xs
xsm
sm
md
lg

“ปิยบุตร”สั่งลา-พรรคเป็นเครื่องมือสร้างอำมาตย์ใหม่

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



สารพัดปัญหาในพรรคส้ม จน“ปิยบุตร”ขอลาออก แฉพรรคกลายสภาพเป็นที่สร้างอำมาตย์ใหม่หาแสงส่องให้ตัวเองสมาชิกไม่ได้เป็นเนื้อเดียวกันกับพรรค หากยังแก้ไม่ได้จะมีดราม่าเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนไม่ได้ทำงานใหญ่ด้านปราชญ์ สามสี วิเคราะห์ความแตกแยกของพรรคประชาชนจากคน 3 กลุ่ม แหล่งข่าวเผยไม่เหลือจุดขายทั้ง
112-ทหารมีไว้ทำไม


อาการรวนของพรรคประชาชนยังคงมีอย่างต่อเนื่อง หลังผ่านพ้นการเลือกตั้งเมื่อ 8 กุมภาพันธ์ 2569 อดีตผู้สมัคร สส.ออกมาเปิดเผยเรื่อง Spectre C รวมไปถึง Laser ID ที่ใช้สมัครสมาชิกพรรค รวมไปถึงผู้สมัคร สส. พรรคประชาชน จังหวัดมหาสารคาม เขต 1 ถูกศาลฎีกาพิพากษาจำคุกคดีข่มขืน ทำเอาพรรคประชาชนเป๋ไปไม่น้อย ทั้ง ๆ ที่กำลังเดินเครื่องชน กกต.กับผลการเลือกตั้ง

ล่าสุดอาจารย์ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า ผู้ร่วมก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่กับนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจและนางสาวพรรณิกา วานิช ได้ประกาศแยกตัวออกมาจากพรรคประชาชน ด้วยการชี้แจงผ่านโพสต์บน Facebook ว่า

ภายหลังการปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ช่วยหาเสียงให้พรรคประชาชนครั้งสุดท้ายในเวทีปราศรัยที่จังหวัดขอนแก่น เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ผมก็จบภารกิจตามที่พรรคประชาชนใช้งานผมเรียบร้อย

อย่างไรก็ตาม 13 วันหลังวันเลือกตั้ง พรรคประชาชนได้เชิญผมเป็นวิทยากรบรรยายให้กับว่าที่ ส.ส.และอดีตผู้สมัครของพรรคทั้งหมดอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งผมได้ตอบรับคำเชิญ บรรยายไปเกือบหนึ่งชั่วโมง ผมจะนำคำบรรยายนี้มาเผยแพร่เป็นลายลักษณ์อักษรในเพจต่อไป

นอกจากนี้ ก็เป็นตัวตั้งตัวตีจัดวงธรรมชาติกลุ่มย่อย ปลอบใจ ให้กำลังใจ กับผู้ผิดหวัง ยินดีกับผู้สมหวัง ให้ข้อคิดกับคนที่แพ้และชนะเลือกตั้ง ขอบคุณทีมงานผู้อยู่เบื้องหลังในการหาเสียงและรณรงค์ ไปหลายวงตามสมควร

จนถึงตอนนี้ ก็น่าจะชัดเจนว่า ผมปลดเปลื้องพันธะผูกพันกับพรรคประชาชนได้ครบถ้วนตามภารกิจแล้ว จึงขอกลับมาใช้ความรู้ที่พอมีอยู่บ้าง คิด พูด และเขียน อย่างอิสระ ไม่ได้เกี่ยวกับหรือกระทำในนามของพรรคแต่อย่างใด

ผมยังมีงานเขียนที่ค้างไว้อยู่ ได้แก่ กำเนิดพรรคอนาคตใหม่, ทฤษฎีที่นำมาประยุกต์ใช้ในการตั้งพรรค, ทฤษฎีพรรคการเมืองแบบมาร์กซิสต์และแบบซ้าย, รวมคำปราศรัยการเมืองและบทวิจารณ์และข้อเสนอถึงพรรค, บันทึกการเดินทาง ทัศนศึกษา ในประเทศต่างๆ และคำบรรยายในชั้นปริญญาโท 2 หัวเรื่อง (บรรยายครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะลาออกมาตั้งพรรคการเมือง)

นอกจากนี้ ผมได้รวบรวมข้อเขียนที่อยู่ในเพจ คลิป การสัมภาษณ์ คำบรรยาย และผลงานทั้งหมด นำไปไว้รวมในเว็บไซต์ของผม (กำลังทำ คาดว่าไม่เกินหนึ่งเดือน น่าจะเผยแพร่ได้) และในปีนี้ จะพยายามทำต้นฉบับและออกหนังสือให้ได้ 1 เล่ม

ขอเอาใจช่วยให้พรรคประชาชนประสบความสำเร็จ แลไปข้างหน้า จนกว่าเราจะพบกันอีก

นั่นคือการแจ้งความความต้องการ ปลดเปลื้องพันธะผูกพันกับพรรคประชาชนที่ทำได้ครบถ้วนตามภารกิจแล้ว


ใช้พรรคสร้างอำมาตย์ใหม่

สำหรับสาเหตุของการออกจากพรรคประชาชนในครั้งนี้ แม้นายปิยบุตรไม่ได้กล่าวไว้ตรง ๆ แต่ถ้าพิจารณาจากโพสต์ก่อนหน้าจะทำให้พอมองเห็นได้ว่าปัญหาภายในพรรคตามสายตาของอาจารย์ปิยบุตรมีอะไรบ้าง

ในความรับรู้และการค้นคว้าศึกษาของผม ไม่มีทฤษฎีพรรคมวลชนจากสำนักไหน บอกเราว่า การเป็นพรรคมวลชน คือ การเป็นพรรคที่ไม่จำเป็นต้องมีคณะนำ ไม่ต้องมีศูนย์การนำตัดสินใจ

การเป็นพรรคที่ไม่ต้องมีวินัย คนของพรรคอยากแสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์พรรคก็สามารถทำในที่สาธารณะอย่างเสรี ตามอำเภอใจ โดยไม่อภิปรายกันภายในพรรคให้ตกไปเสียก่อน

การเป็นพรรคที่กลายเป็นยานพาหนะให้ปัจเจกบุคคลมาใช้เพื่อให้ตนเองได้ขยับสถานะทางชนชั้นขึ้นเป็นมหาอำมาตย์ทางการเมืองรายใหม่ หรือได้มีแสงส่องมาที่ตนเอง

การเป็นพรรคที่กระจายอำนาจออกไปในแต่ละพื้นที่ จนศูนย์การนำควบคุมสั่งการไม่ได้

การเป็นพรรคที่ใครมิได้ดังใจ มิได้รับตำแหน่ง หรือมิได้ลงสมัครรับเลือกตั้ง ก็ออกมาโจมตีพรรค

การเป็นพรรคที่มีจำนวนสมาชิกมาก ๆ แต่สมาชิกไม่ได้มีความคิดเป็นเนื้อเดียวกันกับพรรค ไม่ได้มีส่วนร่วม หรือทำกิจกรรมกับพรรค หากเป็นเพียงยอดจำนวนที่ทำให้ครบถ้วนตามกฎหมาย และทำให้ได้เงินสนับสนุนจากกองทุนพรรคการเมืองเท่านั้น

พรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นมาเพื่อหลอมรวมประชาชน และทำหน้าที่เปลี่ยนแปลงสังคมขนาดใหญ่  ต้องประสาน 2 สิ่งที่อาจขัดแย้งกัน เข้าไว้ด้วยกัน นั่นคือ รวมศูนย์ + ประชาธิปไตย

มิใช่รวมศูนย์จนไม่ฟังใคร จนกลายเป็นเผด็จการภายในพรรค ตัดสินใจโดยคนเดียวหรือไม่กี่คน และมิใช่ประชาธิปไตยเฟ้อ ใครอยากทำอะไรก็ได้ตามอำเภอใจ โดยไม่ต้องมีวินัย

แต่ต้องเป็นพรรคที่มีการรวมศูนย์การตัดสินใจ แต่การตัดสินใจนั้นผ่านการถกเถียงอภิปรายกันภายในอย่างถึงที่สุดและปฏิบัติตามข้างมาก

สภาพการณ์เช่นนี้ เกิดได้ ต้องมีการประชุม ในเรื่องสำคัญๆ มีระเบียบวาระ มีการตระเตรียมความเห็น เข้ามาเสนอตามระเบียบวาระ ถกเถียงกันให้ตก และต้องใช้วิธี ”วิจารณ์ - สามัคคี - วิจารณ์“ กันอย่างเต็มที่ และยุติกันในที่ประชุม

ปัญหาของพรรคในเวลานี้ ก็คือว่า ได้ขัดเกลาความคิดและพฤติกรรมของแกนนำ ผู้ดำรงตำแหน่ง นักการเมืองของพรรค ผู้ปฏิบัติงานของพรรค ให้เข้าใจวิธีการเช่นนี้แล้วหรือยัง?

หากยังแก้ประเด็นนี้ไม่ตก วันข้างหน้า ก็จะมีดราม่า เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า วนไปวนมา จนต้องแก้ปัญหาดราม่าหยุมหยิมจนไม่ได้ทำงานใหญ่

คำถามถึง“สหรัฐ-อิสราเอล”

นอกจากนี้นายปิยบุตรยังโพสต์สั้น ๆ อีกว่า ประเทศไทยเป็นประเทศเล็ก ประเทศไทยต้องดำรงสถานะความเป็นกลาง รักษาดุลอำนาจของทุกขั้ว ประเทศไทยไม่ควรเลือกข้างของการรบกันระหว่างมหาอำนาจ ผมเห็นด้วยทั้งหมด

แต่... พรรคการเมืองและนักการเมือง ในฐานะปัจเจก ไม่ได้เกี่ยวกับรัฐบาล ควรต้องแสดงความเห็นตามจิตสำนึกต่อการกระทำป่าเถื่อน ไม่เคารพกฎหมายระหว่างประเทศ ของสหรัฐอเมริกา และอิสราเอล ได้ มิใช่หรือ???

มิเช่นนั้น พรรคการเมือง และนักการเมือง จะอ้างเรื่องสิทธิมนุษยชนและกฎหมายระหว่างประเทศ ราวกับสวดภาวนาก่อนมื้ออาหารได้อย่างไร?

ไม่มีกฎหมายระหว่างประเทศ เหลือแต่กฎของกำลัง คำถามสั้นๆ เรียบง่ายที่สุด สหรัฐอเมริกาและอิสราเอล ถือ “สิทธิธรรม” อะไร? เราต้องการให้ระเบียบโลกเป็นแบบนี้หรือ?

ขณะที่บนโลกออนไลน์ได้ขุดเอาข้อความเก่าที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ โพสต์ข้อความยืนฝั่งเดียวกับประชาชนชาวอิหร่านเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2566 ตามมาด้วยการตอบโต้ของสถานทูตอิหร่านประจำประเทศไทยที่ตอบกลับถึงธนาธร

ทำให้พอจะทราบว่าแนวคิดของปิยบุตรและธนาธรในกรณีอิหร่านนั้น ทั้ง 2 เลือกยืนกันคนละฝั่ง


3 กลุ่มในพรรคส้ม

เพจปราชญ์ สามสี ได้วิเคราะห์ความแตกแยกของพรรคประชาชน และรอยร้าวของอุดมการณ์ ไว้อย่างน่าสนใจว่า ในยุคของพรรคประชาชนเป็นยุคที่สมาชิกพรรคมีความแตกแยกสูงสุดเมื่อเปรียบเทียบตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่

นั่นเป็นเพราะว่าพรรคประชาชนจำเป็นที่จะต้องเอาบุคคลประชาชนผู้อื่นเข้ามาร่วมเป็นสมาชิกพรรค ซึ่งหลาย ๆ คนไม่ได้มีความเข้าใจหรืออบรมตรงตามความต้องการของพรรค จะเรียกว่าเกณฑ์ เชิงปริมาณเข้ามาเลยก็ไม่แปลก จนในพรรคมีความหลากหลายเป็นระบบนิเวศ จนกลายเป็นชนชั้น แบบศักดินา ในทันทีโดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มดังนี้

1. กลุ่มผู้นำเชิงอุดมการณ์ ซึ่งก็คือกลุ่มโปลิตบูโร คือกลุ่มของธนาธร กลุ่มผู้ก่อตั้งพรรค ตั้งแต่ยุคแรกคนพวกนี้เชื่อมั่นในแนวทางของตนเองสูง ไม่เปิดรับความคิดเห็นที่แตกต่าง ยึดอุดมการณ์เป็นแกนกลางจนละเลยพลวัตทางการเมือง และด้วยความหัวรุนแรงทางการเมือง ส่วนใหญ่ถูกศาลพิจารณาห้ามไม่ให้เล่นการเมือง เลยมีจำนวนน้อย

2. กลุ่มนักการเมืองหน้าใหม่ จำนวนหนึ่งไม่ได้เติบโตมากับอุดมการณ์เดิม แต่เข้ามาเพราะกระแส ความนิยม และโอกาสทางการเมือง จนไปถึงต้องการ"ลงทุน" เพื่อสิทธิประโยชน์จากการเป็นนักการเมืองเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว ดังนั้นคนเหล่านี้จะไม่ค่อยอุดมการณ์และต้องการแข่งขันกันเองในโลกโซเชียล ทำให้เกิดการชิงดีชิงเด่น และสร้างแรงเสียดทานภายใน เป็นกลุ่มที่มีความมั่นใจและต้องการเอาชนะสูงมาก ยกตัวอย่างเช่นกรณี ส.ส ไอซ์ จัดอยู่ในกลุ่มนี้ รวมไปถึงพวกผู้สมัครเลือกตั้งที่มีโทษคดีข่มขืน ฟอกเงิน ยาเสพติด ก็ล้วนอยู่ในจัดของในกลุ่มนักการเมืองหน้าใหม่ทั้งสิ้น

3. กลุ่มคนทำงานระดับล่าง กลุ่มที่มองเห็นโอกาสจากกระแสที่ปรากฏใน social media เข้ามาในพรรคหวังจะได้ลืมตาอ้าปากจากอุดมการณ์ที่แรงกล้า เห็นว่าเป็นพรรคที่ดี ล้วนต้องมาจบชีวิตกลายเป็นเพียงแค่ไพร่ใช้แล้วทิ้ง ทั้งติดคุกทั้งหมดอนาคตทั้งที่ทุกการกระทำของไพ่เหล่านี้ ล้วนถูกกำหนดบทบาทมาโดย โปลิศบูโร แทบจะทั้งนั้น กลุ่มเหล่านี้จึงเป็นกลุ่มที่จะถูกมองว่าเป็นแพะ เอาไว้รับบาป หรือเป็นศพที่เอาไว้โหนเล่น

พรรคที่เดินด้วยความกระหายชัยชนะโดยไม่ได้สนวิธีการอุดมการณ์ยุทธการใด ๆ เลยย่อมสูญเสียตัวตนอย่างสูญสิ้น ซึ่งก็ตรงกับที่ปิยบุตรออกมาวิพากษ์ล่าสุด

วันนี้ปิยบุตรออกมาพูดแล้วออกมาวิพากษ์วิจารณ์แล้ว คณะที่ร่วมก่อตั้งกันมามันล่มสลายได้อย่างไร เพราะขาดความเห็นอกเห็นใจในหมู่ผู้ก่อการนำ ขาดการรับฟัง เป็นเผด็จการ

ในขณะที่คนภายในพรรคไม่ได้เข้าใจพรรค ไม่เข้าใจอุดมการณ์ของพรรคเข้ามาหาพรรคเพื่อหากินกับพรรค หาแสงกับพรรค และใช้สิทธิประโยชน์ของพรรคเพื่อประโยชน์ของตัวเอง

จึงไม่แปลกใจเรื่องการที่มีสมาชิกที่หวังใช้เอกสารคุ้มครองของ สส. ผู้แทนราษฎรเพื่อที่จะเป็นแหล่งกำบังฟอกตัวให้กับกลุ่มคนที่กระทำผิดทางกฎหมาย ข่มขืน ยาเสพติด ฟอกเงิน รวมไปถึงพวกกลุ่มคนที่มีปมด้อย ต้องการยอมรับ หลบหนีกฎหมาย และพวกเหล่าหมาหางด้วน ตามสุภาษิตไทย และไม่แปลกที่สถานการณ์ตอนนี้ ทั้งพฤติการณ์ที่ถูกแฉออกมาจากคนในพรรคจำนวนมาก


หมดจุดขาย

แหล่งข่าวในพรรคประชาชนกล่าวว่า เรื่องของอาจารย์ปิยบุตรนั้น แกลดบทบาทมาตั้งแต่เกิดปัญหากับพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ที่ตอบโต้กันบนหน้าสื่อในยุคพรรคก้าวไกล จนธนาธรต้องออกมาเคลียร์เมื่อช่วงกุมภาพันธ์ 2566 หลังจากนั้นก็ลดบทบาทลงเรื่อย ๆ

ในสายของการบริหารพรรคก็มีทั้งชัยธวัช ตุลาธน เข้ามารับหน้าที่แทน รวมถึงศรายุทธ ใจหลัก ที่เป็นแกนหลักตั้งพรรคมากับธนาธรเข้ามาดูแลพรรค ขณะที่แนวรบเรื่องมาตรา 112 ถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินไปแล้วเมื่อ 31 มกราคม 2567 ชี้นโยบายหาเสียงแก้ ม.112 ของพรรคก้าวไกล เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพล้มล้างการปกครอง พร้อมสั่งหยุดการกระทำ ชี้เป็นพฤติกรรมที่แสดงออกถึงการลดทอนความสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์โดยซ่อนเร้นด้วยวิธีการหาทางรัฐสภา

เป็นอันว่าเรื่อง 112 ไม่สามารถนำมาใช้หาเสียงได้อีก ต้นทางแนวคิดนี้ย่อมถูกลดบทบาทลงไป เช่นเดียวกับทหารมีไว้ทำไม ช่วงเกิดการปะทะกับกัมพูชาบริเวณชายแดน ทุกอย่างชัดเจนว่าสิ่งที่พรรคส้มพยายามชูมาเป็นจุดขายนั้น ขัดแย้งกับความจริง จนพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ต้องออกมาขอโทษและอ้างว่าหมายถึงทหารชั้นผู้ใหญ่

ดังนั้นเมื่อจุดขายหมดไป แถมไม่มี 3 ป.และเรื่อง สว.แล้ว จำนวนที่นั่งของพรรคส้มจึงลดลง พร้อม ๆ กับผู้ผิดหวังได้ออกมาแฉปัญหาภายในมากขึ้น

ข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่

Facebook :https://www.facebook.com/SpecialScoopManagerOnline/
Instragram :https://instagram.com/special.scoop.mgronline
Tiktok :https://vt.tiktok.com/ZSe4j