xs
xsm
sm
md
lg

ชี้ “โรงกลั่น”กักตุนน้ำมัน-สร้างต้นทุนทิพย์ ทำดีเซลขาด-ราคาพุ่ง จี้ปรับโครงสร้างพลังงาน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



กูรู เผย ผู้ประกอบการน้ำมันคือต้นตอปัญหาพลังงานไทย “อรรถวิชช์” แฉ โรงกลั่นกักตุนน้ำมัน ระบบ 2 ราคา ทำดีเซลขาดตลาด ขณะที่“กองทุนน้ำมัน”จ่ายชดเชยบนต้นทุนสมมุติ ด้าน “ดร.ม.ล.กรกสิวัฒน์” ชี้ ราคาน้ำมันที่คนไทยจ่ายสูงเกินจริง เพราะบริษัทน้ำมัน สร้าง“ต้นทุนทิพย์” เสมือนว่าประเทศไทยไม่มีโรงกลั่น ต้องซื้อน้ำมันจากสิงคโปร์ เพื่อบวก ค่าขนส่ง และค่าประกันภัยที่ไม่มีอยู่จริง พร้อมทวง “ค่าสำรองน้ำมัน 3.4 หมื่นล้าน” ที่คนไทยจ่ายผ่านกองทุนน้ำมัน หายไปไหน ? แนะ 3 แนวทางปฏิรูปพลังงาน แก้วิกฤตได้ทันที

ดูเหมือนว่าแม้จะยังไม่ได้เข้ารับตำแหน่งเต็มตัว ว่าที่รัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี ก็ต้องเผชิญกับ“งานหิน”ในการแก้วิกฤตพลังงานของชาติ หลังเกิดเหตุสู้รับระหว่างสหรัฐ-อิสราเอลกับอิหร่านที่ส่งผลให้พลังงานในตลาดโลกขาดแคลน โดยประชาชนและบรรดาผู้ประกอบการ รวมถึงองค์กรต่างๆ ได้เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหา“น้ำมันดีเซล”ขาดแคลน พร้อมทั้งเสนอให้มีการ“ปฏิรูปพลังงาน” ท่ามกลางข้อครหาว่ามี“ไอ้โม่ง”กักตุนน้ำมัน !

ส่วนว่าข้อเท็จจริงจะเป็นเช่นไร และจะมีแนวทางใดที่สามารถทำให้ประเทศไทยรอดพ้นจากวิกฤตพลังงานในครั้งนี้ได้บ้าง คงต้องไปฟังความเห็นจากผู้รู้

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ
ปัจจัยที่ทำให้“ดีเซล”ขาดแคลน

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งติดตามปัญหาเรื่องพลังงานมาอย่างต่อเนื่อง กล่าวว่า ตอนนี้ปัญหาการขาดแคลนน้ำมันจริงยังไม่ได้เกิดขึ้นเพราะประเทศไทยยังมีสต็อกน้ำมันเก่าอยู่ แต่น้ำมันดีเซลหน้าปั๊มที่ขายให้ประชาชนกลับขาดแคลน คือถ้าดูจากตัวเลขน้ำมันเราไม่ขาด แต่ปัญหาน้ำมันดีเซลหน้าปั๊มขาดแคลนนั้นเกิดจาก 2 ปัจจัย คือ

1. โรงกลั่นกักตุนน้ำมัน เพื่อขายให้แก่ผู้ซื้อที่ให้ราคาสูงกว่า

2. ระบบราคาน้ำมัน 2 ราคา คือ ราคาค้าปลีก ซึ่งโรงกลั่นขายน้ำมันดีเซลให้แก่ปั๊มต่างๆ กับราคาค้าส่ง ซึ่งโรงกลั่นขายให้“จ๊อบเปอร์”ซึ่งเป็นผู้ค้าส่งที่นำน้ำมันไปขายให้ผู้ประกอบการรายใหญ่ เช่น โรงงานอุตสาหกรรม , รับเหมาก่อสร้าง , ธุรกิจรับตอกเสาเข็ม ,เหมืองแร่ ,ท่าเรือ , ปั๊มอิสระในท้องถิ่น รวมถึงภาคเกษตรที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง นั้นแตกต่างกัน และโรงกลั่นสามารถกำหนดราคาได้อย่างอิสระโดยรัฐไม่ได้เข้าไปกำกับดูแล ทั้งที่น้ำมันเป็นสินค้าที่มีผลต่อความมั่นคงของชาติและเป็นสินค้าควบคุม

ซึ่งระบบ 2 ราคา ส่งผลดังนี้

2.1) ถ้าช่วงไหนที่ราคาน้ำมันหน้าปั๊มถูกกว่าราคาที่โรงกลั่นขายให้จ๊อบเปอร์ โรงงานอุตสาหกรรมก็จะหันไปซื้อน้ำมันจากหน้าปั๊ม ทำให้น้ำมันหน้าปั๊มที่ขายให้ประชาชนทั่วไปขาดแคลน

2.2) ช่วงไหนที่ราคาน้ำมันที่โรงกลั่นขายให้จ็อบเปอร์สูงกว่าราคาที่ขายให้ปั๊มน้ำมัน โรงกลั่นก็อาจจะตัดโควต้าที่ขายให้ปั๊มน้ำมันซึ่งเป็นแฟรนไชส์เพื่อเก็บน้ำมันไว้ขายให้จ้อบเปอร์ ส่วนปั๊มของเจ้าของโรงกลั่นโดยตรงก็ส่งน้ำมันให้ปกติ เช่น โรงกลั่นเครือ ปตท.ส่งน้ำมันให้ปั๊ม ปตท. เขาก็จะส่งน้ำมันให้ตามโควต้าปกติ แต่ถ้าส่งไปยังปั๊ม ปตท.ที่เป็นแฟรนไชส์ ก็อาจจะปรับลดโควตาลงมา เพราะขายให้จ็อบเปอร์ได้ราคาดีกว่า ทำให้น้ำมันหน้าปั๊มขาดแคลน

“ ราคาค้าปลีกน้ำมันดีเซลซึ่งกองทุนน้ำมันอุ้มอยู่ อยู่ที่ลิตรละ 30 บาท ขณะที่ราคาค้าส่งที่จ๊อบเปอร์ซื้อจากโรงกลั่นหรือคลังน้ำมันจะขายเท่าไหร่ก็ได้ ซึ่งปกติก่อนหน้านี้ราคาค้าส่งน้ำมันดีเซลจะต่ำกว่าราคาค้าปลีกหน้าปั๊ม 2-3 บาทต่อลิตร เมื่อบวกค่าขนส่งเข้าไปราคาก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่ แต่พอเกิดสงครามระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่าน รัฐบาลไทยสั่งชดเชยราคาน้ำมันหน้าปั๊มโดยนำเงินกองทุนน้ำมันมาอุดหนุน แต่โรงกลั่นกลับขายน้ำมันดีเซลให้จ๊อบเปอร์ในราคาที่สูงมาก เช่น โรงกลั่น ปตท.ขายลิตรละ 50 บาท ส่วนโรงกลั่นน้ำมันบางจากขายลิตรละ 38 บาท และลิมิตการซื้อที่ 1 แสนลิตร ซึ่งราคาก็จะไล่ตั้งแต่ 50 กว่า 40 กว่าๆ จนถึง 30 ปลายๆ แล้วแต่ว่าจะซื้อจากโรงกลั่นไหน ที่ขายในราคานี้ได้เพราะรัฐบาลปล่อยเสรี ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมก็จำเป็นต้องซื้อเพราะถ้าไม่ซื้อเครื่องจักรก็ทำงานไม่ได้ ซึ่งจะเสียหายหนักกว่า ดังนั้นถ้าถามว่าใครกักตุนน้ำมัน เกษตรกรกักตุนได้ไม่มากหรอกเพราะไม่มีกำลัง แต่สาเหตุเกิดจากกลไก 2 ราคา และคนที่กักตุนน้ำมันก็คือโรงกลั่นน้ำมันเอง ” อรรถวิชช์ กล่าว

นายอรรถวิชช์ ระบุว่า ราคาน้ำมันของไทยในปัจจุบันเป็นราคาสมมุติ ที่มีต้นทุนราคาน้ำมันดิบจากดูไบ และราคาที่อ้างอิงจากน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดสิงคโปร์ (ทั้งๆที่ไทยไม่ได้ซื้อน้ำมันจากสิงคโปร์) จึงเกิดค่าการกลั่นสมมุติ ซึ่งในสมัยที่นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ เป็น รมว.พลังงาน ได้มีการออกประกาศให้โรงกลั่นแจ้งต้นทุนที่แท้จริงต่อกระทรวงพลังงาน แปลว่ากระทรวงพลังงานมีข้อมูลเหล่านี้อยู่แล้ว ดังนั้นหากเกิดวิกฤตพลังงานและจำเป็นต้องนำเงินกองทุนน้ำมันซึ่งเป็นเงินที่เก็บจากประชาชนไปชดเชย ก็ต้องชดเชยในกรณีที่หากขายในราคานั้นๆแล้วบริษัทพลังงานจะขาดทุน และชดเชยบนต้นทุนที่แท้จริง ไม่ใช่การชดเชยที่ต้นทุนสมมุติ หรือชดเชยกำไรให้บริษัทพลังงาน ดังนั้นเมื่อรู้ต้นทุนที่แท้จริงก็ต้องรู้ว่าควรชดเชยกี่บาท เพราะนี่คือเงินของประชาชน (กลไกของกองทุนน้ำมันคือ ถ้าช่วงไหนที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกถูก จะบวกราคาขายหน้าปั๊มเพิ่มเพื่อเก็บส่วนต่างเข้ากองทุนน้ำมัน ถ้าช่วงไหนน้ำมันในตลาดโลกแพงก็จะนำเงินกองทุนน้ำมันมาอุดหนุน เพื่อพยุงราคาน้ำมันหน้าปั๊มสูงเกินไป)

ดร.ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี รองเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ
บริษัทพลังงานสร้าง“ต้นทุนทิพย์”

สอดคล้องกับ ดร.ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี รองเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านพลังงาน ที่ชี้ว่า สิ่งที่นายกฯอนุทินไม่รู้เพราะไม่เคยได้รับรายงานข้อมูลที่แท้จริงก็คือ ราคาน้ำมันที่คนไทยจ่ายเงินซื้อในปัจจุบันนั้นเป็นราคาที่สูงเกินจริง เรียกได้ว่าเป็นราคาทิพย์ซึ่งเกิดจาก“ต้นทุนทิพย์” เสมือนว่าประเทศไทยไม่มีโรงกลั่น ต้องไปนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจากต่างประเทศ ทั้งที่ความจริงไทยมีโรงกลั่นล้นเกินและเป็นประเทศส่งออกน้ำมัน โดยราคาน้ำมันที่คนไทยใช้นั้นถูกคำนวณจากราคาที่อ้างอิงตลาดน้ำมันสิงคโปร์ จึงมีการบวกค่าขนส่งทิพย์ โดยบวกค่าขนส่งน้ำมันทางเรือจากสิงคโปร์มาไทย ทั้งที่น้ำมันเหล่านั้นกลั่นในประเทศไทย อีกทั้งยังมีค่าใช้จ่ายทิพย์อื่นๆ เช่น ค่าประกันภัยทิพย์ ค่าสูญเสียระหว่างขนส่งทิพย์ ซึ่งรวมๆ แล้วทำให้คนไทยต้องจ่ายค่าน้ำมันแพงขึ้นประมาณ 1 บาทต่อลิตร หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 36,000 ล้านบาทต่อปี

ถ้าจะดูว่าราคาน้ำมันของไทยผิดปกติหรือไม่ ให้ดูราคาน้ำมันของเวียดนาม โดยราคาน้ำมันของไทยถ้าไม่นำเงินกองทุนน้ำมันไปอุดหนุน (ราคา ณ วันที่ 16 มี.ค.2569) แก๊สโซฮอล 95 (คือน้ำมันเบนซิน 90% ผสมกับเอทานอล 10%) ราคาจะอยู่ที่ลิตรละ 39.42 บาท ขณะที่แก๊สโซฮอล 95 ของเวียดนาม ราคาอยู่ที่ลิตรละ 28.87 บาท ส่วนน้ำมันดีเซลของไทย ราคาอยู่ที่ลิตรละ 48.25 บาท ขณะที่น้ำมันดีเซลของเวียดนาม อยู่ที่ลิตรละ 32.66 บาท ซึ่งจะเห็นได้ว่าราคาต่างกันมาก ทั้งที่ประเทศไทยมีกำลังการกลั่นน้ำมัน "เหลือ" หรือเกินความต้องการใช้ภายในประเทศ ขณะที่ประเทศเวียดนามมีกำลังการกลั่นน้ำมัน "ขาดแคลน" เมื่อเทียบกับความต้องการใช้ภายในประเทศ

นอกจากนั้น ราคน้ำมันของไทยนั้นหากเป็นราคาที่เอาเงินกองทุนน้ำมันไปอุดหนุน (ราคา ณ วันที่ 16 มี.ค.2569) แก๊สโซฮอล 95 ของไทยจะอยู่ ที่ลิตรละ 31.05 แปลว่าใช้เงินกองทุนอุ้มไว้ 8.37 บาทต่อลิตร และราคายังสูงกว่าแก๊สโซฮอลของเวียดนาม ส่วนน้ำมันดีเซล ราคาอยู่ที่ลิตรละ 29.94 บาท แสดงว่าต้องใช้เงินกองทุนอุ้มไว้ถึง 18.31 บาทต่อลิตร ซึ่งเงินกองทุนน้ำมันที่มาอุ้มนั้นก็เป็นเงินของประชาชน

“ ที่สำคัญคือรัฐบาลเพิ่งแจ้งว่ามีน้ำมันสำรองในคลัง 38 วัน และที่ซื้อก่อนสงครามอยู่ระหว่างขนส่ง มีปริมาณสำรอง 23 วัน รวมเป็น 61 วัน ซึ่งหมายความว่าน้ำมันเหล่านี้มีต้นทุนราคาต่ำ โดยอยู่ที่ 50-60 ดอลล่าร์ต่อบาร์เรล เพราะซื้อก่อนมีสงคราม แต่กลับเอาเงินกองทุนน้ำมันไปอุดหนุนน้ำมันส่วนนี้ ขณะที่ต้นทุนน้ำมันก็เป็นต้นทุนทิพย์ โดยมีการสร้างค่าใช้จ่ายทิพย์ เป็นการหากำไรบนความเดือดร้อนของประชาชน ” ดร.ม.ล.กรกสิวัฒน์ ระบุ


ค่าสำรองน้ำมัน 3.4 หมื่นล้าน หายไปไหน ?

ดร.ม.ล.กรกสิวัฒน์ กล่าวต่อว่า ข้อมูลหนึ่งที่กระทรวงพลังงานไม่เคยบอกทั้งที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตพลังงานโลกก็คือคนไทยมีเงิน“ค่าสำรองน้ำมัน”ที่เก็บไว้กับบริษัทพลังงานถึง 34,000 ล้านบาท ซึ่งที่ผ่านมาคนไทยได้จ่ายค่าสำรองน้ำมัน 2% โดยกองทุนน้ำมันทยอยเก็บลิตรละ 9-14 สตางค์ต่อลิตร มาตั้งแต่ปี 2561 เพื่อให้เอกชนใช้สำรองไว้รับสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อ"ความมั่นคงทางพลังงาน" ถึงปัจจุบันรวมเป็นเงินถึง 34,000 ล้านบาทแล้ว ถามว่าตอนนี้เงินดังกล่าวอยู่ไหน และน้ำมันสำรองที่ต้องจัดซื้อจากเงินที่เก็บไปนั้นอยู่ที่ไหน ? ทำไมไม่นำออกมา

" วันนี้น้ำมันสำรองที่ว่านี้อยู่ที่ไหน เงินก็เก็บจากประชาชนไปล่วงหน้าหมดแล้ว เวลานี้ไม่ใช่สถานการณ์ฉุกเฉินที่ต้องนำออกมาใช้หรือ? ทำไมกระทรวงพลังงานและบริษัทพลลังงานไม่ออกมาพูดความจริงกับประชาชน น้ำมันสำรองที่เราจ่ายเงินล่วงหน้ากันไปแล้ว 34,000 ล้านบาทที่ว่าอยู่ที่ไหน " ดร.ม.ล.กรกสิวัฒน์ กล่าว

ดร.ม.ล.กรกสิวัฒน์ มองว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การกำกับดูแลราคาพลังงานของไทยไม่มีประสิทธิภาพก็คือการที่ข้าราชการระดับสูงของกระทรวงพลังงานเข้าไปนั่งเป็นกรรมการอยู่ในธุรกิจพลังงาน รับเงินเบี้ยประชุมจากบริษัทพลังงานปีละหลายล้านบาท ซึ่งถือว่าผิดหลักธรรมาภิบาล เพราะภารกิจของทั้งสองตำแหน่งนั้นย้อนแย้งกัน เนื่องจากข้าราชการกระทรวงพลังงานมีหน้าที่กำกับดูแลนโยบายพลังงานเพื่อให้ประชาชนได้ใช้พลังงานในราคาที่เป็นธรรม ขณะที่กรรมการของบริษัทพลังงานมีหน้าที่สร้างกำไรสูงสุดให้บริษัท ซึ่งเรื่องนี้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ยุคที่นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ เป็นประธานฯ ได้มีหนังสือถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ว่าเป็นสิ่งที่ไม่สามารถทำได้เนื่องจากเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์

“ รัฐบาลต้องแก้ไข พ.ร.บ.คุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ เพราะกฎหมายนี้เปิดช่องให้ข้าราชการสามารถนั่งเป็นกรรมการในบริษัทพลังงาน สวมหมวกกัน 2 ใบ 3 ใบ ถ้าข้าราชการคนหนึ่งไปนั่งในบริษัทพลังงาน 3 บริษัท ก็จะได้เงินเดือน โบนัส เบี้ยประชุม และผลประโยชน์ต่างๆ รวมแล้วน่าจะเกิน 10 ล้านต่อปี ถามว่าแบบนี้แล้วเขาจะลำเอียงไหม จะทำเพื่อประโยชน์ของประชาชน หรือผลประโยชน์ของบริษัทพลังงาน ” ดร.ม.ล.กรกสิวัฒน์ ระบุ

เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานเสนอมาตรการแก้ไขปัญหาวิกฤตพลังงาน พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลปฏิรุปโครงสร้างพลังงาน
แนะ 3 แนวทางปฏิรูปพลังงาน

ส่วนที่หลายฝ่ายเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งปฏิรูปพลังงานนั้น “ดร.ม.ล.กรกสิวัฒน์” ระบุว่า เรื่องนี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลที่ผ่านๆมาควรทำมานานแล้ว ซึ่งหากรัฐบาลภายใต้การนำของนายกฯอนุทินเร่งดำเนินการ ท่านก็จะเป็นฮีโร่ของประชาชน และเนื่องจากนายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)โดยตำแหน่ง รัฐบาลจึงสามารถปฏิรูปพลังงานได้ทันที โดยดำเนินการ ดังนี้

1. ต้องเอา“ต้นทุนทิพย์”ออกจากโครงสร้างราคาน้ำมันและราคาก๊าซ LPG (ก๊าซหุงต้ม)

> สำหรับ“ราคาน้ำมัน”นั้น ต้องยกเลิกการอ้างอิงราคาสิงคโปร์ ซึ่งเป็นต้นเหตุให้มี “ต้นทุนทิพย์” เช่น ค่าขนส่ง
ค่าประกันภัย ค่าสูญเสียระหว่างการขนส่ง ซึ่งวิธีนี้นอกจากจะทำให้ราคาน้ำมันลดลงลิตรละประมาณ 1 บาททันทีแล้ว ยังทำให้ภาระของกองทุนน้ำมันลดลงด้วย

> ส่วนราคา“ก๊าซ LPG”นั้น ต้องแยกต้นทุน LPG ที่ผลิตได้เองภายในประเทศ กับก๊าซ LPG ที่นำเข้าจากตะวันออกกลางออกจากกัน ไม่ใช่คิดต้นทุนบนพื้นฐานว่านำเข้าจากตะวันออกกลางทั้งหมด เนื่องจากข้อมูลในปี 2568 พบว่าประเทศไทยสามารถผลิตก๊าซ LPG ภายในประเทศ ได้ในสัดส่วน 60-70% และนำเข้าจากต่างประเทศเพื่อชดเชยส่วนที่ขาดและรองรับความต้องการที่สูงขึ้นประมาณ 30-40% เท่านั้น แต่เมื่อคิดต้นทุนบนพื้นฐานว่านำเข้าจากตะวันออกกลางทั้งหมด ราคาก๊าซที่ผลิตได้ภายในประเทศก็ถูกบวก“ค่าใช้จ่ายทิพย์” เช่น ค่าขนส่งและค่าประกันภัยเสมือนว่านำเข้ามาจากตะวันออกกลาง ซึ่งไม่ใช่ต้นทุนที่แท้จริง และทำให้ประชาชนต้องแบกรับราคาก๊าซหุงต้มที่สูงเกินจริง

2. ต้องกำหนดเพดาน“ค่าการกลั่น” ให้ชัดเจนว่าไม่ควรเกินเท่าไหร่ เนื่องจากค่าการกลั่น คือ ส่วนต่างระหว่างมูลค่าของผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมสำเร็จรูปที่กลั่นได้ (เช่น ดีเซล, เบนซิน) กับต้นทุนราคาน้ำมันดิบที่ซื้อมา ถือเป็นรายได้ขั้นต้นก่อนหักค่าใช้จ่ายของโรงกลั่น ดังนั้นจึงไม่ควรปล่อยให้ค่าการกลั่นสูงเกินไปเพราะจะเป็นภาระกับประชาชน

3. ต้องกำหนดมาตรการเร่งด่วนเพื่อรับมือกับวิกฤตพลังงานโลก เนื่องจากกระทรวงพลังงานประกาศ ณ วันที่ 2 มี.ค.2569 ว่ามีไทยน้ำมันสำรองที่สามารถใช้ในประเทศได้ 61 วัน รัฐบาลจึงต้องส่งเจ้าหน้าที่ลงไปสำรวจปริมาณน้ำมันของแต่ละโรงกลั่นว่ามีเท่าไหร่ และดูว่าต้นทุนที่แท้จริงคือเท่าไหร่ จากนั้นก็กำหนดให้บริษัทพลังงานขายน้ำมันใน“ราคาควบคุม”โดยให้ผู้ประกอบการบวกกำไรได้เล็กน้อย ซึ่งข้อกำหนดดังกล่าวสามารถออกเป็นคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีได้ทันที

“ ยกตัวอย่าง รัฐบาลอาจประกาศว่าขอควบคุมราคาน้ำมัน 30 วันแรกก่อน โดยไปดูว่าน้ำมันนำเข้าราคากี่เหรียญต่อบาร์เรล เช่น ราคา 50 เหรียญต่อบาร์เรล แล้วให้บวกกำไรได้ 5% ก็เท่ากับ 52.5 เหรียญต่อบาร์เรล บวกค่าการกลั่นอีก 7 เหรียญ รวมเป็น 60 เหรียญต่อบาร์เรล คิดเป็นลิตรก็แค่ลิตรละ 10 กว่าบาทเท่านั้น ถ้ารัฐบาลให้ขายในราคาควบคุม ราคาน้ำมันก็จะอยู่ที่ลิตรละ 16-17 บาทเท่านั้น โดยไม่จำเป็นต้องนำเงินกองทุนน้ำมันมาอุดหนุนเลย แต่บริษัทพลังงานอาจจะโวยวายเพราะเขาไม่สามารถใช้วิกฤตพลังงานสร้างกำไรให้บริษัทได้ ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำอยู่แล้วเพราะประเทศกำลังเกิดวิกฤต แต่คุณจะใช้วิกฤตของชาติเป็นโอกาสของคุณ มันเป็นการหากำไรบนคราบน้ำตาของประชาชน ” ดร.ม.ล.กรกสิวัฒน์ กล่าว