กัมพูชาจับฉลากแจก“บ้านหลังคาเขียว”ให้แก่ผู้อพยพที่ย้ายมาจากบ้านหนองจานและหนองหญ้าแก้ว ใช้เงินญี่ปุ่น เจ้าหน้าที่รัฐท่องคาถา ไม่ได้หมายความว่ายอมรับการสูญเสียที่ดินหรือบ้านเรือน จัดหาที่อยู่อาศัยชั่วคราว จนกว่ารัฐบาลจะตกลงกับฝ่ายไทยได้ ผู้พลัดถิ่นจะต้องกลับไปยังที่อยู่อาศัยเดิม คนวงนอกมองคาดต้องอยู่ถาวร-ไร้แววกลับที่เดิม
หลังการหยุดยิงรอบที่ 2 ระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา สื่อไทยได้รายงานถึงความเคลื่อนไหวบริเวณชายแดนที่ประเมินกันว่ากัมพูชามีการเพิ่มเติมกำลัง และเสริมฐานที่มั่นมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าอาจมีการปะทะรอบ 3 ในช่วงก่อนการเลือกตั้งของกัมพูชา
สำหรับคนกัมพูชาที่เข้ามาอยู่อาศัยบริเวณบ้านหนองจานและหนองหญ้าแก้ว ซึ่งเป็นพื้นที่ของไทยที่เข้ามาอยู่อาศัยเป็นเวลานานก็ต้องอพยพออกจากพื้นที่ช่วงที่มีการสู้รบ เมื่อได้ข้อยุติหยุดยิง กองทัพภาคที่ 1 ของไทยสามารถยึดครองพื้นที่ดังกล่าวได้ ชาวกัมพูชาจึงไม่สามารถกลับเข้ามาในพื้นที่ดังกล่าวได้
ดังนั้นชาวกัมพูชากลุ่มนี้จึงกลายเป็นภาระกับรัฐบาลกัมพูชาที่ต้องจัดหาที่พักอาศัยให้
Admin เพจ Thai Burma railway ทางรถไฟสายมรณะ ได้ติดตามเรื่องดังกล่าวและแจ้งข้อมูลว่า ผู้อพยพชาวเขมรที่ออกจากบ้านหนองจาน หนองหญ้าแก้ว ที่ผมตามข่าวหลัก ๆ คือมีที่วัดจันทร์ศรีสามัคคี อยู่ทางตะวันออกของปอยเปตไปประมาณ 25 กิโลเมตร
ส่วนประชาชนกัมพูชาจากบ้านคลองแผงได้ไปอยู่ที่วัดบันซายจารา มกัณดอล อยู่ทางตะวันออกจากวงเวียนบึงตะกวน ไปประมาณ 15 กิโลเมตร
มีการจัดพื้นที่อยู่อาศัยโดยใช้เต้นท์ที่จีนบริจาคให้เป็นการชั่วคราว ขณะที่รัฐบาลกัมพูชามีโครงการจัดหาที่อยู่อาศัยให้กับทหารและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบ
กัมพูชาแจกบ้าน
สื่อกัมพูชารายงานว่า แถลงการณ์จากองค์การบริหารส่วนจังหวัดบันเตียเมียนชัย ระบุว่า ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปิดล้อมบ้านเรือนของกองทัพไทยและไม่สามารถอาศัยอยู่ในหมู่บ้านทั้งหกแห่งข้างต้นได้ รัฐบาลกัมพูชาได้จัดเตรียมที่ดินเป็นโครงการของสมาคมทหารผ่านศึก เพื่อสร้างบ้านสำหรับผู้ที่มีที่อยู่อาศัยถาวรในพื้นที่ปิดล้อมและผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชั่วคราว ซึ่งตั้งอยู่ในหมู่บ้านสลักราม ตำบลสลักราม อำเภอสวายเช็ก จังหวัดบันเตียเมียนชัย บนพื้นที่ 400 เฮกเตอร์ และมีโครงสร้างพื้นฐานที่เพียงพอ
การจัดหาที่ดินและบ้านให้แก่ผู้พลัดถิ่นในอำเภอสวายเช็กนั้น ไม่ใช่การแลกเปลี่ยนที่ดินที่พวกเขาเสียไปเนื่องจากการปิดล้อมของกองทัพไทย แต่เป็นการจัดหาที่อยู่อาศัยชั่วคราวเท่านั้น จนกว่ารัฐบาลจะตกลงกับฝ่ายไทยได้ ผู้พลัดถิ่นจะต้องกลับไปยังที่อยู่อาศัยเดิมของตน
การคัดเลือกบุคคลเข้าไปที่บ้านที่รัฐกัมพูชาสร้างให้ ใช้วิธีการจัดฉลาก
จับฉลากรอบใหม่ 10 เมษายน
ด้านขแมร์ไทม์ รายงานเมื่อ 26 มีนาคม 2569 ว่า ผู้พลัดถิ่นเกือบ 3,000 ครอบครัวในจังหวัดบันเตียเมียนชัย จะย้ายเข้าไปอยู่ในที่พักอาศัยชั่วคราวแห่งใหม่
ครอบครัวชุดแรกจำนวน 800 ครอบครัว ได้ย้ายเข้าอยู่บ้านในหมู่บ้านสลักราม อำเภอสวายเช็กแล้ว หลังจากทำการจับฉลากจัดสรรที่ดินเมื่อวันที่ 20 มีนาคม
ครอบครัวจำนวน 504 ครอบครัวมาจากหมู่บ้านบันเตียเมียนริท และ 318 ครอบครัวมาจากหมู่บ้านสะมักกี แต่ละครอบครัวได้รับที่ดินขนาด 20x30 เมตร พร้อมบ้านขนาด 5x7 เมตร
พื้นที่ตั้งถิ่นฐานใหม่นี้มีโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน รวมถึงถนน ระบบน้ำสะอาด ไฟฟ้า โรงเรียน ศูนย์สุขภาพ และป้อมรักษาความปลอดภัย ซึ่งจัดตั้งเป็นชุมชนที่อยู่อาศัยที่ครบวงจรและเป็นระบบ
การจัดสรรที่ดินรอบที่สองมีกำหนดในวันที่ 10 เมษายน เพื่อรองรับครัวเรือนผู้พลัดถิ่นเพิ่มเติม โดยมีเป้าหมายที่จะจัดหาที่อยู่อาศัยให้กับครอบครัวทั้งหมด 3,000 ครอบครัวก่อนเทศกาลปีใหม่เขมรในเดือนเมษายน
นอกจากนี้รัฐบาลจะให้เงินอุดหนุนค่าน้ำและค่าไฟฟ้าเป็นเวลาหนึ่งปี โดยให้สูงสุด 30 กิโลวัตต์ต่อครัวเรือนต่อเดือน เพื่อบรรเทาภาระทางการเงินของผู้อยู่อาศัย
พร้อมทั้งย้ำว่า การจัดหาที่ดินและที่อยู่อาศัยไม่ใช่การชดเชยหรือการแลกเปลี่ยนที่ดินที่สูญเสียไป เมื่อเรื่องคลี่คลายแล้ว ประชาชนจะสามารถกลับไปอาศัยอยู่ในที่ดินเดิมของตนได้
กระทรวงมหาดไทยกัมพูชารายงานว่า ประชาชน 36,142 คนยังคงพลัดถิ่น รวมถึงผู้หญิง 18,714 คน และเด็ก 12,237 คน
ทุนญี่ปุ่น
เพจ World Forum ข่าวสารต่างประเทศ รายงานจากสื่อท้องถิ่นกัมพูชาเมื่อ 23 มีนาคม 2569 ว่า เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำกัมพูชาเปิดเผยว่า ญี่ปุ่นได้ให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่กัมพูชา รวมประมาณ 17 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นับตั้งแต่เกิดความขัดแย้งบริเวณชายแดนกับไทย เพื่อช่วยเหลือผู้ลี้ภัย แรงงานที่เดินทางกลับจากไทยและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ชายแดน
ญี่ปุ่นระบุว่ากัมพูชาต้องเผชิญสถานการณ์ยากลำบากตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2025 จากความตึงเครียดชายแดน พร้อมแสดงความเสียใจต่อผู้เสียชีวิต และเห็นใจผู้ที่ได้รับผลกระทบ
ที่ผ่านมา ญี่ปุ่นได้ร่วมกับองค์กรระหว่างประเทศมอบความช่วยเหลือฉุกเฉิน มูลค่า 1.8 ล้านดอลลาร์แก่ผู้ลี้ภัยในเดือนสิงหาคม 2025 และตั้งแต่ต้นปี 2026 ยังให้การสนับสนุนแรงงานที่เดินทางกลับจากไทย รวมถึงชุมชนเปราะบางในพื้นที่ชายแดนอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ญี่ปุ่นยังสนับสนุนงานเก็บกู้ทุ่นระเบิดและวัตถุระเบิดที่ยังไม่ระเบิดควบคู่กับความร่วมมือกับรัฐบาลกัมพูชาและองค์กรระหว่างประเทศ โดยย้ำจะเดินหน้าสนับสนุนสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค พร้อมผลักดันการฟื้นฟูและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ชายแดนต่อไป
ชุดแรกผู้บุกเบิก
สำหรับบ้านของรัฐบาลกัมพูชาที่สร้างให้กับผู้อพยพนั้น มีข่าวทั้งไม่จ่ายเงินให้กับผู้รับเหมาจนต้องย้ายงานออกมา แบบบ้านเป็นแบบเดียวกันทั้งหมด มีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงเรื่องความมั่นคงในการอยู่อาศัย เนื่องจากโครงสร้างค่อนข้างบอบบาง เสาด้านล่างตั้งเป็นเสาซีเมนต์ โครงสร้างด้านบนเป็นเหล็ก(ค่อนข้างบางและเล็ก) ถูกตั้งคำถามเรื่องความร้อนเพราะไม่มีฝ้าเพดาน กังวลเรื่องไฟฟ้า น้ำประปา และสิ่งแวดล้อมที่ไม่มีต้นไม้ให้ความร่มรื่น
“ถ้าไม่คิดอะไรมาก ผู้อพยพชุดแรกที่เข้ามาก็ไม่ต่างไปจากการเข้ามาเป็นยุคบุกเบิก ค่อย ๆ สร้างชุมชน ปลูกต้นไม้ แค่รอให้รัฐบาลจัดการวางระบบน้ำและไฟฟ้าให้ ซึ่งเดิมก็มีกระแสข่าวว่าอาจเป็นโซลาร์เซล ซึ่งน่าจะมีต้นทุนสูง”
ไม่ใช่ยอมรับสูญเสีย
แหล่งข่าวกล่าวต่อไปว่า เจ้าหน้าที่ทุกระดับของกัมพูชาจะพูดเหมือนกันหมดว่า “การสร้างบ้านหรือที่พักชั่วคราวสำหรับผู้ลี้ภัย ไม่ได้หมายความว่ายอมรับการสูญเสียที่ดินหรือบ้านเรือนอย่างที่ผู้ที่มีแนวคิดต่อต้านรัฐบาลกล่าวอ้าง”
นั่นเป็นคำพูดที่ป้องกันตัวเองว่ารัฐบาลของฮุนมาเนตทำให้ประชาชนของตัวเองเดือดร้อน แน่นอนว่าพวกเขาไม่ยอมพูดว่าที่อยู่อาศัยเดิมที่บ้านหนองจานแบะบ้านหนองหญ้าแก้วนั้น เป็นที่ดินของประเทศไทย ครอบครองกันมาตั้งแต่อพยพภัยสงครามภายในประเทศกัมพูชา จนคิดว่าที่ดินนั้นเป็นของกัมพูชา
ตามหลักการปะทะแล้ว เมื่อได้ข้อยุติหยุดยิง ฝ่ายใดครอบครองตรงไหนก็ต้องอยู่ตรงนั้น ซึ่งไทยยึดที่ดินบ้านหนองจานและหนองหญ้าแก้วกลับมาแล้ว จึงเป็นไปไม่ได้ที่ชาวกัมพูชาที่เคยอยู่จะกลับมาในพื้นที่เดิม
“พูดง่าย ๆ ว่าบ้านหลังคาสีเขียวที่รัฐบาลกัมพูชาสร้างให้นั้น น่าจะเป็นการให้อยู่แบบถาวรมากกว่า เพราะข้ออ้างเรื่องการเจรจากับฝ่ายไทยเพื่อขอกลับมาอยู่ที่เดิมนั้น เป็นเรื่องที่ไปไม่ได้”
สื่อและข้าราชการของกัมพูชาพยายามบอกว่า บ้านและที่ดินที่รัฐบาลจัดสรรให้นั้นมาจากความห่วงใยของผู้นำกัมพูชา พยายามบอกว่าไม่ใช่การยอมรับว่าเสียดินแดน แต่ทั้งหมดคือการเบี่ยงประเด็นทุกคนก็รู้ว่าไทยยึดคืนพื้นที่ที่คนกัมพูชารุกล้ำมา กองทัพกัมพูชาไม่สามารถป้องกันพื้นที่ไว้ได้ ผู้อพยพกลับพื้นที่ไม่ได้ ก็เลยออกมาในรูปของการสร้างบ้านให้เพื่อชดเชยความรู้สึกที่สูญเสียพื้นที่(ไทย)ไป
มันเป็นความพยายามในการลดกระแสความไม่พอใจของคนกัมพูชาไปในตัว เปิดศึกกับไทย เรียกแรงงานกลับ สุดท้ายเหลวทุกเรื่อง สร้างบ้านให้ปิดปาก แถมไม่รับประกันว่าจะมีบ้านให้ทุกคน เพราะเป็นระบบจับฉลาก
ที่จริงมันคืออนุสรณ์ของความพ่ายแพ้ของรัฐบาล 2 พ่อลูก แนวคิดที่จะใช้สงครามเพื่อสร้างคะแนนนิยมให้กับลูกชาย เพื่อการสืบทอดอำนาจนั้นถือเป็นความคิดที่ผิดอย่างร้ายแรง และวันนี้ก็ได้เห็นแล้วว่าความบอบช้ำเกิดขึ้นกับประชาชนชาวกัมพูชา
แถมมาเจอวิกฤตราคาน้ำมันจากสงครามอิหร่านอีก ทั้งสภาพเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ที่ลำบากกว่าเดิม
คงต้องขึ้นอยู่กับความคิดของประชาชนชาวกัมพูชาว่า ยังรักชาติและเห็นด้วยกับแนวทางของ 2 พ่อลูกตระกูลฮุนต่อไปหรือไม่ ยิ่งปี 2570 จะมีการเลือกตั้งในกัมพูชาอีก จึงเป็นการบ้านอีกชิ้นสำหรับประชาชนชาวกัมพูชา
ข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่
Facebook :https://www.facebook.com/SpecialScoopManagerOnline/
Instragram :https://instagram.com/special.scoop.mgronline
Tiktok :https://vt.tiktok.com/ZSe4j


