มหาสารคามเขต 1 บานปลาย ทนายแจมร้องผู้บริหารพรรคประชาชนผิดหวังคัดผู้สมัครมีคดีทางเพศ ด้านเอกราช อุดมอำนวย สวนทนายแจม ก่อนลบโพสต์แล้วขอโทษ “ครูธัญ-เจ๊เจี๊ยบ”ชิ่งเพนกวินเตือนพรรคควรรับฟัง ไมค์ ระยอง แฉกรณี“จ่าตา”อดิศักดิ์สมบัติคำ เพียงข้อกล่าวหาเรื่องทุจริต พรรคจึงกดดันให้ถอนตัวเมื่อปี 66 เจ้าตัวร้องพรรคต้องแสดงความรับผิดชอบทีมเบื้องหลังชี้พรรคนี้พวกใครพวกมัน
นับตั้งแต่การออกมาเปิดเรื่อง Spectre C ว่าเป็น IO ของพรรคประชาชน จากนางสาวธิษะณา ชุณหะวัณ หรือแก้วตา อดีต ส.ส.กทม. พรรคประชาชน ทำให้แกนนำของพรรคต้องออกมปฏิเสธเป็นพัลวัน ลามมาด้วยการให้ผู้สมัครกรอก Laser ID อีก ที่สุ่มเสี่ยงต่อการถูกยุบพรรค หลังมีผู้ที่แสดงตัวออกมายื่นเรื่องขอให้มีการยุบพรรคประชาชน
ไม่เพียงเท่านั้นมีการเปิดเผยคำพิพากษาศาลฎีกา โดยทนายภัทรพงษ์ วรรณพงษ์ เมื่อ 18 กุมภาพันธ์ 2569 คดีข่มขืนกระทำชำเราของผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาชน ที่ศาลจังหวัดมหาสารคาม ศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ให้ลงโทษจำคุกจำเลย 2 ปี 8 เดือน (ไม่รอการลงโทษ)
แจ้งพรรคแล้ว
“ผมแจ้งให้พรรครับรู้มาตลอด ตั้งแต่เริ่มเข้าไปทำงานช่วยพรรคก้าวไกล (ประมาณปี 2566) เรื่อยมาจนถึงตอนประกาศตัวผู้สมัคร ส.ส. ของพรรคประชาชนรอบนี้ ผมก็ได้ท้วงติงพรรคถึงเรื่องความเหมาะสมของตัวผู้สมัครคนนี้ไปหลายครั้ง ซึ่งพรรคได้รับรู้แล้วอย่างแน่นอน”ทนายภัทรพงษ์ วรรณพงษ์ กล่าว
จากนั้นนายศรายุทธ์ ใจหลัก เลขาธิการพรรคประชาชน ได้ออกมาขอโทษ โดยให้เหตุผลว่า พรรคยึดหลักการสันนิษฐานไว้
ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าได้กระทำความผิด ที่ผ่านมาเรายึดมั่นในคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ผู้สมัครได้รับการยกฟ้อง และอยู่ระหว่างกระบวนการในชั้นศาลฎีกา
คดีดังกล่าวกระทบต่อภาพลักษณ์ของพรรคประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะก่อนการเลือกตั้งออกนโยบาย “มีเรา-ไม่มีเทา” แต่กลับมาเจอผู้สมัคร สส.ในพื้นที่กรุงเทพและจังหวัดตากถูกดำเนินคดี ตามมาด้วยคำพิพากษาคดีข่มขืน แน่นอนว่ามีคำถามตามมาว่าพรรคคัดคนแบบไหน ทำไมจึงปล่อยให้คนเหล่านี้หลุดมาเป็นผู้สมัครของพรรคได้
ทนายแจมจี้ผู้บริหารพรรค
จากนั้น 24 กุมภาพันธ์ 2569 น.ส.ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ ว่าที่ ส.ส.กทม. พรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก แถลงการณ์ในนามคณะทำงานเพื่อความเสมอภาคทางเพศในพรรคประชาชน (คสพป.) ต่อผู้บริหารพรรคประชาชน กรณีผู้สมัครจังหวัดมหาสารคามถูกศาลฎีกาพิพากษาว่ากระทำความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราและลงโทษทั้งจำทั้งปรับ เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569
คณะทำงานฯ ขอแสดงความผิดหวังอย่างมากต่อความผิดพลาดของกระบวนการคัดเลือกผู้สมัครของพรรคที่ยังขาดกลไกตรวจสอบและคัดกรองอย่างรอบด้านในประเด็นการคุกคามและความรุนแรงทางเพศ ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า และสะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการปฏิรูประบบภายในพรรคอย่างเป็นรูปธรรม
คณะทำงานฯ จึงขอเสนอแนวทางดังต่อไปนี้
1. จัดทำระบบรับเรื่องร้องเรียนของพรรคเกี่ยวกับการคุกคามและความรุนแรงทางเพศที่เป็นระบบ โปร่งใส เข้าถึงได้ง่าย และคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ร้องเรียน
2.ให้คณะทำงานฯ มีส่วนร่วมอย่างเป็นทางการในกระบวนการพิจารณาคัดเลือกผู้สมัคร หรือมีสัดส่วนในคณะกรรมการวินัยของพรรค เพื่อร่วมกลั่นกรองและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันในอนาคต
3.แก้ไขข้อบังคับพรรคฯเพื่อรับรองสถานะ บทบาท และอำนาจหน้าที่ของคณะทำงานฯ ให้สามารถดำเนินการได้อย่างเป็นระบบ มีความชัดเจน มีกลไกการตรวจสอบที่เป็นอิสระ และมีผลในทางปฏิบัติ
สวนทีมทนายแจม
จากนั้นนายเอกราช อุดมอำนวย ว่าที่ สส.กรุงเทพมหานคร ได้ออกมาตอบโต้คณะทำงานของทนายแจม
"อยากเจอหน้า คณะฯ ไรนี่หน่อย !!? คือบ้าบอ คอแตก หิวแสง
คุณเข้าใจหลัก Presumption of Innocence คือหลักกฎหมายอาญาที่สันนิษฐานไว้ก่อนว่า ผู้ต้องหาหรือจำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์ จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่ามีความผิด หลักนี้คุ้มครองสิทธิมนุษยชนพื้นฐาน
กฎหมายคุกคามทางเพศ ในฐานะผมที่ร่างมา ไม่ได้เอาไว้ใช้ตีตรา ผู้อื่น กรณีนี้ศาลชั้นต้นยกฟ้องและศาลอุทธรณ์ยกฟ้องครับ
จึงเป็นเหตุสุดวิสัยที่พรรคฯ จะทราบคำวินิจฉัยหรือทำตัววินิจฉัยแทนศาลได้
พวกพูดแล้วโมโห พรรคไม่เคยละเลยเรื่องคุกคามเรื่องอย่างที่พูดเลย
จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ผมขอให้ คณะทำงานฯ หยุดชี้หน้ากล่าวโทษ ความผิดพลาดของกระบวนการคัดเลือกผู้สมัครของพรรค
ยืนยันว่าพรรคฯ มีกลไกตรวจสอบและคัดกรองอย่างรอบด้าน ในประเด็นการคุกคามและความรุนแรงทางเพศมากที่สุด ทุเรศฉิบหาย พูดชุ่ยๆ
หลังจากนั้นมีการลบโพสต์ดังกล่าวออกไป และมีการโพสต์ขอโทษเรื่องราวที่เกิดขึ้น “ต้องขออภัยที่ใช้ภาษาที่ทำให้หลายคนเคืองใจ ตนยอมรับและน้อมรับการวิพากษ์วิจารณ์ แต่ในฐานะที่เป็นทนายความ ดูแลด้านสิทธิมนุษยชน จำเป็นต้องพูดยืนยันในหลักการนี้”
บริสุทธิ์ไว้ก่อน : เหมาะสม?
ด้านนายภัทรพงษ์ วรรณพงษ์ ทนายความโจทก์ร่วมคดีข่มขืนกระทำชำเราของผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาชน โพสต์เพิ่มเติมอีกว่า “เรื่องความเหมาะสมในการเป็นผู้สมัคร ส.ส.” กับ “หลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์” มันเป็นคนละเรื่องเดียวกันครับ
หลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์ คือ หลักคุ้มครองสิทธิมนุษยชนที่ป้องกันไม่ให้มีการตีตราหรือปฏิบัติต่อผู้ต้องหาหรือจำเลยอย่างผู้กระทำความผิดในระหว่างที่คดียังไม่ถึงที่สุด เพื่อให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยได้มีโอกาสต่อสู้คดีอย่างเต็มที่
ส่วนเรื่องความเหมาะสมในการเป็นผู้สมัคร ส.ส. พรรคต้องมีหลักเกณฑ์เป็นของตัวเอง ซึ่งควรจะต้องมีมาตรฐานการพิจารณาความเหมาะสมที่สูงกว่าบุคคลทั่วไป ดังนั้นการพิจารณาลงไปในเนื้อหาของคดีถึงความเหมาะสมของผู้สมัคร จึงเป็นสิ่งที่พรรคควรจะกระทำ ไม่ใช่การตีตราหรือตัดสินแทนศาลแต่อย่างใด รบกวนแยกให้ออกก่อนครับ
ยกฟ้อง ไม่เท่ากับ เหมาะสม ขอแก้ไขเพื่อให้ความหมายชัดเจนขึ้น
เรื่องราวดังกล่าวถูกขยายวงเพิ่มมากขึ้น เมื่อครูธัญหรือธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ อดีต สส.ของพรรค ได้ออกมาปฎิเสธว่า มิได้ร่วมลงชื่อในแถลงการณ์ของทนายแจม
ปวินสวนเจี๊ยบ
ขณะที่นางอมรัตน์ โชคปมิตต์ อดีต สส.พรรคก้าวไกล ออกมาโพสต์ในวันเดียวกัน(24 ก.พ.69) ส่วนตัวไม่อินเรื่องความเสมอภาพทางเพศ อาจเพราะไม่เคยรู้สึกว่าไม่เท่าเทียม หรือถูกข่มเหงรังแก ตอนเด็ก ๆ ไปรังแกเพื่อนผู้ชายอีกต่างหาก
จนนายปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิชาการมหาวิทยาลัยเกียวโต ผู้ลี้ภัย ม.112 ผู้สนับสนุนพรรคประชาชน ได้ออกมาวิจารณ์คำกล่าวของนางอมรัตน์ว่า "เมื่อไหร่พรรคประชาชนจะเลิกบ้ง ผลิตนักการเมืองที่ยอมรับอย่างน่าชื่นตาบานว่า 'ไม่อินเรื่องความเสมอภาคทางเพศ' นี่เป็นเรื่องที่น่าตกใจและน่าผิดหวังอย่างมาก แล้วอีพรรคนี้เสือกมีคนแบบนี้ในพรรคเยอะด้วย"
เพนกวินเตือนควรรับฟัง
นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิน โพสต์ถึงคณะทำงานของทนายแจมว่า ถ้อยแถลงของทนายแจมและคณะเป็นคำเตือนอันจริงใจของเพื่อนมิตรผู้หวังดีที่พรรคประชาชนควรรับฟัง ปัญหาเรื่องความประพฤติของสมาชิกพรรคทำนองนี้ไม่เข้าใครออกใคร เกิดขึ้นได้กับทุกพรรคก็จริง แต่หากทางพรรคประชาชนมีท่าทีน้อมรับฟัง ก็เป็นการแสดงให้เห็นว่าพร้อมปรับปรุงข้อบกพร่อง เพื่อรักษาความเป็นพรรคฝ่ายก้าวหน้าได้ต่อไป
ขณะที่ทีมงานทำงานเบื้องหลังให้กับผู้สมัคร สส.พรรคประชาชนกล่าวว่า ผู้สมัครแต่ละรายก็จะมีกลุ่มก๊วนของตัวเอง ลองดูดี ๆ เมื่อมีการเสนออะไรขึ้นมา ก็จะมีฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย การออกปฏิเสธหรือไม่เห็นด้วยในบางเรื่องก็ชัดเจนแล้วว่าเขาเลือกฝ่ายใด ทั้ง ๆ ที่บางเรื่องเป็นเรื่องใหญ่มากก็ตาม
ช่วงนี้ก็มีอดีต สส.ยุคอนาคตใหม่ก็โพสต์ถึงเรื่องการตัดเลือกตัวผู้สมัครเช่นกัน มีหลายข้อความที่น่าสนใจ เช่น โอกาสที่คนเทา ๆ จะเข้ามามากหรือน้อย มันขึ้นอยู่กับ ทิศทางที่ถูกกำหนดมาจากแกนกลางของพรรค
ความผิดพลาดในการคัดเลือกคนที่ผ่านมา ไม่ใช่เหตุสุดวิสัย แต่มันมีปัจจัยมาจากทัศนคติในการเลือกคน อันนี้สำคัญสุด
ปรับแกนกลางหลักให้ได้ก่อน แล้วค่อยผลิตคนที่มีอำนาจสรรหาและคัดเลือก ที่ใช้แนวทางเดียวกัน ถ้าอยากได้ผู้สมัครเกรดเอ คนสรรหาและคัดเลือกก็ต้องเกรดเอในงานนี้ด้วย
ทวงถามกรณีจ่าตา
ที่จริงเรื่อง ผู้สมัคร สส.มหาสารคามเขต 1 นั้นมีการร้องกันมาก่อนหน้านี้ ดูได้จากโพสต์ของทนายภัทรพงษ์ วรรณพงษ์ หรือโพสต์ของภาณุพงศ์ มะณีวงศ์ หรือไมค์ ระยอง ถึงเอกราช อุดมอำนวย
อยากตั้งคำถามถึงมาตรฐานที่พรรคใช้กับผู้สมัครแต่ละกรณีในกระบวนการคัดเลือกผู้สมัครของพรรค หากจะอธิบายว่าคดีข่มขืนยังอยู่ในชั้นศาล ผู้ต้องหายังถือเป็นผู้บริสุทธิ์ตามหลักกฎหมาย แล้วเหตุใดกรณีจ่าตา อดิศักดิ์ สมบัติคำ ซึ่งเป็นเพียงข้อกล่าวหาเรื่องทุจริตสอบนายสิบ พรรคจึงกดดันให้ถอนตัวก่อนเลือกตั้งเมื่อปี 66 ทั้ง 2 เคสนี้ เกิดในจังหวัดเดียวกันด้วยซ้ำ สรุปแล้วมาตรฐานการคัดเลือกผู้สมัครยึดหลัก presumption of innocence แบบเดียวกันจริงไหม หรือขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของปุโรหิตในพรรค
ร้องผู้บริหารพรรครับผิดชอบ
ขณะที่นายอดิศักดิ์ สมบัติคำหรือจ่าตา ได้ออกมาโพสต์แจ้งต่อฐานเสียงตั้งแต่ 15 ธันวาคม 2568 ว่า ผมมีข่าวมาแจ้งว่าการเลือกตั้งครั้งที่จะถึงนี้ ผมไม่ได้รับการคัดเลือกจากพรรคประชาชน ให้เป็นผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของจังหวัดมหาสารคาม
ในการเลือกตั้งทั่วไปปี 2566 ซึ่งผมได้ประกาศถอนตัว ตามคำแนะนำของนายชัยธวัช ตุลาธน และนายศรายุทธ ใจหลัก ก่อนถึงวันรับสมัครเพียง 5 วัน ในนามพรรคก้าวไกล ของจังหวัดมหาสารคาม
เหตุผลที่ผมประกาศถอนตัวในการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 นั้น ผมได้ถูกกล่าวหาและถูกดำเนินคดีอาญา เวลาผ่านมาถึงวันนี้ผมได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่า คดีอาญาที่กล่าวหาผมนั้นเป็นการกลั่นแกล้งทางการเมือง
วันนี้พรรคประชาชนไม่เลือกผมให้เป็นตัวผู้เล่น ในสนามเลือกตั้งนี้
ตามมาด้วยโพสต์วันที่ 19 ธันวาคม 2568 สิ่งที่ผมโพสต์นี้ ผมได้คิดไตร่ตรองเป็นอย่างดีแล้ว ผมจึงได้เขียนออกมาเพื่อที่จะให้ผู้บริหารพรรคประชาชนและสังคมไทยตลอดจนผู้สนับสนุนพรรคทบทวน ให้ความเห็น ช่วยกัน ไตร่ตรองให้ข้อคิดเห็นเพื่อเป็นประโยชน์ต่อพรรคประชาชนไปพร้อม ๆ กัน
พรรคประชาชนได้ส่งบุคคลคนหนึ่งที่พี่น้องประชาชนในพื้นที่ได้รับทราบว่ามีประวัติอาชญากรรมหลายคดี มีคดีข่มขืนกระทำชำเราด้วยการวางยา ซึ่งคดีนี้โจทก์ร่วมได้ยื่นฎีกาไปเพื่อที่จะขอความเป็นธรรมจากศาลสูง
ทำไมพรรคประชาชนต้องให้พี่น้องประชาชนชาวมหาสารคามมาเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายกับ ว่าที่ผู้สมัครที่มีมลทินมัวหมองเช่นนี้
หลังจากทราบคำพิพากษาศาลฎีกาแล้ว จ่าตาได้โพสต์อีกครั้งในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ว่า กรณีในการคัดเลือกนักโทษคดีข่มขืนให้ผ่านขบวนการจนเกิดประเด็นเสียหายร้ายแรงต่อ Voter ขอให้คณะกรรมการชุดดังกล่าว ออกมาแสดงความรับผิดชอบ ต่อข้อผิดพลาดในครั้งนี้ในระดับจังหวัดก่อน ซึ่งเป็นความรับผิดชอบคนละส่วนกันกับคณะกรรมการบริหารของพรรคประชาชน
ข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่
Facebook :https://www.facebook.com/SpecialScoopManagerOnline/
Instragram :https://instagram.com/special.scoop.mgronline
Tiktok :https://vt.tiktok.com/ZSe4j


