การโจมตีทางทหารต่ออิหร่านโดยสหรัฐฯ และอิสราเอลทำให้เกิดผลกระทบทั่วโลก รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระ ชี้การสู้รบบานปลายเข้าสู่ระดับภูมิภาคแนะจับตายุทธศาสตร์อิหร่าน หลังเรียนรู้วิธีการเอาชนะสหรัฐฯ จากไม่มีทางต่อกรยกระดับสู้ชัยชนะได้หรือไม่? มั่นใจ‘ทรัมป์’จะใช้แนวทางแบบเวเนซุเอลา บีบอิหร่านไม่สำเร็จ เพราะผู้นำมีมวลชนรักมีกองกำลังที่แข็งแกร่ง ขณะที่‘จีน-รัสเซีย’ ยังไม่ถึงเวลาออกโรง เตือนคนไทยติดตามสถานการณ์เพื่อรับมือให้ทัน ทั้งน้ำมันพุ่งค่าครองชีพสูง สินค้าขึ้นราคา เงินเฟ้อตามมา ส่วนทองคำแม้การรบยุติ
แต่ราคาไม่น่าตกมาก เพราะโลกผันผวนตลอด!
หลังสหรัฐฯ และอิสราเอล เปิดฉากโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ เมื่อวันที่ 28 ก.พ.ที่ผ่านมา พร้อมสังหาร อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน และมียอดชาวอิหร่านเสียชีวิตถึงปัจจุบันเป็นวันที่ 5 ของการสู้รบนับพันคน ขณะที่อิหร่านเองก็ตอบโต้ด้วยการใช้โดรนติดอาวุธหรือโดรนสังหาร พร้อมยิงขีปนาวุธทั้งล็อตเก่าและล็อตใหม่ที่เรียกว่าไฮเปอร์โซนิค มิสไซล์ (Hypersonic missile) ซึ่งเป็นขีปนาวุธที่มีความเร็วเหนือเสียงประมาณ 5 เท่า มีวิถีการโคจรที่ซับซ้อน สามารถเจาะทะลวงระบบสกัดขีปนาวุธป้องกันภัยทางอากาศ ‘ท๊าด : THAAD’ ที่สหรัฐฯ และอิสราเอลใช้ป้องกันได้ ด้วยการยิงเข้าถล่มที่ทำการ
สถานทูตและแหล่งผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง
ส่งผลให้สหรัฐฯ ต้องออกประกาศแจ้งเตือนให้พลเมืองอเมริกันที่พำนักอยู่ใน 14 ประเทศตะวันออกกลาง เดินทางออกทันทีโดยใช้การขนส่งเชิงพาณิชย์ที่มีให้บริการ เนื่องจากมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยอย่างร้ายแรง
อย่างไรก็ดี การที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ สั่งโจมตีทางทหารต่ออิหร่านโดยระบุเวลาไว้ 4-5 สัปดาห์ ก็เพื่อทำลายศักยภาพของอิหร่านในการพัฒนาและครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ ขีปนาวุธ และโดรนสังหารที่จะใช้ในการต่อสู้ ปกป้องอิหร่านและพันธมิตรของเขา เพื่อต่อสู้กับสหรัฐฯ และพันธมิตรของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง และทรัมป์เองก็ยอมรับว่าการต่อสู้ครั้งนี้ จะส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นสูง แต่เขาก็เชื่อว่าเมื่อเหตุการณ์กลับสู่ปกติ ราคาน้ำมันก็จะลดลงมาและอาจต่ำกว่าก่อนที่จะมีเหตุการณ์สู้รบก็ได้
ที่สำคัญการทำลายศักยภาพของอิหร่านครั้งนี้ ทรัมป์เองก็เชื่อว่าจะทำให้สหรัฐฯปลอดภัยจากการคุกคามของอิหร่านซึ่งมีความขัดแย้งกันมายาวนาน ปัจจุบันสภาผู้นำทางศาสนาของอิหร่าน มีมติเลือก’โมจตาบา ฮอสเซนี คาเมเนอี‘ บุตรชายของ’อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ‘ขึ้นเป็นผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่านแล้ว ดังนั้นสถานการณ์การต่อสู้ครั้งนี้คาดว่าจะจบอย่างไร และไทยจะรับมือกับผลกระทบที่เกิดขึ้นครั้งนี้อย่างไร!
ด้าน รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง บอกว่าการต่อสู้ระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล ที่ถล่มอิหร่าน นั้น จะบานปลายไปแค่ไหนและจะลุกลามไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 3 หรือไม่ ก็ต้องดูกองกำลังทางทหารหรือความมั่นคงของทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งอิหร่านนั้น จะมีกองกำลังของตัวเองที่เรียกว่ากองทัพอาร์เทช (Artesh) และกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ซึ่งเป็นกองกำลังที่มีอิทธิพลสูงมากทั้งเรื่องอาวุธ และงบประมาณ
นอกจากนี้ยังมีกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ (Hezbollah) ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธที่อยู่ภายนอกที่อิหร่านสนับสนุนและขยายอิทธิพลไปในตะวันออกกลาง แต่ทั้ง 2 กลุ่มก็ถูกสหรัฐฯ และอิสราเอล เล่นงานไปพอสมควร คาดว่า กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ จะเหลือกำลัง 10-20% หรือประมาณแสนกว่าคน
ขณะเดียวกันสถานการณ์จะบานปลายหรือยกระดับการต่อสู้รุนแรงขึ้นก็เพราะอิหร่านขยายวงโจมตีไปยังกลุ่ม Gulf Cooperation Council หรือกลุ่มประเทศ Gulf Stateเช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ซาอุดีอาระเบีย บาห์เรน โอมาน คูเวต และกาตาร์ ซึ่งมีบทบาทสูงด้านพลังงานและเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว ซึ่งเป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ และประเทศเหล่านี้ก็บอกแล้วว่าถ้าถูกเล่นงานทั้งเรื่องน้ำมัน การค้า การท่องเที่ยวก็จะร่วมวงและกลายเป็นคู่ขัดแย้งที่จะจัดการอิหร่านต่อไป
“เมื่อลุกลามและขยายวงจะเกิดสงครามภูมิภาค และมีความเป็นไปได้เมื่ออิหร่านโจมตีกลุ่ม Gulf และอิสราเอลก็โจมตี กลุ่มฮิซบอลเลาะห์แล้ว ตรงนี้คือจุดที่บานปลายไปสู่สงครามภูมิภาคได้ แต่ยังไม่ถึงสงครามโลกครั้งที่ 3”
ส่วนเหตุการณ์ที่รุนแรงและจะนำไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 3 ได้นั้น สังคมต้องเฝ้าติดตามข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับมหาอำนาจจีน และรัสเซีย ว่าจะเข้าร่วมหนุนอิหร่านหรือไม่ แต่ปัจจุบันยังไม่อยู่ในฐานะที่จะเข้าร่วมวงด้วย เพราะพื้นที่ตรงนี้ ไม่ใช่ผลประโยชน์แห่งความเป็นความตายของทั้ง 2 ประเทศ
โดยรัสเซียเองก็ได้ผลประโยชน์จากการที่ทรัมป์อ่อนข้อในเรื่องสงครามยูเครนและรัสเซียเองก็ยังยุ่งอยู่กับเรื่องของยูเครน ขณะที่จีนก็ไม่มีนโยบายที่จะทำสงครามและต้องดูแลเศรษฐกิจภายในของตัวเอง ส่วนกองทัพจีนก็มีปัญหาเรื่องคอร์รัปชันที่ต้องจัดการโดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับขีปนาวุธ
อีกทั้งยังมีปัจจัยที่จะทำให้สถานการณ์บานปลาย คืออิหร่านเล่นงานหรือปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์พลังงานที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งการบริโภคทั่วโลกต้องผ่านช่องแคบนี้ เมื่อปิดจะส่งผลให้ราคาพลังงานโลกพุ่งสูงขึ้น
“นี่คือจุดสำคัญที่จะทำให้กลุ่มประเทศนาโตบางประเทศเข้าร่วมช่วยสหรัฐฯ ได้ เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี นี่คือสิ่งที่ต้องจับตา เพราะจะทำให้เกิดเหตุการณ์บานปลายได้”
รศ.ดร.สมชาย ย้ำว่าการปิดช่องแคบฮอร์มุซ จะสร้างความปั่นป่วนให้กับทั่วโลก และอิหร่านก็ต้องได้รับผลกระทบเช่นกัน เพราะอิหร่านส่งน้ำมันให้จีนวันละ 2 ล้านบาร์เรล และการที่อิหร่านปิดช่องแคบนี้ ก็จะเป็นการสร้างศัตรู ที่จะมารุมล้อมประเทศอิหร่านมากขึ้น จากประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ
“จริง ๆ ตอนที่อิหร่านยังไม่ปิดช่องแคบฮอร์มุซ ก็เสมือนปิดนั่นแหละเพราะอยู่ในช่วงทำสงคราม ประเทศใดที่ต้องใช้เส้นทางนี้ก็พยายามหลีกเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซกันอยู่แล้ว เพราะมีโอกาสเสียหายเกิดขึ้นได้”
ขณะที่สหรัฐฯ และอิสราเอล จะเผด็จศึก หรือจะชนะอิหร่าน ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะอิหร่านเรียนรู้วิธีการต่อสู้ และรู้ว่าอิหร่านไม่มีทางต่อกรกับสหรัฐฯ ได้ แต่อิหร่านจะเข้าสู่ชัยชนะได้ก็คือจะต้องพยายามทำให้สหรัฐฯ เสียหายมากที่สุด คือเป็นการเพิ่มต้นทุนให้สหรัฐฯ เช่นทำลายสิ่งที่เป็นสัญลักษณ์ของสหรัฐฯ เล่นงานบุคลากรทางการทหารของสหรัฐฯ ทำให้เกิดการเสียชีวิตให้ได้มากที่สุด ซึ่งตรงนี้เพื่อสร้างแรงกดดันให้ชาวอเมริกันลุกขึ้นไปกดดัน ‘ทรัมป์’
แต่การที่อิหร่านเล่นงานพันธมิตรของสหรัฐฯ และอิสราเอล ก็เป็นยุทธวิธีต่อกร โดยอิหร่านถล่มอิสราเอลในเรื่องของการเป็นกองกำลังที่สำคัญ และอิหร่านก็หันไปเล่นงานพันธมิตรของสหรัฐฯ ที่อยู่ในตะวันออกกลาง เช่นถล่มสถานทูตสหรัฐฯ ในคูเวต และ ที่กรุงริยาด รวมทั้งมีการยิงขีปนาวุธโจมตีแหล่งน้ำมันในเมืองฟูไจราห์ (Fujairah) ของ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ซึ่งเป็นศูนย์กลางคลังเก็บและส่งออกน้ำมันที่สำคัญของ UAE และภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย
นอกจากนี้โดรนของอิหร่านยังพุ่งเป้าโจมตีกาตาร์ โดยโจมตีโรงงานพลังงานของ QatarEnergy ที่ราส ลัฟฟาน ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากกรุงโดฮาไปทางเหนือราว 80 กิโลเมตร อีกลำหนึ่งโจมตีถังเก็บน้ำของโรงไฟฟ้าในเมไซอีด ทางตอนใต้ของกรุงโดฮาราว 40 กิโลเมตร
“กาตาร์ เป็นผู้ผลิต LNG รายใหญ่ของโลก การโจมตี UAE และกาตาร์ ส่งผลต่อราคาพลังงานกระทบไปทั่วโลก การที่อิหร่านทำเช่นนี้ ก็เพื่อให้ประเทศพันธมิตรของสหรัฐฯ ไปบอกทรัมป์ พอได้แล้ว ซึ่งทรัมป์ก็ต้องคิดหาทางจบเรื่องนี้”
รศ.ดร.สมชาย ระบุว่า วิธีการที่อิหร่านทำนั้น เป็นการยื้อหรือซื้อเวลาด้วยการยิงให้มากที่สุด เพื่อให้สหรัฐฯ ใช้กระสุนในการตอบโต้และให้กระสุนเหลือน้อยที่สุด เขาจึงใช้ยุทธศาสตร์นี้คือหวังให้ชาวอเมริกันออกมากดดันไปพร้อม ๆกับพันธมิตรสหรัฐฯ ที่ได้รับความเสียหายร่วมกดดันทรัมป์ไปพร้อม ๆ กัน
“ทรัมป์ จะหวังให้ชาวอิหร่านกดดันผู้นำอิหร่านให้หยุดและยอมเจรจานั้นเป็นเรื่องยาก เพราะชาวอิหร่านไม่เหมือนชาวเวเนซุเอลาซึ่งมีความไม่พอใจหรือเกลียดรัฐบาลถึง 90% ทำให้สหรัฐฯ ทำอะไรได้ง่าย แต่ชาวอิหร่านจะให้ออกมาไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะพวกเขาส่วนใหญ่อยู่ข้างรัฐบาลและรัฐบาลก็มีกำลังทหารของตัวเองที่เข้มแข็งพร้อมรบกับสหรัฐฯ ส่วนพวกที่ไม่พอใจรัฐบาลอิหร่าน ก็ไม่มีกองกำลังของตัวเอง เราจึงไม่เห็นภาพออกมาต่อต้านของคนอิหร่านที่จะลุกมากระทำการตามที่สหรัฐฯ ต้องการ”
ดังนั้นทางออกเพื่อให้เกิดการยุติและไม่ให้บานปลายไปสู่สงครามโลกนั้น รศ.ดร.สมชาย บอกว่า คือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องแพ้ โดยเชื่อว่าทรัมป์ มีโอกาสจะถูกแรงกดดันจากประชาชนชาวอเมริกาและพันธมิตรต่าง ๆ ที่ได้รับผลกระทบ เพราะถ้าถึงจุดหนึ่ง ทำให้ความเสียหายเกิดขึ้นมากมายและมีผลต่อสหรัฐฯ นั่นคือการแพ้
“อิหร่าน จะแพ้ก็คือกระสุนหมด ไม่สามารถต่อสู้ได้ หรือประชาชนจะลุกขึ้นมาต่อต้านรัฐบาลเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนั้น ก็ยังมองว่าไม่ใช่เรื่องง่ายนัก และยังเชื่อว่าอิหร่านจะใช้อาวุธอย่างประหยัดที่สุด เพื่อซื้อเวลาให้เกิดสถานะเรียกร้องของชาวอเมริกันและพันธมิตร รวมทั้งกระสุนของสหรัฐฯ หมดเช่นกัน”
ประเด็นสำคัญ จึงอยู่ที่ว่า กระสุนใครหมดก่อน จะเป็นตัวชี้วัดว่า ใครคือผู้แพ้ และต้องหาทางออกด้วยการเจรจา และทรัมป์เองก็บอกไว้ว่าคาดการณ์ไว้ 4 สัปดาห์ การจะรบต่อยาวนานออกไปอีกจึงไม่ใช่เรื่องง่าย
อย่างไรก็ตามเมื่อสถานการณ์สู้รบยังไม่ยุติ จึงยังบอกไม่ได้ชัดเจนว่าผลกระทบต่อประเทศไทยรุนแรงแค่ไหน แต่สิ่งที่เห็นชัดที่สุดในระยะสั้น ราคาพลังงาน น้ำมัน หรือก๊าซธรรมชาติพุ่งขึ้นไปแล้ว และยิ่งมีการถล่มหรือทำลายคลังน้ำมัน ผลกระทบจะรุนแรงมากน้อยแค่ไหนต้องเฝ้าติดตาม
“น้ำมันคือปัจจัยสำคัญ จะส่งผลไปสู่วิกฤตอื่น ๆ ขนส่งสูงขึ้น สินค้าอุปโภคบริโภค พุ่งสูงขึ้นได้ ค่าครองชีพสูงขึ้น กระทบด้านท่องเที่ยว เงินเฟ้อตามมา จึงอยากให้ประชาชนเฝ้าติดตามข่าวสารเพื่อรับมือกับสถานการณ์ได้ทัน เพราะเราไม่รู้ว่าจะจบเมื่อไหร่ อย่างไร แต่ตอนนี้ก็เห็นแล้วว่าราคาน้ำมันพุ่ง เราได้รับผลกระทบแน่”
สำหรับราคาทองคำ ที่พุ่งขึ้นไปแตะ 80,000 บาทต่อบาททองคำนั้น ก็มีราคาขึ้น-ลงจากสถานการณ์สู้รบครั้งนี้ ซึ่งถ้าสถานการณ์จบเร็ว ราคาทองคำก็คงตกลงมา แต่ก็ยังคาดว่าไม่ตกมาก เพราะสถานการณ์โลกมีความผันผวนอยู่ตลอดเวลา จึงอยากให้ประชาชนต้องเฝ้าติดตามข่าวสารต่อเนื่อง!
ด้านรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ประชุม ครม.และสั่งการรับมือวิกฤตสู้รบครั้งนี้โดยเฉพาะเรื่องราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญ โดยมีการตรึงราคาดีเซลคงที่ 29.94 บาท เป็นเวลา 15 วัน ใช้กองทุนน้ำมันเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระประชาชน พร้อมเร่งหามาตรการพยุงค่าครองชีพ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง รวมทั้งให้ทุกจังหวัดติดตามตรวจสอบไม่ให้มีการฉกฉวยโอกาสขึ้นราคาและการกักตุนสินค้าหรือน้ำมันทั่วประเทศ เป็นต้น!
ข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่
Facebook :https://www.facebook.com/SpecialScoopManagerOnline/
Instragram :https://instagram.com/special.scoop.mgronline
Tiktok :https://vt.tiktok.com/ZSe4j


