“ดร.อัทธ์” ชี้ “ทรัมป์”สั่งปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ เป็นชนวนกดดัน“พญามังกร”ผนึกกำลังกับอิหร่าน เริ่มจากส่งเรือเข้าคุ้มครองการขนส่งน้ำมันของจีน ส่อปะทะเรือรบสหรัฐฯ ส่งผลให้ความขัดแย้งขยายวงจากตะวันออกกลางสู่เอเชีย ซึ่งถือเป็นการนับหนึ่งสู่“สงครามโลกครั้งที่ 3” ดึงรัสเซีย-เกาหลีเหนือเข้าร่วม เชื่อหลังสิ้นสุดสงครามพลังงาน บทบาทของสหรัฐฯในกลุ่มประเทศ GCC จะลดลง โดยประเทศในตะวันออกกลางจะพัฒนาศักยภาพทางการทหารเพื่อปกป้องตัวเองเพราะมองว่าไม่สามารถพึงพา“พญาอินทรี”ได้
การที่“สหรัฐอเมริกา”ประกาศปิดล้อม“ช่องแคบฮอร์มุซ” ก่อนที่ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านเป็นเวลา 2 สัปดาห์จะสิ้นสุดลงในวันที่ 22 เม.ย.นี้ ได้สร้างความวิตกให้ชาวโลกอยู่ไม่น้อย เพราะเกรงว่าสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางจะลุกลามบานปลายมากยิ่งขึ้น และทำให้ปัญหาพลังงานในตลาดโลกยิ่งหนักหนาสาหัสกว่าเดิม
ส่วนว่าการรุกคืบของสหรัฐฯครั้งนี้จะส่งผลอย่างไรบ้างนั้น คงต้องไปฟังความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญด้านการต่างประเทศ
ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และเศรษฐกิจอาเซียน มองว่า การที่สหรัฐฯปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยไม่ให้เรือที่ออกจากท่าเรือของอิหร่านผ่าน ส่วนเรือจากกลุ่มประเทศ GCC (Gulf Cooperation Council หรือ "คณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ) ซึ่งประกอบด้วย ซาอุดีอาระเบีย, คูเวต, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, กาตาร์, บาห์เรน และโอมาน ซึ่งเป็นพันธมิตรของสหรัฐฯ สามารถผ่านได้ ก็เพื่อกดดันไปที่อิหร่านโดยตรง ซึ่งจะกระทบต่อท่าเรือสำคัญของอิหร่าน ได้แก่ ท่าเรือทาวัน (T-Jetty) และท่าเรือดาริอุส (Darius terminal) ที่เกาะคาร์ก ซึ่งใช้ขนส่งน้ำมัน , ท่าเรือบุเชห์ร (Bushehr Port) ที่ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของอิหร่าน ทางตอนเหนือของอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งใช้ในขนส่งก๊าซธรรมชาติ เพราะหากส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติไม่ได้อิหร่านก็จะขาดรายได้ และอีกด้านหนึ่งก็กดดันจีนซึ่งเป็นผู้ซื้อน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของอิหร่าน ซึ่งจะทำให้จีนเดือดร้อนอย่างหนัก จึงเป็นไปได้ที่จีนจะต้องส่งเรือมาคุ้มครองเรือขนส่งน้ำมันของจีนที่ออกจากอิหร่านซึ่งมีโอกาสที่จะเกิดการปะทะกับสหรัฐฯ
ขณะเดียวกันทางด้าน พลตรี อาลี อับดุลลาฮี ผู้บัญชาการกองบัญชาการกลางคาตัม อัล-อันบิยา ซึ่งเป็นกองบัญชาการรวมของกองทัพอิหร่าน ก็ประกาศว่าถ้าสหรัฐฯยังคงปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซอยู่อิหร่านก็จะไม่ยอมให้มีการส่งออกหรือนำเข้าใดๆ ในอ่าวเปอร์เซีย ทะเลโอมาน และทะเลแดง ซึ่งแม้อิหร่านจะไม่ได้มีพรมแดนติดกับทะเลแดง แต่ก็มีอิทธิพลในพื้นที่ดังกล่าวผ่านพันธมิตรในภูมิภาค โดยเฉพาะกลุ่มฮูตีในเยเมน ซึ่งเคยโจมตีเรือที่แล่นผ่าน“ช่องแคบบาบ เอล มันเดบ”ที่อยู่ระหว่างอ่าวเอเดนกับทะเลแดงมาก่อน โดยช่องแคบบาบ เอล มันเดบนั้นเป็นเส้นทางเดินเรือที่ผ่านทะเลแดงและเป็นหนึ่งในเส้นทางเดินเรือที่พลุกพล่านที่สุดในโลก การขนส่งทางทะเลราวหนึ่งในสี่ของโลกต้องผ่านเส้นทางนี้
“ สงครามขณะนี้เกิด 3 ฉากทัศน์ คือ 1. ทั้งอิหร่านและสหรัฐฯต่างก็ปิดช่องแคบฮอร์มุซ 2.อิหร่านกับสหรัฐฯกำลังจะเดินเข้าสู่โต๊ะเจรจา และ 3.อิหร่านขู่ว่าจะให้กลุ่มฮูตีปิดทะเลแดง ซึ่งการที่สหรัฐฯเดินเกมนี้จะทำให้สถานการณ์จะเลวร้ายขึ้น เพราะถ้าเรือน้ำมันของจีนออกจากอิหร่านไม่ได้ก็จะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของจีน จีนก็ต้องส่งเรือมาคุ้มกัน ซึ่งอาจเกิดการปะทะกับสหรัฐฯได้ ขณะเดียวกันอิหร่านก็จะไปปิดช่องแคบบาบ เอล มันเดบ ที่เป็นเส้นทางไปสู่คลองสุเอซ ซึ่งจะกระทบต่อการขนส่งน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย ” ดร.อัทธ์ กล่าว
ดร.อัทธ์ ชี้ว่า การที่สหรัฐฯปิดล้อมช่องคบฮอร์มุซนั้นทำให้สถานการณ์ในตะวันออกกลางลุกลามบานปลาย จากเดิมที่จีนอาจแค่สนับสนุนอาวุธให้อิหร่านในฐานประเทศพันธมิตร แต่เมื่อจีนได้รับผลกระทบจากการที่สหรัฐฯปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ จีนจึงต้องส่งเรือมาคุ้มกันเรือน้ำมันของตนเองที่ออกจากอิหร่าน ซึ่งยากที่จะหลีกเลี่ยงการปะทะกับเรือของทหารสหรัฐฯที่ปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซอยู่ และหากเกิดการปะทะกันก็จะทำให้สงครามลุกลามบานปลาย อีกทั้งมีโอกาสที่รัสเซียและเกาหลีเหนือซึ่งเป็นพันธมิตรกับจีนจะเข้าร่วมสนับสนุนการสู้รบ แต่ก็อาจจะไม่ได้เข้าร่วมโดยตรงเพราะรัสเซียและเกาหลีเหนือไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ กลับกันรัสเซียกลับได้รับประโยชน์จากการปิดช่องแคบฮอร์มุซเพราะสามารถขายน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และปุ๋ยเคมีได้มากขึ้น และขายได้ในราคาที่สูงขึ้น ดังนั้นรัสเซียและเกาหลีเหนืออาจจะเข้าร่วมในลักษณะของการสนับสนุนอาวุธยุทโธปกรณ์ตามคำร้องของของจีนหรืออิหร่าน
“ หากจีนเข้ามาจะเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามที่บายปลายออกไปนอกภูมิภาค จากเดิมที่จำกัดวงอยู่แค่ในตะวันออกกลาง ก็จะเป็นการดึงประเทศในแถบเอเชียเข้ามาร่วมรบ เราอาจเห็นรัสเซียและเกาหลีเหนือมาร่วมรบด้วย ซึ่งถ้าสถานการณ์เป็นเช่นนั้นก็ต้องดูว่านาโต(ประเทศพันธมิตรทางทหารระหว่างรัฐบาลระหว่าง 31 รัฐสมาชิก ประกอบด้วย 29 ประเทศในยุโรปและ 2 ประเทศในอเมริกาเหนือ)จะเอายังไง ซึ่งเรียกได้ว่าถือเป็นการนับหนึ่งของสงครามโลกครั้งที่ 3 ” ดร.อัทธ์ ระบุ
ส่วนผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจนั้น “ดร.อัทธ์” มองว่า การที่สหรัฐฯปิดล้อมช่องแคบออร์มุซจะทำให้เศรษฐกิจโลกผันผวนมากยิ่งขึ้น เพราะช่องแคบฮอร์มุซจะถูกปิด 100% จากเดิมที่อิหร่านห้ามเฉพาะประเทศที่ยืนข้างสหรัฐฯไม่ให้ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ น้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากตะวันออกกลางยังสามารถส่งไปยังประเทศต่างๆได้บ้าง แต่เมื่อสหรัฐฯปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซไม่ให้เรือที่ออกจากอิหร่านผ่านได้ก็เท่ากับไม่มีเรือน้ำมันของประเทศใดผ่านช่องแคบดังกล่าวไปได้เลย อีกทั้งหากกลุ่มฮูตีซึ่งเป็นพันธมิตรของอิหร่านปิดช่องแคบ“บาบ เอล มันเดบ”ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญของการค้าโลก ก็จะส่งผลให้น้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่เป็นแหล่งพลังงานที่จำเป็นทั้งต่อภาคอุตสาหกรรมและการดำรงชีพของประชากรโลกขาดแคลนอย่างหนัก และราคาพุ่งขึ้นไปอีก
“ หากเกิดการสู้รบระหว่างจีนกับสหรัฐฯ เศรษฐกิจโลกก็จะแย่ลงไปอีก จากปัจจุบันที่ IMF คาดการณ์ว่าการสู้รบระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่านจะส่งผลให้อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกลดลงจาก 3.4% เหลือ 3.1% แต่ถ้าจีนเข้ามาร่วมรบด้วย อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของโลกน่าจะต่ำกว่า 3% ขณะที่ราคาน้ำมันอาจขึ้นไปถึง 120-150 เหรียญต่อบาร์เรลเลยทีเดียว ” ดร.อัทธ์ ระบุ
ดร.อัทธ์ กล่าวต่อว่า ล่าสุดทางซาอุดีอาระเบียได้ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยที่สหรัฐฯจะปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ เพราะจะส่งผลให้ซาอุดีอาระเบียได้รับความเดือดร้อนจากการปิดทะเลแดงโดยกลุ่มฮูตีซึ่งเป็นพันธมิตรของอิหร่าน เนื่องจากประเทศซาอุดีอาระเบียมีพื้นที่ติดกับทั้งฝั่งอ่าวเปอร์เชียและฝั่งทะเลแดง ซึ่งทางด้านอ่าวเปอร์เชียนั้นซาอุดีอาระเบียจะขนส่งน้ำมันทางทะเล ส่วนทางฝั่งทะเลแดงซาอุดีอาระเบียจะขนส่งน้ำมันผ่านทางท่อที่เมืองยานบู ซึ่งบริเวณดังกล่าวมีทั้งท่อขนส่งน้ำมันและท่าเรือที่ขนส่งน้ำมันออกทางทะเลแดงไปแถบยุโรป นอกจากนี้ด้านทะเลแดงซาอุดีอาระเบียยังมีโรงกลั่นน้ำมันอีกด้วย
นอกจากนั้นประเทศต่างๆในตะวันออกกลางต่างก็ไม่เห็นด้วยที่สหรัฐฯปิดช่องแคบฮอร์มุซ แต่ต้องการให้สหรัฐฯกับอิหร่านเจรจากันมากกว่า เพราะการกระทำดังกล่าวของสหรัฐฯนั้นมีความเสี่ยงที่จะทำให้โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานโดยเฉพาะน้ำมันของประเทศในตะวันออกกลางถูกทำลายเพิ่มมากขึ้นอีก จากปัจจุบันที่เสียหายไปถึง 40% แล้ว โดยประเทศที่เสียหายหนักที่สุดคือกาตาร์ รองลงมา ได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) และซาอุดีอาระเบีย
ดร.อัทธ์ ชี้ว่า อย่างไรก็ดีที่ผ่านมายุทธศาสตร์ของสหรัฐฯจะไม่ไปในทิศทางเดียว แต่จะเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาได้ตลอด ซึ่งยุทธศาสตร์ที่สหรัฐฯปิดช่องแคบฮอร์มุซนั้นสหรัฐฯก็บอกว่าจะมีการเจรจารอบสองกับอิหร่าน โดยมีแนวโน้มว่าอาจจะเจรจากันที่ปากีสถาน (เนื่องจากการเจรจาระหว่างสหรัฐกับที่อิหร่านครั้งที่ผ่านมานั้นมีปากีสถานเป็นเจ้าภาพ) ทั้งนี้เพื่อที่จะหาทางออก จะเห็นได้ว่าหลังจากสหรัฐฯประกาศว่าจะมีการเจรจารอบสองราคาน้ำมันก็ปรับลดลงมาอยู่ที่ 95 เหรียญต่อบาร์เรล
แต่ปัญหาคือสหรัฐฯเล่นเกมสองหน้า ไม่มีความจริงใจในการเจรจากับอิหร่าน เจรจาไปด้วยทุบหัวไปด้วย ซึ่งการดำเนินการลักษณะนี้มีมาตั้งแต่ก่อนวันที่ 28 ก.พ.2569 ที่สหรัฐฯกับอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านแล้ว ส่วนการเจรจารอบสองระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่าน ก่อนที่ข้อตกลงหยุดยิงเป็นเวลา 2 สัปดาห์จะสิ้นสุดลงในวันที่ 22 เม.ย.นี้นั้นก็เช่นกัน สหรัฐฯปิดช่องแคบฮอร์มุซไปด้วย เจรจาไปด้วย อีกทั้งสหรัฐฯยังเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาจึงทำให้การเจรจาไม่มีความน่าเชื่อถือ และนำพาสถานการณ์ของโลกไปสู่ความเสี่ยง ดังนั้นหากต้องการต้องการยุติสงครามสหรัฐฯก็ต้องเปลี่ยนแปลงท่าทีตรงนี้ ขณะเดียวกันข้อเสนอทั้งจากสหรัฐฯและอิหร่านก็ต้องไม่ตึงเกินไป
ส่วนว่าหลังจากที่วิกฤตการณ์ช่องแคบฮอร์มุซยุติลงการค้าพลังงานของโลกจะเดินหน้าไปในทิศทางใดนั้น “ดร.อัทธ์” วิเคราะห์ว่า ต่อไปนานาประเทศจะให้ความสำคัญกับช่องแคบฮอร์มุซน้อยลง เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซกลายเป็นจุดเสี่ยงของพลังงานโลก โดยอาจจะหันไปส่งน้ำมันผ่านทางท่อส่งในทะเลแดง และท่อส่งน้ำมันในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มากขึ้น โดยท่อส่งน้ำมันฮับชัน-ฟูไจราห์หรือที่รู้จักกันในชื่อ "ท่อส่งน้ำมันดิบอาบูดาบี" ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เริ่มต้นจากฮับชันในอาบูดาบีซึ่งแหล่งน้ำมันบนบก และทอดยาวไปยังฟูไจราห์ในอ่าวโอมาน ซึ่งเป็นฝั่งที่อยู่ตรงข้ามกับช่องแคบฮอร์มุซ
นอกจากนั้นบทบาทของน้ำมันจากตะวันออกกลางก็จะลดลงเพราะมีความเสี่ยงต่อความไม่แน่นอนจากสถานการณ์การสู้รบ อีกทั้งการให้ความสำคัญกับสหรัฐฯที่จะเข้าไปมีบทบาทในการรักษาเสถียรภาพด้านความมั่นคงในกลุ่มประเทศ GCC ก็จะลดน้อยลงด้วย
“ การให้สหรัฐเข้าไปดูแลความมั่นคงและตั้งฐานทัพในประเทศต่างๆในตะวันออกกลางมีความเสี่ยงมากนะ เพราะแทนที่จะเข้าไปปกป้องคุ้มครองประเทศในตะวันออกกลางแต่กลับทำให้ประเทศเหล่านี้ตกเป็นเป้าโดยที่สหรัฐฯก็ไม่ได้ปกป้องอะไร ดังนั้นต่อไปฐานทัพสหรัฐฯก็คงถูกลดบทบาทลง ประเทศในกลุ่ม GCC คงจะจัดตั้งกองกำลังที่สามารถปกป้องประเทศตนเองได้ขึ้นมา ซึ่งปัจจุบันเขาก็มีเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการทหารที่ทันสมัยอยู่แล้ว และก็อาจจะให้สหรัฐฯเป็นพี่เลี้ยง ” ดร.อัทธ์ กล่าว


