xs
xsm
sm
md
lg

เลขาธิการมูลนิธิชีววิถี แฉ‘ไอ้โม่ง’กักตุนปุ๋ย ได้เงินเพิ่มกว่า 36,000 ล้านบาท!?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



‘เลขาธิการมูลนิธิชีววิถี’ ชี้มี ‘ไอ้โม่ง’ ได้ประโยชน์จากสต็อกปุ๋ยเก่าแต่ขายในราคาใหม่ ได้เงินเพิ่มแต่ละช่วงราคา คาดสูงสุดอยู่ที่ 3.6 หมื่นล้านบาท แนะรัฐบาลอนุทิน ต้องบอกความจริงกับประชาชน 5 ข้อ ตั้งแต่เปิดเผยตัวเลขการนำเข้าปุ๋ย , สต็อกปุ๋ยจริง ใช้ได้ถึงเดือนไหน อีกทั้งจัดหาปุ๋ยจากแหล่งไหนมาทดแทนเพื่อให้เกษตรกรตัดสินใจทำต่อหรือหันไปปลูกพืชชนิดอื่นแทน ด้าน ‘ชนวน รัตนวราหะ’ อดีตรองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร แจงรัฐบาลต้องพลิกวิกฤตเป็นโอกาส ‘ลด-เลิก’ใช้ปุ๋ยเคมี แต่หันมาส่งเสริมวัตถุดิบในประเทศผลิตปุ๋ยใช้ในภาคการเกษตรแทน เพราะไทยมี ‘เหมืองหินฟอสเฟต -เหมืองโปรแตซ’ ทั่วประเทศ สามารถนำมาใช้ผลิตแม่ปุ๋ยได้ อีกทั้งมีใบไม้หรือฟางข้าว อ้อย สามารถอัดใบไม้แห้งเป็นเบล (Bale) ซึ่งญี่ปุ่นรู้ว่านำมาใช้แทนปุ๋ยเคมีได้

สงครามสหรัฐ อิสราเอล-อิหร่าน ส่งผลให้ประเทศไทยต้องเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจรุนแรง ตั้งแต่วิกฤตพลังงาน น้ำมันดิบ Brent เคยพุ่งแตะระดับสูงสุดที่ 119 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล แหล่งก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ถูกทำลาย กระทบต่ออุตสาหกรรมปิโตรเคมีขาดวัตถุดิบในการผลิต ตามด้วยห่วงโซ่อุปทานทั้งอาหาร บรรจุภัณฑ์ ยาและเวชภัณฑ์ ภาวะเงินเฟ้อ หนี้ครัวเรือนพุ่ง ขณะที่กำลังซื้อถดถอย ต้นทุนโลจิสติกส์พุ่งสูง

ที่สำคัญกระทบถึงการผลิตปุ๋ย เกิดภาวะหยุดชะงักและราคาปุ๋ยพุ่งสูงขึ้น เนื่องจากตะวันออกกลางเป็นแหล่งผลิตปุ๋ยยูเรียและปุ๋ยสำคัญ ๆ ส่งผลให้เกษตรกรไทยต้องแบกรับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นและเสี่ยงขาดแคลนปุ๋ยในฤดูเพาะปลูกช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ซึ่งเป็นฤดูนาข้าวที่เกษตรกรต้องใช้ปุ๋ยจำนวนมาก โดยที่ผ่านมาเพียง 1เดือนของเหตุการณ์สงครามกลับพบว่าราคาปุ๋ยพุ่งขึ้นเป็นเท่าตัว จากเคยขาย 800 ไต่ระดับขึ้นไปถึง 1,600 ต่อกระสอบ

ดังนั้นการที่ปุ๋ยราคาพุ่งเป็นเท่าตัวทั้งที่มีสต็อกเก่าอยู่แล้ว ทำให้สังคมหวนคิดถึง ‘ไอ้โม่ง’ ที่ได้ประโยชน์ ตามที่ นายโสภณ สุภาพงษ์ อดีตผู้ก่อตั้งบริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด ออกมาสะท้อนให้เห็นว่า น้ำมันขึ้นราคา 2 บาท ทำให้ผู้กักตุนน้ำมันได้เงินเพิ่มกว่า16,000ล้านบาท จากการขายสต็อกราคาเก่าในราคาใหม่

ว่ากันว่าธุรกิจค้า ‘ปุ๋ย’ ก็มี ‘ไอ้โม่ง’ที่ได้เงินเพิ่มจากการขายสต็อกราคาเก่าในราคาใหม่กว่า 36,000 ล้านบาทเช่นกัน!




วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ เลขาธิการมูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI) ระบุว่า วิกฤตสงครามสหรัฐ-อิหร่านครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรอย่างรุนแรง และสาหัสกว่าสงครามยูเครน-รัสเซีย ซึ่งทั้ง 2 ประเทศแม้จะเป็นแหล่งผลิตปุ๋ยสำคัญต่าง ๆ และปัญหาเรื่องการขนส่งธัญพืชจึงมีผลกระทบต่อราคาธัญพืชของโลกเพราะธัญพืชใช้เป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมอาหารและอาหารสัตว์ แต่ก็เป็นผลกระทบในระยะสั้นเท่านั้น

ขณะที่สงครามอิหร่านนั้นกระทบต่อวิกฤตพลังงาน ซึ่งน้ำมันคือหัวใจเป็นห่วงโซ่อุปทานเกษตรกรรมอาหารตั้งแต่การผลิตไปถึงการบริโภค จะพบว่าต้นทุนน้ำมัน อยู่ที่ประมาณ 50% ของห่วงโซ่ food supply อีกทั้งยังเจอวิกฤตปุ๋ย เพราะตะวันออกกลางคือแหล่งผลิตปุ๋ยยุเรียที่ไทยนำเข้ามาโดยผ่านช่องแคบฮอร์มุช และราคาปุ๋ยตั้งแต่เกิดสงครามเพียงแค่ 1 เดือนราคาพุ่งจากเดิม 800 บาทต่อกระสอบ ขึ้นไปเป็น 1,200 ขึ้นไปขยับเป็น 1,400 และวันนี้ขึ้นไปเป็น 1,600 บาทต่อกระสอบ และยังมีปุ๋ยผสมที่ชาวสวนทุเรียนใช้จากราคาเดิม 900ต่อกระสอบ พุ่งไปเป็น 1,600 บาทและวันนี้ขายกันที่ 1,800บาท

“ขนาดมีการขึ้นราคา เกษตรกรยังหาซื้อปุ๋ยไม่ได้ แปลว่ามันมีการกักตุนเกิดขึ้นแน่ ๆ อยากให้สังคมไปพิจารณาสิ่งที่ คุณศุภจี รมว.พาณิชย์ พูดว่าเราจะมีปุ๋ยสต๊อกไว้ใช้ถึงสิงหาคม 1.52 ล้านตัน แต่พอมาพูดอีกครั้งว่ามีปุ๋ยในสต๊อกอยู่ได้แค่ เม.ย”

วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ เลขาธิการมูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI)
เลขาธิการมูลนิธิชีววิถี บอกว่าข้อเท็จจริงสต๊อกปุ๋ยมีอยู่จริงเท่าไหร่รัฐสามารถ cost check ได้ เนื่องเพราะปุ๋ยเคมีเป็นสินค้าควบคุมภายใต้ พ.ร.บ. ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ โดยกระทรวงพาณิชย์ดูแลใกล้ชิดต้องมีรายงาน บริษัทไหน ซื้อปุ๋ยอะไร ต้นทุนที่นำเข้าปริมาณเท่าไหร่ เพื่อป้องกันการกักตุนและจะขึ้นราคาโดยพลการไม่ได้

ตรงนี่คือการแสวงหากำไรจากอุตสาหกรรมปุ๋ยใช่หรือไม่ และก็มีข่าวลือว่ากลุ่ม 5 เสือปุ๋ย ซึ่งเป็นผู้นำเข้าและผู้ผลิตรายใหญ่ในประเทศ น่าเชื่อว่าได้ประโยชน์จากสต็อกเก่าแต่ขายในราคาใหม่เช่นเดียวกับสต๊อกน้ำมันจริงหรือไม่?

ทั้งนี้ตามที่รัฐบอกว่าสต๊อกปุ๋ยมี 1.52 ล้านตัน เมื่อราคาปรับขึ้นไปจากเดิมกระสอบละ 800ขึ้นเป็น 1,200 บาท แปลว่าเขามีส่วนได้เพิ่มกระสอบละ 400 บาท ส่วนมูลค่าเบ็ดเสร็จจะเป็นเท่าไหร่นั้นก็ต้องคิดจาก 1กระสอบ เท่ากับ 50 กิโลกรัม และ 1ตันเท่ากับ 1,000 กิโลกรัมและเท่ากับ 20 กระสอบ

ดังนั้น 1.52 ล้านตัน คูณด้วย 20 จึงเท่ากับ 30.4 ล้านกระสอบ!


“กำไรที่จะได้จากสต๊อกเดิมเพิ่มขึ้น คือ 30.4 ล้านกระสอบ คูณ 400บาท จะได้ประมาณ1.2 หมื่นล้านบาท แต่ที่มีการขายจริงจากเดิมกระสอบละ 800 บาทขึ้นไปเป็น 1,600 ก็เท่ากับว่ามีส่วนต่างอยู่ที่ 800บาทต่อกระสอบ ไม่ใช่ 400 บาท ส่งผลให้ไอ้โม่งมีรายได้เพิ่มจากสต็อกปุ๋ยคือ 24,320ล้านบาท ใช่หรือไม่”

‘วิฑูรย์’ บอกว่า จากการคาดการความต้องการจากฐานการใช้ปุ๋ยเพื่อเพียงพอต่อฤดูการผลิตในเดือนกรกฎาคม -สิงหาคม จึงคาดว่าสต็อกจริงอาจจะมากถึง 50-60%ของความต้องการหรือมีสต็อกถึง 2.25 ล้านตันและราคาปุ๋ยที่ขายออกตลาดเวลานี้สูงเป็น 2 เท่าแล้ว (จาก800 เป็น 1,600บาท)

“เห็นชัด ๆ กำไรจะเพิ่มขึ้นเป็น 3.6 หมื่นล้านบาท จากสต็อก 50%ของทั้งปี คือ 2.25 ล้านตัน ซึ่งก็คือ 45 ล้านกระสอบ เขาได้ส่วนต่างเพิ่มขึ้น 800 บาทต่อกระสอบ ก็แปลว่าสต็อกครั้งนี้มีส่วนต่างถึง 3.6 หมื่นล้านบาท”


หากจะบอกว่าเวลานี้ปุ๋ยหาซื้อไม่ได้ เพราะเกิดภาวะขาดแคลนจากการกักตุนของเกษตรกรหรือชาวนา ก็อยากจะบอกว่าเรื่องชาวนากักตุนเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก เพราะชาวนาจะได้ปุ๋ย ก็ต่อเมื่อ ธ.ก.ส.อนุมัติเงินกู้ และเงินก็ไม่ได้โอนเข้าเกษตรกร แต่เป็นการหักค่าปุ๋ยไปพร้อม ส่วนบริษัทเล็ก ๆ หรือชาวสวนขนาดใหญ่ก็อาจมีการซื้อตุนไว้บ้างเพราะปุ๋ยไม่เน่าเสีย แต่จริงๆ ปุ๋ยน่าเชื่อได้ว่าอยู่ในมือบริษัทขนาดใหญ่หรือกักตุนไว้กลุ่มนี้คือผู้ที่จะได้ประโยชน์ใช่หรือไม่? ทั้งที่ความจริงตามกฎหมายต้องรายงานสต็อกปุ๋ย

สำหรับสิ่งที่คาดหวังว่ารัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล จะต้องรีบดำเนินการ ประกอบด้วย

1.ต้องเปิดเผยข้อมูลปุ๋ย ตัวเลขการนำเข้า ซึงจะมีตัวเลขทั้งที่กระทรวงเกษตร และ กระทรวงพาณิชย์ คือ บริษัทต้องรายงานข้อมูลพวกนั้น ตรงไปตรงมา เพื่อให้รัฐบาลรู้สต็อกปุ๋ยได้ชัดเจน

2. ปุ๋ยเป็นสินค้าควบคุม ต้องรายงานว่า ต้นทุนที่นำเข้ามา และจะขายได้ตามราคาที่กระทรวงพาณิชย์กำหนดจะขึ้นราคาโดยพลการไม่ได้

3. ต้องบอกปริมาณว่า ปุ๋ยที่มีอยู่ จะใช้ได้จริง ๆ ถึงช่วงเดือนไหน

4.รัฐ ต้อง ร่วมกับภาคเอกชน เพื่อบอกว่าจะมีการหาปุ๋ยจากแหล่งอื่นมาทดแทนและจะนำเข้ามาได้เมือ่ไหร่ อย่างไร ตรงนี้ต้องให้ข้อมูลเพื่อเป็นทางเลือก ในการตัดสินใจ เนื่องจากเกษตรกรควรจะได้รู้ ต้นทุนทั้งหมดที่ต้องใช้ เพื่อพิจารณาให้ละเอียดว่าควรจะปลูกข้าว หรือหันไปปลูกพืชอย่างอื่น หรือเปลี่ยนไปใช้ปุ๋ยชนิดอื่นเช่นปุ๋ยอินทรีย์ทดแทน

5.รัฐบาลต้องใช้วิกฤตครั้งนี้ เพื่อวางแผนจัดการเรื่องการลดการใช่ปุ๋ยเคมีหรือมีทางเลือกการใช้ปุ๋ยให้กับเกษตรกร

“เราเห็นวิกฤตพลังงานครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อเกษตรกร ตั้งแต่เรื่องปุ๋ยยูเรีย ประมาณ 80-90ในการผลิตทั้งหมด ใช้น้ำมันล้วน ๆ ใช้แก๊สธรรมชาติ ปัญหาน้ำมันที่ใช้ในการเดินเครื่องจักร รถเกี่ยวข้าว เครื่องดำนา และสารเคมีกำจัดศัตรูพืช’

เลขาธิการมูลนิธิชีววิถี ย้ำว่า ข้อเท็จจริงมีผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยใช้ปุ๋ยเกินความจำเป็น สามารถลดการใช้ปุ๋ยได้ถึง 30 % แต่สามารถคงการผลิตไว้ได้ อีกทั้งรัฐบาลควรหาทางส่งเสริมไม่ให้มีการเผาฟาง แต่ต้องหาวิธีการจูงใจให้เกษตรกรนำฟางข้าวโพด อ้อย มาหมักเพื่อทำเป็นปุ๋ยใช้ในพื้นที่ของเกษตรกรได้ เพียงแต่ว่าบริเวณนั้นต้องมีระบบน้ำที่เอื้ออำนวยให้เกษตรกรหันมาหมักฟาง แทนการเผาและต้องสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรที่เป็นทั้งเจ้าของพื้นที่และเกษตรกรที่เช่าพื้นที่เพราะปลูกให้ความร่วมมือ

“รัฐต้องหาทางช่วยเกษตรกร ก่อนหน้าสงครามราคาสินค้าก็ตกต่ำ มีสินค้าเกษตรเพื่อนบ้านมาตีตลาด ทำให้เกษตรกรเทสิ่งของทิ้ง เราเห็นใช่ไม่ทั้งนม มะพร้าวถูกตัดราคาไปหมด เมื่อเกษตรกรอยู่ไม่ได้ ทางออก ก็อาจขายที่ดินทิ้งไป ปกติ 60 % ของที่ดินทำกินของเกษตรกรอยู่ในมือของธนาคาร ธกส มั่ง นายทุนมั่ง ถ้ากดดันมาก ก็มีโอกาสหลุดมือได้”


นอกจากนี้หากสงครามยืดเยื้อ หรือจบเร็วแต่ก็ต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูโครงสร้างพลังงานที่ถูกทำลายในพื้นที่ตะวันออกกลาง ราคาปุ๋ยก็ยากที่จะลดลงมาในระยะเวลาอันใกล้ และถ้าเกษตรกรต้องแบกภาระเช่นนี้ต่อไปมากกว่า1-2 ปี ถามว่าพวกเขาจะอยู่อย่างไร ส่วนบรรดานายทุนก็คงเตรียมช้อนซื้อที่ดินในราคาถูก ๆ ซึ่งทีผ่านมาที่ดินเหล่านี้ก็ต้องอยู่ในมือต่างชาติจำนวนมากอยู่แล้ว




ด้านอาจารย์ชนวน รัตนวราหะ อดีตรองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ระบุว่า อยากให้รัฐบาลใช้วิกฤตพลังงานครั้งนี้ให้เป็นโอกาสพลิกโครงสร้างภาคการเกษตรกันใหม่ เพราะความจริงการขาดแคลนปุ๋ยเคมีไม่น่าจะใช่ปัญหาใหญ่ เพราะประเทศไทยมีสิ่งที่ทดแทนปุ๋ยเคมีได้มหาศาลเพียงแค่อย่ามองข้าม แต่ละปีเรามีฟางข้าวเหลืออยู่ 40-50 ล้านตันและยังมีเศษใบไม้หลังจากการเก็บเกี่ยวพืชก็มีมากมายมหาศาล ซึ่งรัฐบาลไม่ควรปล่อยให้มีการเผาใบไม้ เพราะทำให้เกิด PM2.5 แต่ควรหันมารับซื้อใบไม้แล้วใช้การอัดใบไม้แห้งเป็นเบล (Bale)นิยมนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงชีวมวล (Biomass) สำหรับโรงงานอุตสาหกรรม หรือนำไปทำปุ๋ยหมักต่อได้ง่ายนำไปขายให้ชาวสวนทุเรียน สวนส้ม หรือชาวส่วนต่างๆ เพื่อทดแทนปุ๋ยเคมี ซี่งญี่ปุ่นเขาจะห้ามเผาฟางข้าว เพราะญี่ปุ่นมีข้อมูลว่าสามารถ เอามาทดแทนปุ๋ยเคมีได้มากมาย

อย่างไรก็ดีจึงอยากให้รัฐบาลหันมาส่งเสริมวัตถุดิบหรือแร่ธาตุต่าง ๆ ในประเทศที่สามารถนำมาแทนปุ๋ยเคมีได้ ตั้งแต่เรื่องของฟางข้าว เศษใบไม้ทำเป็นเบล และไทยยังมีเหมืองหินฟอสเฟต (Phosphate Rock) ตั้งแต่ทิศเหนือ จรดทิศใต้ และเรายังมีเหมืองโปรแตช (Potash Mining) ที่สามารถผลิตแม่ปุ๋ยตัว K ได้ ซึ่งเหมืองโปรแตซ ไทยเป็นอันดับสองของโลกซึ่งเรากลับมองข้ามสิ่งเหล่านี้ ที่จะนำมาทำเป็นปุ๋ยใช้ในประเทศ แต่กลับไปมองปุ๋ยเคมีเป็นหลัก

“หินฟอสเฟต มีทุกจังหวะ ที่ไหนมีภูเขา มีถ้ำ ในถ้ำ จะมีค้างคาว ซึ่งจะมีมูลค้างคาวพอสะสมมาก ๆ ก็จะกลายเป็นหินฟอสเฟตเป็นสิ่งที่จะสามารถทดแทนปุ๋ยเคมี ที่จะสั่งจากต่างประเทศได้ โดยหินฟอสเฟต เป็นวัตถุดิบ ที่ต่างประเทศเอาไปผลิต เป็นแม่ปุ๋ย แดป (DAP - Di-ammonium Phosphate, และ แมก (แมกนีเซียมซัลเฟต) ซึ่งเอามาผสมผลิตเป็นปุ๋ยเคมีสูตรต่าง ๆ ซึ่งแดปกับแมก คือการใช้หินฟอสเฟต ที่มีมากมายในไทย เอาไปทำปฏิกิริยากับกรด และใช้ความสูงมาก ก็จะออกมาเป็นแดป กับแมก ที่มาเป็นแม่ปุ๋ยเคมี”

อาจารย์ชนวน รัตนวราหะ อดีตรองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร
อดีตรองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร บอกว่าเมื่อเรามีหินฟอสเฟตมากมาย หากเราเอาหินฟอสเฟต ไปคลุกกับน้ำหมักชีวภาพ ที่เป็นกรดธรรมชาติอ่อนมาหมัก ประมาณ 7-15 วัน ก็จะได้อนุมูลฟอสเฟต ออกมาเราก็จะใช้ แทนปุ๋ยเคมี ได้อย่างดี ราคาก็ถูกกว่าปุ๋ยเคมี เพราะเป็นวัตถุที่ผลิตในไทย โดยปุ๋ยเคมีเดี๋ยวนี้ ตันละประมาณ เกือบ 30,000 บาท ขณะที่หินฟอสเฟต ตันละประมาณ 2,000 บาท ต่างกันประมาณสิบกว่าเท่า

“เราใช้หินฟอสเฟตที่ผ่านกระบวนการโดยใช้จุลินทรีย์ ใส่ในนาข้าว ใส่ครั้งเดียว สามารถอยู่ได้ 2-3 ปี การที่เราใส่ไปในนา มันจะค่อยๆ ถูกกรดอ่อนในดิน ละลายออกมาทีละน้อย ๆ มันก็จะไม่ชะล้างจากน้ำที่เราเพาะปลูกข้าว จะเป็นการลดต้นทุนการผลิตไปได้ แต่ไม่ทราบว่า ทำไมรัฐถึงไม่แนะนำชาวนา ชาวสวน ใช้หินฟอสเฟตเรามีทางเลือก ที่จะหาสินค้าทดแทนปุ๋ยเคมีได้”




อีกทั้งยังมีผลการวิจัยของกรมวิชาการเกษตร ออกมาชัดเจนว่าการใช้หินฟอสเฟต จะเพิ่มผลผลิต ซึ่งเค้าเรียกปุ๋ย นี้ว่า โพลีฟอสเฟต ตรงนี้คือโอกาสที่รัฐบาลควรจะแนะนำให้เกษตรกรหันมาใช้ปุ๋ยที่ผลิตจากวัตถุดิบที่เรามีอยู่ในประเทศแทนการนำเข้าปุ๋ยเคมีน่าจะดีกว่า ต้นทุนก็ถูกกว่าแถมไม่ทำลายหน้าดินและผลผลิตก็ดีเช่นกัน

รวมไปถึงไม่ควรมองข้ามขยะอินทรีย์ ซึ่งเป็นขยะที่เกิดจากสิ่งมีชีวิต อาหารมีมากมายมหาศาล ในกทม.ต้องเสียค่ากำจัดขยะปีละ 3,000กว่าล้านบาท ซึ่งถ้านำขยะพวกนี้มาแปลงเป็นปุ๋ยอินทรีย์ ก็จะเกิดมูลค่า และทดแทนปุ๋ยเคมีโดยสามารถใช้ในสวนผักสวนผลไม้ได้ดีกว่าปุ๋ยเคมีแน่นอน

และนี่เป็นจังหวะที่รัฐบาลจะพลิกวิกฤตลดการใช้ปุ๋ยเคมีลงได้!

ข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่


Facebook :https://www.facebook.com/SpecialScoopManagerOnline/
Instragram :https://instagram.com/special.scoop.mgronline
Tiktok :https://vt.tiktok.com/ZSe4j