“อรรถวิชช์” เผย “เอกนัฏ” รมว.พลังงาน สนใจ “คลังน้ำมันสำรองของชาติ” ที่พรรครวมไทยสร้างชาติเสนอ ชี้คลังน้ำมันฯ จะทำหน้าที่พยุงราคาและป้องกันความผันผวน แทน“กองทุนน้ำมัน”ที่เรียกเก็บจากประชาชน โดยดึงน้ำมันจากโรงกลั่นมาเก็บสำรองในคลัง และนำออกมาใช้ตอนน้ำมันแพง แนะ หากจะ“ปรับโครงสร้างค่าไฟ” ควรใช้ราคาก๊าซซึ่งผลิตจากอ่าวไทย เป็นตัวคำนวณต้นทุนเชื้อเพลิงที่ผลิตกระแสไฟฟ้า แทนราคา Pool Gas ที่ใช้ในปัจจุบัน ที่สำคัญรัฐบาล “อย่าซื้อไฟเพิ่ม” ส่วนสัญญาซื้อไฟที่ทำไปแล้ว อาจขอปรับลดราคา โดยใช้นักกฎหมายมือดีในการเจรจา
ท่ามกลางวิกฤตศรัทธาในการแก้ไขปัญหาราคาพลังงาน ส่งผลให้รัฐนาวาของรัฐบาล“อนุทิน ชาญวีรกูล” ต้องสั่นคลอนตั้งแต่เพิ่งเริ่มตั้งไข่ แม้ว่า‘เอกนัฏ พร้อมพันธุ์’ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนใหม่ จะออกมาให้สัมภาษณ์ถึงนโยบายในการแก้ไขปัญหาพลังงาน ซึ่งมีหลายแนวทางที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นการปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้า การกำหนดกรอบค่าการกลั่น การตั้งคลังน้ำมันสำรองของชาติ ฯลฯ แต่ก็ยังไม่สามารถลดกระแสความไม่พอใจของประชาชนที่มีต่อการประกาศ“ขึ้นราคาน้ำมันรายวัน”ของรัฐบาลลงได้
ส่วนว่าในมุมมองของผู้ที่ติดตามปัญหาพลังงานของชาติมาอย่างต่อเนื่องจะมีความเห็นในเรื่องนี้อย่างไร และจะมีข้อเสนอใดบ้างนั้น คงต้องไปฟังกัน
นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ เสนอแนวคิดว่า การปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้านั้นอันดับแรกต้องไปดู “ราคาก๊าซ” เนื่องจากค่าเชื้อเพลิงคิดเป็นสัดส่วนถึง 60% ของต้นทุนการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด และก๊าซธรรมชาติก็เป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าของไทย คือมีสัดส่วน 60% ของเชื้อเพลิงทั้งหมด เพราะฉะนั้นต้องไปดูที่ราคาก๊าซเป็นอันดับแรก ซึ่งปัจจุบันก๊าซที่ใช้ในประเทศไทยนั้นใช้ราคาค่าเฉลี่ย หรือ Pool Gas จาก 3 แหล่ง คือ ก๊าซที่ผลิตได้จากอ่าวไทย ซึ่งมีราคาถูกที่สุด , ก๊าซที่ซื้อจากเมียนมา และก๊าซธรรมชาติเหลว ที่เรียกว่า LNG ดังนั้นต้นทุนค่าก๊าซที่ใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าจึงคำนวณจาก Pool Gas ซึ่งหากปรับเปลี่ยนตัวราคาก๊าซที่ผลิตไฟฟ้าได้ ราคาค่าไฟก็จะลดลง
“ เราถือว่าไฟฟ้าจ่ายให้คนไทย ถ้าจะทำให้ค่าไฟฟ้าถูกก็ต้องไปปลดสลักราคาก๊าซเพราะราคาก๊าซคือต้นทุนหลักในการผลิตไฟฟ้า โดยให้ใช้ราคาก๊าซที่ผลิตจากอ่าวไทยในการคำนวณต้นทุนเชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้า เพราะก๊าซจากทั้ง 3 แหล่งนั้นก๊าซจากอ่าวไทยราคาถูกที่สุด แต่ปัจจุบันก๊าซจากอ่าวไทยเราไปใช้กับแก๊สหุงต้มเท่านั้น ถ้าเราสามารถทำให้ก๊าซที่ใช้ผลิตไฟฟ้าไม่ไปขึ้นอยู่กับราคา Pool Gas แต่ใช้ราคาก๊าซจากอ่าวไทยมันก็จะขยับโครงสร้างค่าไฟได้อย่างมโหฬาร ซึ่งเรื่องนี้เป็นโจทย์ที่ รมว.พลังงานต้องไปดู ผมก็เชื่อมือรัฐมนตรีเอกนัฏนะ ” นายอรรถวิชช์ กล่าว
ส่วนกรณีที่หลายฝ่ายท้วงติงว่าไทยมีการสำรองไฟฟ้าสูงเกินความจำเป็น ขณะที่ประเทศไทยมีกำลังการผลิตไฟฟ้าล้นเกินอยู่แล้ว และต้องจ่ายค่าชดเชยสำรองไฟฟ้าที่ไม่ได้ผลิตจริง หรือค่าความพร้อมจ่าย (Availability Payment - AP) โดย“ค่าความพร้อมจ่าย”จะถูกบวกอยู่ในค่า FT ซึ่งเป็นภาระที่ประชาชนต้องแบกรับ นั้น “นายอรรถวิชช์” ชี้ว่า เนื่องจากที่ผ่านมาไทยมีการเซ็นสัญญาซื้อไฟฟ้าจากภาคเอกชน 55,000 เมกะวัตต์ แต่เราใช้ไฟจริงแค่ครึ่งเดียว โดยความต้องการไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ที่ 25,000 เมกะวัตต์ ซึ่งช่วงหน้าร้อนที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าพีคสุดก็ไม่เกิน 30,000 เมกะวัตต์ ซึ่งการสำรองไฟฟ้าสูงเกินนั้นเกิดจากการประมาณการตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจผิดพลาด คือประมาณการว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตสูงมากจึงตั้งสำรองการผลิตไฟฟ้าไว้สูง แต่เอาเข้าจริงเราเติบโตน้อย
ทั้งนี้ถ้าเศรษฐกิจยังเติบโตอยู่เรื่อย ๆ ความต้องการใช้ไฟฟ้าก็จะเพิ่มขึ้น และปริมาณไฟฟ้าสำรองที่ไม่ได้ใช้ก็จะลดลง
อย่างไรก็ดีเราไม่สามารถลดการสำรองไฟฟ้าสูงเกินความจำเป็นได้ เนื่องจากภาครัฐเซ็นสัญญาซื้อไฟฟ้าจากเอกชนไปแล้ว ซึ่งสิ่งที่ต้องทำอย่างแรกคืออย่าซื้อไฟเพิ่ม
“ ตลอดระยะเวลา 2 ปี ที่คุณพีระพันธุ์ (สาลีรัฐวิภาค) เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ไม่เคยเปิดประมูลซื้อไฟใหม่นะ ซึ่งผมคิดว่าขณะนี้ยังไม่มีความจำเป็นต้องเปิดประมูลซื้อไฟใหม่เพราะเรามีกำลังผลิตไฟฟ้าเกินอยู่แล้ว ส่วนการจะไปลดสำรองไฟฟ้ามันทำไม่ได้เพราะสัญญาซื้อไฟเซ็นไปแล้ว แต่ถ้าจะเอาสัญญาเก่ามาทบทวนก็ได้นะ แต่ต้องมีมือกฎหมายดีๆในการเจรจาเพื่อทบทวน ต้องเรียกคู่สัญญาทั้งหมดมานั่งคุยกัน อาจจะขอปรับลดราคา ต้องใช้เทคนิคในการเจรจา ” นายอรรถวิชช์ ระบุ
อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจไม่น้อยคือแนวคิดของ นายเอกนัฏ รมว.พลังงงาน ที่จะผลักดันให้เกิด“ตลาดไฟฟ้าเสรี”โดยผู้ใช้ไฟสามารถเลือกได้ว่าจะซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตรายใด ซึ่งจะเริ่มจากผู้ใช้ไฟรายใหญ่ เช่น ภาคอุตสาหกรรม ก่อนจะขยายสู่ระดับชุมชนและครัวเรือน ผ่านระบบไมโครกริด ซึ่ง “นายอรรถวิชช์” มองว่า เป็นแนวคิดที่ดี โดยเชื่อว่านายเอกนัฏน่าจะหมายถึง Direct PPA (Direct Power Purchase Agreement - สัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรงระหว่างผู้ผลิตพลังงานหมุนเวียนและผู้ใช้ไฟฟ้าภาคเอกชน โดยไม่ผ่านการไฟฟ้าฯ) ซึ่งเมื่อก่อนหากโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ต้องการใช้ไฟฟ้าพลังงานสะอาด จะต้องรอสายส่งจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิต(กฟผ.) โดยให้ กฟผ.เป็นคนส่งไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานสะอาดไปให้ แต่ถ้าเป็น Direct PPA โรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดสามารถขายไฟให้แก่โรงงานอุตสาหกรรมได้โดยตรง ซึ่งนอกจากจะทำให้ผู้ประกอบการมีทางเลือกในการใช้พลังงานมากขึ้นแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในอนาคต โดยเฉพาะธุรกิจที่ต้องการใช้พลังงานสะอาด 100% เช่น บริษัทกูเกิล , ธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) ก็จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น โดยบริษัทเหล่านี้ด้านหนึ่งเขาก็จะลงทุนในธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ อีกด้านหนึ่งก็ลงทุนในธุรกิจโรงไฟฟ้า
ส่วนที่ รมว.พลังงาน มีแนวคิดที่จะส่งเสริมพลังงานสะอาด โดยส่งเสริมให้ประชาชนติดตั้งโซลาร์เซลล์ และหากมีปริมาณไฟฟ้าเกินความต้องการก็สามารถขายคืนให้การไฟฟ้าฯได้นั้น “นายอรรถวิชช์” กล่าวว่า เป็นแนวคิดที่ดี และสอดคล้องกับสิ่งที่ตนและพรรครวมไทยสร้างชาติกำลังดำเนินการอยู่ โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาตนได้ยื่นเสนอร่างกฎหมายสำคัญของพรรครวมไทยสร้างชาติ คือร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ หรือกฎหมายเสรีโซลาร์ ต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร
ซึ่งร่างกฎหมายดังกล่าวนั้นจะเป็นการปลดล็อกข้อจำกัดในการติดตั้งโซลาร์เซลล์ภาคประชาชน โดยเสนอให้ยกเลิกขั้นตอนการขออนุญาตจาก 5 หน่วยงานหลัก ได้แก่ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.), กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) , กรมโรงงานอุตสาหกรรม, ราชการส่วนท้องถิ่น (สำนักงานเขต เทศบาล อบต.) และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) หรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) โดยจะปรับเป็นระบบ “แจ้งครั้งเดียวจบ” ผ่านช่องทางออนไลน์ และกำหนดให้มีการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยโดยวิศวกรที่มีใบอนุญาต เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย ลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน และเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงพลังงานสะอาดได้สะดวกมากขึ้น
“ อันนี้ก็เป็นข้อหนึ่งที่ผมเสนอตอนเข้าร่วมรัฐบาลว่าอยากเห็นกฎหมายฉบับนี้ผ่าน ซึ่งผมได้เสนอกฎหมายไปยังสภาผู้แทนราษฎรแล้วและรอบรรจุในระเบียบวาระอยู่ เรื่องนี้เป็นนโยบายของพรรครวมไทยสร้างชาติมาตั้งแต่ต้น คือปกติถ้าติดระบบโซลาร์แบบ Off-Grid (ออฟกริด) คือผลิตไฟฟ้าใช้เอง 100% มันติดได้อยู่แล้ว แต่ถ้าติดแบบ On-Grid (ออนกริด) คือตอนกลางวันใช้ไฟจากโซลาร์เซล ส่วนกลางคืนไฟจากโซลาร์เซลหมดก็เปลี่ยนไปใช้ไฟจากการไฟฟ้าฯโดยอัตโนมัติ ระบบนี้เดิมต้องขออนุญาตจากหน่วยงานต่างๆถึง 5 หน่วยงาน แต่หากกฎหมายนี้ออกมาบังคับใช้จะสามารถแจ้งครั้งเดียวจบ การใช้ไฟฟ้าจากโซลาร์เซลก็จะง่ายมากขึ้น และช่วยลดการพึ่งพาน้ำมันลงได้ ซึ่งผมก็ได้ขอท่านรัฐมนตรีเอกนัฏไปแล้วว่าอยากให้กฎหมายนี้ผ่านสภา ท่านก็ให้การสนับสนุน ก็มีแนวโน้มว่ากฎหมายนี้น่าจะผ่าน ” นายอรรถวิชช์ ระบุ
นายอรรถวิชช์ กล่าวต่อว่า นอกจากนั้นยังมี “ร่างกฎหมายคลังน้ำมันสำรองของชาติ” ที่นายพีระพันธุ์ อดีต รมว.พลังงานเคยร่างไว้ ซึ่งระบบคลังน้ำมันสำรองฯจะเป็นการโยกภาระในการป้องกันความผันผวนของราคาน้ำมัน จากการจ่ายเงินเข้า“กองทุนน้ำมัน”โดยประชาชน ไปเป็นให้ “โรงกลั่นผลิตน้ำมันสำรอง”เอาไว้ หากน้ำมันราคาสูงเกินไปหรือขาดแคลนก็นำน้ำมันสำรองตรงนี้มาใช้ โดยกฎหมายต้องออกเป็นพระราชกำหนด โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ซึ่งก็สุดแล้วแต่ว่า รมว.พลังงาน หรือรัฐบาลของนายกฯอนุทิน จะนำไปใช้หรือไม่ หากนำไปใช้เราก็ยินดี
“ คลังน้ำมันสำรองของชาติที่รัฐมนตรีเอกนัฏพูดถึงก็คือตัวเดียวกัน เพราะท่านก็เคยอยู่พรรครวมไทยสร้างชาติ ท่านก็รู้ว่ากฎหมายนี้มีความพร้อมพอสมควร ซึ่งก็อยู่ที่ว่ารัฐบาลจะเอาไปใช้หรือเปล่า ตอนนี้กองทุนน้ำมันติดลบมหาศาลอีกแล้ว ซึ่งคลังสำรองน้ำมันของชาติจะมาทำหน้าที่แทนกองทุนน้ำมัน จากเดิมที่เราเอาเงินเข้าไปอุ้มเพื่อลดความผันผวนของราคาน้ำมัน ก็เปลี่ยนเป็นเอาน้ำมันไปอุ้มเพื่อลดความผันผวน คือจากเดิมที่ประชาชนต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนน้ำมันโดยบวกเข้าไปในราคาน้ำมันช่วงที่น้ำมันราคาถูก (ทำให้ประชาชนต้องซื้อน้ำมันในราคาที่สูงกว่าราคาตลาด) แล้วดึงเงินกองทุนน้ำมันออกมาใช้เพื่อพยุงราคาในช่วงที่น้ำมันแพง ก็เปลี่ยนเก็บเอาค่าภาคหลวงจากโรงกลั่นในรูปแบบของเนื้อน้ำมันเข้าไปอยู่ในระบบคลังน้ำมันสำรอง ถ้าช่วงไหนน้ำมันแพงก็เอาน้ำมันสำรองตรงนี้ออกมาใช้ ซึ่งหากมีกฎหมายคลังสำรองน้ำมันของชาติก็สามารถยกเลิกกองทุนน้ำมันได้เลย ” นายอรรถวิชช์ กล่าว


