ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง “ยกฟ้อง”อดีตพระพรหมเมธีคดีเงินทอนวัด หลังพระพรหมดิลกและพระพรหมสิทธิพ้นผิดมาแล้ว จนได้รับคืนสมณศักดิ์ให้ถือว่าไม่เคยถูกถอดถอนมาก่อน นิติเสรีธรรมดูแลด้านกฎหมายให้เจ้าคุณจำนงค์ส่วนคดีธรรมกายขาดอายุความ
ท่ามกลางความร้อนแรงจากราคาน้ำมัน ที่ปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง กระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนทั่วประเทศ ในวงการสงฆ์ก็มีเรื่องร้อนให้ต้องติดตามเช่นกัน ทั้งคดีของพระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ฐานฟอกเงิน และรับของโจร ปมสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 1,400 ล้านบาท ที่ปัจจุบันคดีดังกล่าวขาดอายุความแล้ว
อีกคดีหนึ่งที่อยู่ในความสนใจของผู้คนทั่วไปคือคดีเงินทอนวัด หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจบุกเข้าไปยัง 3 วัดดังในกรุงเทพมหานครเมื่อ 24 พฤษภาคม 2561 เพื่อดำเนินการจับกุมพระผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตคดีเงินทอนวัด ประกอบด้วยพระพรหมดิลก เจ้าอาวาสวัดสามพระยา พระพรหมสิทธิ เจ้าอาวาสวัดสระเกศและพระพรหมเมธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์
พระพรหมดิลกและพระพรหมสิทธิ ต่อสู้ทางกฎหมายจนได้รับความเป็นธรรมและมีการคืนสมณศักดิ์และตำแหน่งสำคัญคืนแก่พระพรหมทั้ง 2 รูป โดยให้ถือว่าไม่เคยถูกถอดถอนสมณศักดิ์และราชทินนามมาก่อน
ส่วนพระพรหมเมธีได้ลี้ภัยไปพักที่เมืองแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี และได้เดินทางกลับมาประเทศไทยเมื่อ 5 มิถุนายน 2568 เพื่อต่อสู้คดี
นพรัตน์ติดคุก
ก่อนหน้านั้นช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2568 มีข่าวการจับกุมตัวนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานนท์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2568 และมาเป็นข่าวในฝั่งไทยราววันที่ 13 เมษายน 2568
จากนั้นมีการส่งตัวนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ อดีต ผอ.สำนักงานพระ พุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ผู้ต้องหา “คดีทุจริตเงินทอนวัด” ถูกส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน จากเท็กซัสตะวันออก สหรัฐฯ กลับมาดำเนินคดีในประเทศไทย เมื่อ 29 กันยายน 2568 หลังป.ป.ช.ชี้มูลความผิดร่ำรวยผิดปกติ เบียดบังทรัพย์วัดพนัญเชิงวรวิหาร และวัดในจังหวัดชายแดนใต้ 65 แห่ง
ยกฟ้องอดีตพระพรหมเมธี
จนล่าสุดเมื่อ 2 เมษายน 2569 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง นัดฟังคำพิพากษาคดี อดีตพระพรหมเมธี หรือ พระจำนงค์ ธมฺมจารี อายุ 85 ปี อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศาราม และอดีตกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) เป็นผู้ถูกกล่าวหาในคดีทุจริตเงินทอนวัด ในข้อกล่าวหาเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใดเบียดบังทรัพย์นั่นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต และเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันฟอกเงิน
พิพากษา ยกฟ้องในคดีส่วนอาญา แต่ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 5 ล้านบาท แก่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติผู้เสียหาย
ขณะที่เพจบริษัท นิติเสรีธรรม จำกัด ที่ดูแลงานด้านกฎหมายให้กับอดีตพระพรหมเมธี โพสต์ถึงรายละเอียดว่า
วันนี้ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง มีคำพิพากษาคดี อดีตพระพรหมเมธี ในข้อหาที่โจทก์ฟ้องฐานความผิดเป็นผู้สนับสนุนเจ้าหน้าที่สำนักพุทธศาสนาแห่งชาติ กระทำความผิดต่องบประมาณโครงการพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษาและฟอกเงิน ศาลมีคำวินิจฉัย 2 ประเด็น
ประเด็นที่ 1. ข้อหาผู้สนับสนุน ศาลมีคำวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานในทางไต่สวนไม่ปรากฏพยานหลักฐานใดที่แสดงให้เห็นว่า อดีตพระพรหมเมธีเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง รับรู้หรือเห็นในการพิจารณาอนุมัติจัดสรรงบประมาณของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ประกอบกับการเป็นผู้สนับสนุนต้องเป็นการช่วยเหลือผู้กระทำความผิดก่อนหรือขณะกระทำความผิด แต่งบประมาณดังกล่าว อดีตพระพรหมเมธีได้รับมาจากสำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติและนำไปใช้ เป็นการใช้เงินภายหลังจากที่เจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติกระทำความผิดไปแล้ว จึงมีคำพิพากษายกฟ้องข้อหาฐานความผิดเป็นผู้สนับสนุน
ประเด็นที่ 2 ข้อหาฟอกเงิน ศาลวินิจฉัยว่าการกระทำความผิดฐานโอนหรือรับโอน หรือซุกซ่อน ปกปิด อำพรางแหล่งที่มาของเงิน จะต้องได้ความว่า ผู้รับโอนรู้ว่าเงินที่รับมานั้นเป็นเงินที่ได้จากการกระทำความผิด แต่เมื่อปรากฏว่า อดีตพระพรหมเมธีไม่รู้ว่าเงินดังกล่าวเป็นเงินงบประมาณโครงการพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา สอดคล้องกับข้อต่อสู้ของจำเลย ที่เปิดบัญชีเงินฝากที่ใช้ในการรับโอนเงินงบประมาณต่อท้ายวงเล็บว่า "ทุนสร้างศาลา" และสร้างศาลา แสดงให้เห็นว่าอดีตพระพรหมเมธีเข้าใจว่าเงินจำนวนดังกล่าวที่ให้มา 5 ล้านบาท เป็นเงินที่จะนำมาใช้สร้างศาลาเอนกประสงค์ตามวัตถุประสงค์ของวัด
ส่วนกรณีสุดท้าย เป็นคดีส่วนแพ่ง ที่โจทก์ขอให้จำเลยคืนเงินจำนวน 5 ล้านบาท ให้แก่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ศาลได้วินิจฉัยว่า เงินที่สำนักพุทธอนุมัติมาให้ เป็นเงินโครงการปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา แต่ได้ถูกนำไปใช้ในการก่อสร้างอาคารอเนกประสงค์ของวัดสัมพันธวงศ์ จึงเป็นการใช้ไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ของโครงการที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติกำหนดไว้ จึงเห็นควรให้คืนเงินจำนวน 5 ล้านบาท แก่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
คดีนี้ถือเป็นคดีตัวอย่าง ที่เคยเป็นข่าวว่าพระเถระชั้นผู้ใหญ่มีการทุจริตเงินทอนวัด ที่อดีตพระพรหมเมธีตกเป็นจำเลยสังคมจากกระแสข่าวต่างๆ ที่เป็นการพิพากษาอดีตพระพรหมเมธีให้ต้องมลทินไปก่อนที่จะมีคำพิพากษาของศาล และสุดท้ายอดีตพระพรหมเมธีได้ทำ ความจริงให้ปรากฏตามกระบวนการยุติธรรม สรุปว่า อดีตพระพรหมเมธีไม่ได้กระทำความผิดตามที่มีการกล่าวหาและตกเป็นจำเลยสังคมมาก่อนหน้านี้
ตามรอย 2 พระพรหม
เราก็คาดว่ารูปคดีน่าจะเป็นคุณกับอดีตพระพรหมเมธี(จำนงค์) เพราะมีแนวทาง 2 คดีก่อนหน้าให้เห็นแล้ว ทั้งพระพรหมดิลกและพระพรหมสิทธิ แต่ทั้ง 2 กรณีมีการต่อสู้คดีจนพ้นความผิด แตกต่างจากกรณีพระพรหมเมธี ที่ลี้ภัยออกไปก่อนแล้วย้อนกลับเข้ามา มีการคืนความเป็นธรรมให้กับพระพรหมดิลกและพระพรหมสิทธิ โดยให้ถือว่าไม่เคยถูกถอดถอนสมณศักดิ์และราชทินนามมาก่อน
กรณีของเจ้าคุณจำนงค์ก็ต้องรอดูต่อว่าไปว่าจะได้รับโอกาสเช่นเดียวกันหรือไม่ นอกจากนี้ท่านจะได้กลับไปวัดสัมพันธวงศ์ตามเดิมหรือไม่ เพราะก่อนหน้านี้เคยมีแถลงการณ์ออกมาในลักษณะไม่ยินดีรับกลับ
ช่วงนั้นอยู่ในยุค คสช. โดยมีกรณีของวัดพระธรรมกายที่เชื่อมโยงกับสหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่นมาก่อน จนใช้มาตรา 44 ล้อมวัดพระธรรมกาย แต่ไม่สามารถหาพระธัมชโยเจอ จนเป็นที่มาของการปรับปรุงพรบ.สงฆ์ มีการเปลี่ยนโครงสร้างของมหาเถรสมาคม และเรื่องเงินทอนวัด ตอนนี้คดีของวัดพระธรรมกายก็ขาดอายุความไปแล้ว
ที่ผ่านมาพระผู้ใหญ่ที่อยู่ต่อสู้คดี ต้องสวมชุดขาวแทน สู้ปีกว่า ๆ จึงทราบผล จนมีการคืนความเป็นธรรมให้กับพระที่ทราบคำพิพากษาพ้นผิด ระหว่างนั้นกระแสก็ยังคงเป็นไปในแนวทางเดียวกับรัฐบาลขณะนั้น หลายฝ่ายในวงการสงฆ์ก็ไม่อยากเข้ามายุ่งด้วย แต่เมื่อผลออกมาพ้นผิดก็เริ่มมีคนที่เคยเมินหันกลับเข้ามาเพราะมีการคืนสมณศักดิ์และตำแหน่งคืนกลับมา
มันก็เป็นสัจธรรมของโลกใบนี้ วันที่มีคดีความหลายคนก็หนีหาย เมื่อไร้ความผิดก็กลับมา ส่วนจะเหมือนเดิมหรือไม่เชื่อว่าเจ้าอาวาสทั้ง 2 รูปคงทราบดีว่าจะวางตัวอย่างไร
การที่ทั้ง 3 พระพรหมพ้นคดีเงินทอนวัด สะท้อนให้เห็นถึงความหละหลวมในการดำเนินคดี
ข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่
Facebook :https://www.facebook.com/SpecialScoopManagerOnline/
Instragram :https://instagram.com/special.scoop.mgronline
Tiktok :https://vt.tiktok.com/ZSe4j


