร.มาโนชญ์” ชี้ว่า ไม่ว่าสหรัฐฯจะถูกโดดเดี่ยวในสงครามครั้งนี้หรือไม่ และจะยังคงมีอิทธิพลในตะวันออกกลางหรือเปล่า ไทยก็ยังคงได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น แต่จะกระทบมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ทางการทูต โดยหากไทยมีความสัมพันธ์ที่ดีกับกลุ่มประเทศอาหรับ สามารถขอซื้อน้ำมันจากประเทศต่างๆในกลุ่มอาหรับได้ และสามารถขอให้อิหร่านยอมให้เรือบรรทุกน้ำมันของไทยผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ผลกระทบที่เกิดขึ้นก็อาจจไม่หนักมาก