วงในแฉมติ กพช.28 พ.ย.2568 ปรับโครงสร้างราคาก๊าซใหม่ไม่เป็นธรรมหลังเจอวิกฤตพลังงานจากสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน ซึ่งเป็นบทพิสูจน์ประชาชนต้องแบกภาระค่าไฟพุ่งส่วน 12 กลุ่มอุตสาหกรรมกระอัก ชี้ยังเป็นช่วงทำประชาพิจารณ์‘กลุ่มอุตฯ สภาผู้บริโภคเดินหน้าค้าน’ จับตาสภาอุตฯ ยื่นหนังสือให้นายกฯ ทบทวน แนะควรใช้Single Pool Gas กับทุกกลุ่ม อย่าให้สิทธิกลุ่มปิโตรเคมีใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลจากอ่าวไทยได้ประโยชน์เพียงกลุ่มเดียว คาด ปตท.ใช้รายเดียวถึง 90%ขณะที่‘รสนาโตสิตระกูล’ จากสภาผู้บริโภคจี้“อนุทิน”ในฐานะประธาน กพช.ยกเลิกมตินี้ ถ้าไม่ทำ สภาผู้บริโภคจะฟ้องยกเลิกมติดังกล่าว!
วิกฤตราคาพลังงานโลกกำลังสั่นสะเทือนเศรษฐกิจไทยอย่างรุนแรง หลังสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ–อิสราเอลกับอิหร่านมีแนวโน้มยืดเยื้อและทวีความรุนแรงจึงไม่อาจคาดการณ์ได้ว่าจะยุติลงเมื่อไหร่ ส่งผลให้ราคาพลังงานทั่วโลกและไทยมีราคาสูงขึ้นถึงขั้นขาดแคลน ปั้มน้ำมันส่วนใหญ่ก็ติดป้ายบอกน้ำมันหมดหรือบอกน้ำมันอยู่ระหว่างขนส่ง วิกฤตครั้งนี้จึงส่งผลกระทบต่อทุกกลุ่ม ขณะที่ค่าครองชีพของประชาชนพุ่งสูงขึ้น
ที่น่าสนใจคือการที่ ดร.ทองอยู่ คงขันธ์ ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย ได้ออกมาฉะ ‘กลุ่มไอ้โม่ง’ผู้สร้างสถานการณ์และอยู่เบื้องหลังการกักตุนทั้ง ๆ ที่เป็นน้ำมันสต็อคเก่า โรงกลั่นก็เป็นโรงกลั่นเดิม แต่ทำไมรัฐต้องใช้กองทุนน้ำมันไปอุ้ม และทำไมถึงฉวยโอกาสทำร้ายประชาชน ยอมรับว่าน้ำมันขึ้น 1 บาทจะทำให้ต้นทุนค่าขนส่งขยับไปถึง3-5 %
อย่างไรก็ดีวิกฤตพลังงานครั้งนี้ ไม่ใช่มีแค่ ‘กลุ่มไอ้โม่ง’ที่ ดร.ทองอยู่ ตั้งข้อสังเกตุแต่ยังมีประเด็นเรื่องของโครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติที่รัฐบาลเป็นผู้กำหนด เหตุใดจึงมีความไม่เป็นธรรมหรือต้องการอุ้มยักษ์ใหญ่ด้านปิโตรเคมีให้ได้ประโยชน์เต็ม ๆใช่หรือไม่? ขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมอื่น ๆ และประชาชนต้องแบกรับภาระค่าไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น
โดยต้นเหตุมาจากมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ซึ่งมีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 ได้มีมติปรับโครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติใหม่ เป็นการแยกราคาตามการใช้งานและเริ่มใช้ 1 มกราคม 2569 โดยให้ก๊าซที่เข้าโรงแยกก๊าซและใช้ผลิต LPG จะคิดราคาตามก๊าซอ่าวไทย ส่วนก๊าซสำหรับผลิตไฟฟ้า ขนส่งและอุตสาหกรรม จะใช้ราคาเฉลี่ยจากก๊าซอ่าวไทย เมียนมาและLNG น้ำเข้า (Pool Price) ทั้งนี้ราคาก๊าซจากอ่าวไทย จะมีราคาสูงกว่าราคา Pool Price ถึง 10% ส่งผลให้ต้นทุนก๊าซในการผลิตไฟฟ้าสูงขึ้นและค่าไฟมีแนวโน้มสูงขึ้นตามมา
“เวลานี้อยู่ในช่วงที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กำลังทำประชาพิจารณ์เรื่องการคำนวณ Pool Price ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้มีการทบทวนโครงสร้างราคาก๊าซ ทำให้ภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ และองค์กรผู้บริโภค ต่างก็ออกมาเรียกร้องสะท้อนความจริงว่า มติ กพช.นี้ไม่เป็นธรรมเพราะต้องไม่ลืมว่าไทยใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลัก ในการผลิตไฟฟ้าสูงถึงกว่าร้อยละ 50 ของกำลังผลิตทั้งหมด ”
ขณะเดียวกันในแวดวงอุตสาหกรรมยังสาวลึกลงไปว่ามติครั้งนี้จะมีกลุ่มที่ได้รับ ประโยชน์มีเพียงกลุ่มเดียวคือกลุ่มปิโตรเคมี ซึ่ง 90% ที่ใช้ NG หรือก๊าซธรรมชาติ (Natural Gas) คือเชื้อเพลิงฟอสซิลจากอ่าวไทยเป็นวัตถุดิบที่มีคุณสมบัติในการผลิตปิโตรเคมี ก็คือ ปตท.ได้ใช่หรือไม่!?
คำถามที่ตามมา ทำไม่ผู้มีอำนาจต้องอุ้ม ปตท.และหากวันนี้ไม่เกิดวิกฤตพลังงาน ราคา LNG โลกพุ่ง ประชาชนจะรู้หรือไม่ว่าเราทุกคนต้องแบกรับค่าไฟเพิ่มสูงขึ้นเพียงใดทั้ง ๆ ที่ในยุคที่นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เป็นรมว.พลังงานมองว่าก๊าซ ในอ่าวไทย น้อยลง อีกทั้งการผลิตไฟฟ้าก็หันไปใช้ก๊าซธรรมชาติเยอะ จึงมีนโยบายให้ทุกภาคส่วน รวมทั้งปิโตรเคมี มาใช้ single pool gas ที่มีราคาเฉลี่ยเหมือนกันหมด ทั้งค่าไฟ อุตสาหกรรม ขนส่ง และปิโตรเคมี
“เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน ผู้บริหารเปลี่ยน และบริษัทในตลาดฯ ที่เคยมีมิตรภาพที่ดีต่อกันกับผู้มีอำนาจ กำลังขาดทุนเรื่องของเม็ดพลาสติก โปรดักส์ปิโตรเคมีก็โดนจีนถล่ม ก็ฉวยจังหวะที่ LNG ไม่แพงกว่าราคาก๊าซจากอ่าวไทยมาอุ้มกลุ่มปิโตรเคมีให้ไปใช้ราคาอ่าวไทย แต่เผอิญมาเกิดวิกฤตสหรัฐ อิสราเอล รบกับอิหร่าน ราคาพลังงานเลยป่วนกระทบกันทั่วโลก LNG นำเข้าพุ่งสูงขึ้นเดิม 10-11 เหรียญ แต่ตอนนี้ จะประมาณ 25 เหรียญ ก็ประมาณ 800บาทต่อหน่วย จึงทำให้ทุกภาคส่วนต้องออกมาเพื่อยับยั้งมติ กพช.28 พย.ฉบับนี้”
แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน ระบุว่าราคาพลังงานโลกถูกกดดันจากภาวะสงคราม หากพิจารณาตามสมมติฐานราคา LNG นำเข้าที่พุ่งสูงถึง 25 USD/MMBTU หรือประมาณ 800 บาท/MMBTU (ก้าวกระโดดจากเดิมที่เคยอยู่ที่ 12 USD/MMBTU หรือ 384 บาท/MMBTU) ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าของไทยกำลังอยู่ในสภาวะสุ่มเสี่ยงอย่างยิ่ง เพราะเมื่อนำมาคำนวณร่วมกับสัดส่วนการใช้ LNG นำเข้าที่มีสูงถึง 30% ในการผลิตไฟฟ้า แรงกระแทกจากราคาพลังงานโลกจะถูกส่งต่อถึงผู้บริโภคโดยตรง ซึ่งจะส่งผลให้ตัวเลขค่าไฟฟ้าเปลี่ยนแปลงไปดังนี้
ประการที่ 1.ค่าไฟฟ้าจ่อปรับเพิ่มขึ้น อีกประมาณ 24 สตางค์ต่อหน่วย (KWh)
ประการที่ 2 ภาระที่เพิ่มขึ้น คิดเป็นการปรับขึ้นถึง +6% ดังนั้น อัตราค่าไฟฟ้าใหม่มีโอกาสอยู่ที่ 4.12 บาทต่อหน่วย (จากเดิม 3.88 บาทต่อหน่วย)
ตรงนี้คือผลกระทบเชิงโครงสร้างที่ประชาชนกำลังจะแบกรับ เพราะมติ กพช.ฉบับนี้มีการจัดสรรก๊าซราคาถูกจากอ่าวไทยหรือจะเรียกว่าราคาถูกที่สุดไปให้ภาคปิโตรเคมี เป็นลำดับแรก ส่งผลให้ภาคการผลิตไฟฟ้าซึ่งเป็นบริการสาธารณะพื้นฐานของประชาชน ไม่สามารถเข้าถึงก๊าซราคาถูกได้อย่างเต็มที่ และต้องไปแบกรับภาระส่วนต่างของราคา LNG นำเข้าที่แพงขึ้นจากภาวะสงครามในสัดส่วนที่มากขึ้นแทน จึงมีเพียงกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมี เพียงกลุ่มเดียวที่ได้รับประโยชน์จากมตินี้
“ประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศ รวมทั้งกลุ่มอุตสาหกรรมทั่วไปและผู้ใช้NGV จะต้องร่วมกันแบกรับภาระก้อนนี้จากการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการจัดสรรก๊าซธรรมชาติใหม่อย่างไม่เป็นธรรม ซี่งมีส่วนต่าง 91THB / MMBTU คิดเป็น 46%ของราคาก๊าซอ่าวไทย ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันและค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจึงกระทบทุกกลุ่ม”
ทั้งนี้ประชาชนต้องรับภาระค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้นโดยไม่เป็นธรรม ซึ่งการแยกก๊าซราคาถูกจากอ่าวไทยออกจากระบบถั่วเฉลี่ย (Single Pool) ทำให้ราคาเฉลี่ยของก๊าซส่วนที่เหลือเพื่อการผลิตไฟฟ้าสูงขึ้นอย่างมาก ส่งผลให้ค่า FT ค่าไฟฟ้าผันแปร ที่ประชาชนต้องแบกรับเพิ่มขึ้นและไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้เท่ากับเป็นการซ้ำเติมภาระค่าครองชีพโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางจะได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด
ในส่วนผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมนั่น กมธ.พลังงานวุฒิสภาบอกว่า มติ กพช.นี้จะทำให้อุตสาหกรรมปิโตรเคมีได้รับประโยชน์ เพราะต้นทุนราคาก๊าซธรรมชาติที่สูงขึ้นจะทำให้ต้นทุนก๊าซสำหรับโรงงานอุตสาหกรรมทั่วไปสูงขึ้นทันที เพราะต้องแบกรับสัดส่วนก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) น้ำเข้าที่มีราคาสูงกว่าและผันผวนกว่ามาก
ว่ากันว่ากลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงต่อต้นทุนการผลิตไฟฟ้าและต้นทุนของภาคอุตสาหกรรมโดยตรง ประกอบด้วย 1.กลุ่มอุตสาหกรรมผู้ผลิตไฟฟ้า 2.กลุ่มอุตสาหกรรมแก้วและกระจก 3. กลุ่มอุตสาหกรรมสิ่งทอ 4. กลุ่มอุตสาหกรรมอลูมิเนียม 5.กลุ่มอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ 6. กลุ่มอุตสาหกรรมเคมี 7. กลุ่มอุตสาหกรรมการจัดการเพื่อสิ่งแวดล้อม 8. กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก 9. กลุ่มอุตสาหกรรมเซรามิก 10. กลุ่มอุตสาหกรรมหลังคาและอุปกรณ์11. กลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม 12. กลุ่มอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียม
“มีการหารือกันทั้งจากกลุ่มอุตสาหกรรม สภาผู้บริโภค และ กมธ.พลังงาน สว. เห็นตรงกันควรใช้โครงสร้าง ราคาก๊าซธรรมชาติแบบ Single Pool Gas ซึ่งเป็นก๊าซจากทุกแหล่ง (อ่าวไทย พม่า LNG) ที่เฉลี่ยเป็นราคาเดียวกันทั่วประเทศและภาคอุตสาหกรรมควรได้รับสิทธิในการใช้ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม เนื่องจากก๊าซธรรมชาติเป็นทรัพยากรภายในประเทศที่เป็นสิทธิพื้นฐานของทุกคนและทุกภาคส่วน อีกทั้งควรเปิดเผยสูตรคำนวณราคาก๊าซและสัญญาซื้อขายอย่างโปร่งใส”
แหล่งข่าวด้านพลังงาน ย้ำว่า กลุ่มอุตสาหกรรมต่าง ๆในสภาอุตสาหกรรมฯ เตรียมเสนอให้สภาอุตสาหกรรมฯเป็นตัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเพื่อให้รัฐบาลพิจารณาล้มมติ กพช.28 พย.ฉบับนี้ และต้องดำเนินการพิจารณาโครงสร้างราคาก๊าซใหม่อย่างเป็นธรรมเพื่อความยั่งยืนด้านพลังงานและอย่าอุ้มกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเพียงอย่างเดียวเพราะต้องไม่ลืมว่ากลุ่มนี้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ผลประโยชน์ที่ได้จึงตกอยู่ในมือผู้ถือหุ้น ไม่ใช่ประชาชนทั้งประเทศ!
ด้าน ‘รสนา โตสิตระกูล’ กรรมการนโยบาย และประธานอนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า อยากให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกพช.ยกเลิกมติปรับโครงสร้างราคาก๊าซใหม่ เพราะการใช้โครงสร้างราคาก๊าซใหม่เป็นการผลักภาระให้กับผู้บริโภค ถ้าไม่ดำเนินการ สภาผู้บริโภคจะฟ้องยกเลิกมติดังกล่าว!
ข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่
Facebook :https://www.facebook.com/SpecialScoopManagerOnline/
Instragram :https://instagram.com/special.scoop.mgronline
Tiktok :https://vt.tiktok.com/ZSe4j


