xs
xsm
sm
md
lg

ท่องเที่ยววิกฤตรายได้วูบ 350,000 ล้านบาท จี้รัฐตั้ง ‘Tourism War Room’ สกัดอุตสาหกรรมพัง!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ดร.อดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว ระบุวิกฤตน้ำมัน ทำนักท่องเที่ยวหดหายกว่า 3.7 ล้านคน และรายได้วูบ 350,000 ล้านบาท หวั่นกำลังเข้าสู่ช่วง Low Season หากสงครามยังไม่ยุติอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจะอยู่ยาก ชี้ผลกระทบสั้น-กลาง-ยาว ไม่ปรับตัวระวังจะเป็นโดมิโน ‘เสนอ 4 ทางรอด’ ให้รัฐบาลช่วยเพื่อกระตุ้นความเชื่อมั่น ต้องสื่อสารเรื่องน้ำมันให้ชัดเจน-ต้องพยุงต้นทุนการผลิต-ออกนโยบายกระตุ้นการท่องเที่ยว ดันโครงการ ‘เที่ยวใกล้แบบ+ co-pay’ พร้อมตั้ง ‘Tourism War Room’ เพื่อกู้วิกฤต ยืนยันหากรัฐบาลรักษา ‘ความเชื่อมั่น-พยุงต้นทุน’ การท่องเที่ยวยังไปต่อได้ และมีโอกาส reset โครงสร้างสู่ตลาดคุณภาพในระยะยาว

ผลกระทบจากราคาน้ำมันที่แพงขึ้นจากวิกฤตสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน ทำให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง เห็นได้จากสายการบินมีการปรับขึ้นราคา และบางเที่ยวบินประกาศยกเลิก เช่นไทยแอร์เอเชีย (FD) และ ไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ (XJ) ประกาศระงับบินชั่วคราวบางเส้นทาง ทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ ตั้งแต่ช่วงเดือนเมษายน 2569 เป็นต้นไป โดยเฉพาะเส้นทางกรุงเทพฯ-เซี่ยงไฮ้ และสุวรรณภูมิ-นราธิวาส (FD4252/4253 ) โดยให้เหตุผลชัด ๆ ว่ากำลังเผชิญวิกฤตน้ำมันแพง ขณะที่การบินไทยประกาศปรับขึ้นค่าตั๋วโดยสาร 10-20% ในบางเส้นทาง เพื่อรับมือต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

อีกทั้งนักท่องเที่ยวก็มีการยกเลิก เลื่อนทริป หรือชะลอการเดินทางเพราะกลัวความไม่ปลอดภัยโดยเฉพาะหากต้องผ่านน่านฟ้าในตะวันออกกลาง ดังนั้นทั้งปัญหาสงคราม พิษน้ำมันและความไม่ปลอยภัยจึงส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวทั้งระบบ เพราะนักลงทุน และนักท่องเที่ยว ไม่กล้าตัดสินใจล่วงหน้า ทำให้การ Booking ระยะยาวลดลง ยอดจองโรงแรมลดลง ทำให้บริษัททัวร์ สายการบินและโรมแรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยววางแผนยากและไม่รู้ว่าสงครามและการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันจะสิ้นสุดเมื่อไหร่และตรงไหน

ดังนั้นแม้ประเทศไทยจะยังเป็นพื้นที่ Safe haven และมีจุดขายด้านการท่องเที่ยวก็ตามแต่วิกฤตครั้งนี้ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน


ดร.อดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) ระบุว่าผลกระทบต่อราคาน้ำมันต่อภาคการท่องเที่ยวนั้นทำให้ต้นทุนการเดินทางสูงขึ้น โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวระยะไกลที่จะเข้ามาในไทย หรือบางเส้นทางที่ไม่สามารถผ่านเส้นทางตะวันออกกลาง ก็ต้องบินอ้อม รวมทั้งเศรษฐกิจโลก เรื่องของภาวะเงินเฟ้อ ล้วนมีผลต่อการเดินทางท่องเที่ยวทั้งในประเทศคือไทยเที่ยวไทยและต่างประเทศที่จะเข้ามาในไทย

“น้ำมันมีผลต่อการท่องเที่ยวภายในประเทศหรือไทยเที่ยวไทย กระทบความเชื่อมั่นของผู้บริโภคไม่กล้าที่จะเดินทาง เพราะไม่รู้ว่าราคาน้ำมันจะสูงขึ้นถึงระดับราคาเท่าไหร่ ถ้าไปเที่ยวแล้ว ขากลับจะมีน้ำมันเติมกลับบ้านหรือไม่”

ส่วนเรื่องตลาดต่างประเทศ กระทบทั้งยุโรปและตะวันออกกลาง และหันมาดูตลาดท่องเที่ยวจีนก็ร่วงลงถึง 30% รวมไปถึงกำลังจะเข้าสู่ช่วง Low Season บรรดาโรงแรมขนาดเล็กที่เน้นตลาดยุโรปก็จะได้รับผลกระทบค่อนข้างมากจะปรับตัวกันอย่างไร

“เราต้องดูว่าช่วงพฤษภาคมและมิถุนายนเป็นช่วงเข้าสู่ Low Season สงครามสหรัฐฯ-อิหร่านจะจบหรือไม่ น้ำมันจะพุ่งไปแค่ไหน ถ้าไม่จบครึ่งปีหลังน่าจะอยู่ยาก”

ดร.อดิษฐ์ บอกว่า ถ้าผลกระทบครั้งนี้รุนแรงระดับ High Impact รายได้ลด นักท่องเที่ยวหาย ธุรกิจเจ็บหนัก ตั๋วแพง นักท่องเที่ยวใช้เงินน้อยลง แต่ยังไม่ถึง System Collapse คือระบบพัง นักท่องเที่ยวแทบเป็นศูนย์ ธุรกิจปิด คนตกงานมาก ก็เพราะการบริหารจัดการที่ดี ปรับตัวได้ดีมีการลดราคา จัดหากลุ่มลูกค้าใหม่ เพราะเรามีบทเรียนจากช่วงโควิดมาแล้ว

“ผลกระทบระยะสั้นช่วง 0-3 เดือน สิ่งที่จะปรากฏให้เห็น Flight disruption / booking ชะลอทันที ตลาด Long-haul (ยุโรป/ตะวันออกกลาง) หด Domestic sentiment สะดุดจากต้นทุนพลังงาน ทำให้เกิด Confidence Shock จากความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวลดลงอย่างฉับพลัน”

ผลกระทบระยะกลาง 3-12 เดือน คาดว่านักท่องเที่ยวจะมีการปรับพฤติกรรมสู่ Short-haul (ระยะใกล้) และ Last-minute (นาทีสุดท้าย) หมายถึงแนวโน้มที่นักท่องเที่ยวจะหันมานิยมเดินทางเที่ยวประเทศใกล้เคียงหรือในประเทศและหันมาจองทริปเที่ยวในช่วงสั้น อีกทั้งต้นทุนธุรกิจจะสูงขึ้นทั้งเรื่องน้ำมัน การขนส่งและธุรกิจประกันที่เข้ามาเกี่ยวข้อง บรรดาโรงแรม-ทัวร์รายเล็กเริ่มตึงตัว ซึ่งอาจนำไปสู่การขาดสภาพคล่อง มีภาระหนี้สูง ต้นทุนดำเนินงานเพิ่มขึ้น

“ธุรกิจท่องเที่ยวจึงไม่ได้เจ็บเพราะนักท่องเที่ยวหายเท่านั้น แต่เป็นเพราะ Margin squeeze + Demand shift คือกำไรถูกบีบ รวมทั้งลูกค้าเปลี่ยนพฤติกรรมซึ่งอาจจะเที่ยวแบบถูกลงซึ่งจะกระทบธุรกิจที่แรงกว่ามากเช่นกัน”



ดร.อดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า)
ผลกระทบระยะยาว 1-3 ปี โครงสร้างตลาดท่องเที่ยวจะเปลี่ยนกลุ่ม จีน อินเดียและอาเซียนจะเป็นจุดสำคัญและเน้นท่องเที่ยวเพื่อความปลอดภัยทั้งกายภาพ สุขภาพ รวมทั้งการเดินทางต้องมีความปลอดภัย คือมีความยืดหยุ่นเที่ยวอย่างปลอดภัยและมั่นใจ โดยทำให้การท่องเที่ยวไทยเป็น Safe & Smart Destination

“สิ่งที่เลวร้ายที่สุดของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวคือไม่มีน้ำมัน จะทำให้ระบบการท่องเที่ยวหยุดทันที สายการบินลดการบิน ราคาตั๋วพุ่ง SME ด้านการท่องเที่ยวขาดสภาพคล่อง ซึ่งจะนำไปสู่การปิดกิจการเป็นโดมิโน รวมทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่เข้ามาเที่ยวไทย”

อย่างไรก็ดี วิกฤตครั้งนี้ ทำให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาเที่ยวประเทศไทยลดลง 10-20% หรือประมาณ 3.7 ล้านคน และรายได้หายไปประมาณ 150,000 – 350,000 ล้านบาท โดยมีจังหวัดที่ได้รับผลกระทบที่จังหวัดภูเก็ต กระบี่ และพังงา ที่พึ่งพาตลาดท่องเที่ยว Long-haul สูง ส่วนที่พัทยา กลุ่มจีน และ group tour sensitive คือการจัดท่องเที่ยวแบบกรุ๊ป ขณะที่ กทม.ได้รับผลกระทบเพราะจำนวนนักท่องเที่ยวลดลง

“ภาวะที่เกิดขึ้นทำให้แรงงานในภาคนี้มีความเสี่ยงที่จะตกงาน แต่ยังไม่ถึงระดับMass Layoff ถ้ารัฐเข้ามาช่วยเหลือทัน และพวกที่มีความเสี่ยงสูงคือ Freelance guide รถทัวร์ และ SME tour operator”




เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว ระบุว่าวิกฤตครั้งนี้ผู้ที่จะรอดได้จะต้องเป็นบริษัทที่มีกระแสเงินสด (Cash flow) และบริหารต้นทุนได้ดี อีกทั้งมีหลายตลาดDiversified market และจะต้องรู้จักใช้ข้อมูล Data + Digital + Direct customer access เน้นกลยุทธ์การปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจท่องเที่ยวสู่ยุคใหม่ที่เน้นการใช้เทคโนโลยีเพื่อลดการพึ่งพาตัวกลางและสร้างความสัมพันธ์กับนักท่องเที่ยวโดยตรงและต้องสร้างจุดขายด้วยการนำ Experience + Safety คือการนำประสบการณ์มาผสานกับความปลอดภัยเพื่อสร้างความเชื่อมั่นหรือความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยว ไม่ใช่ใช้แค่ราคาเป็นจุดขายอีกต่อไป

ขณะเดียวกันสิ่งที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวต้องการให้รัฐบาลช่วยคือรัฐจะต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นโดยเฉพาะท่องเที่ยวในประเทศประกอบด้วย

1.ต้องสื่อสารให้ชัดเจนเรื่องของน้ำมัน ระบบการเดินทางไม่สะดุดและต้องมีReal-time dashboard ซึ่งมีหน้าจอแสดงข้อมูลทั้งในด้านเชื้อเพลิง (Fuel), การปฏิบัติการบิน (Flight) และความปลอดภัย (Safety)

2. ต้องพยุงต้นทุนการผลิต (Cost Support/Supply Side) ซึ่งเป็นมาตรการที่ภาครัฐใช้ลดภาระค่าใช้จ่ายแก่ผู้ผลิต เช่น
 อุดหนุนราคาพลังงาน วัตถุดิบ หรือการลดภาษีเพื่อช่วยให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคโดยรวมมีเสถียรภาพและลดภาระค่า
ครองชีพ

“ช่วยเรื่องของธุรกิจเช่าเหมาลำSubsidy charter flight ลดlanding fee / airport fee และสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำsoft loan ให้กับกลุ่มSME ด้านการท่องเที่ยว”

3.ออกนโยบายกระตุ้นด้านการท่องเที่ยวทันทีDemand Activation เช่นเที่ยวภายในประเทศ เป็นการเที่ยวใกล้แบบ+ ร่วมจ่ายco-pay แบบที่เคยมีช่วงโควิดและการท่องเที่ยวระหว่างประเทศตลาดChina / India / ASEAN ควรจัด roadshow + joint promotion ร่วมกับประเทศดังกล่าว

4.รัฐจะต้องจัดตั้ง System Protection (กันระบบพัง) โดยจัดpriority การใช้น้ำมัน (tourism logistics included)และควรอย่างยิ่งที่จะต้องมีการตั้ง “Tourism War Room” ที่ประกอบด้วยภาครัฐ + เอกชน +data ที่ทำให้รัฐตัดสินใจเชิงนโยบายได้แม่นยำขึ้นและทำให้เอกชนวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าเพื่อสร้างความเติบโตให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวได้

“มั่นใจว่าวิกฤตครั้งนี้ไม่ใช่ไม่มีดีมานด์แต่เป็นความเสี่ยงที่ระบบจะสะดุด ถ้ารัฐรักษาความเชื่อมั่นและพยุงต้นทุนได้ทันการท่องเที่ยวไทยยังไปต่อได้ และมีโอกาสreset โครงสร้างสู่ตลาดคุณภาพในระยะยาว”เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว กล่าว


ข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่


Facebook :https://www.facebook.com/SpecialScoopManagerOnline/
Instragram :https://instagram.com/special.scoop.mgronline
Tiktok :https://vt.tiktok.com/ZSe4j