“แก้วตา” ฉะ พรรคประชาชนยังไม่เป็นประชาธิปไตยเต็มรูปแบบ โครงสร้างพรรคเป็นแบบ“รวมศูนย์อำนาจ” ใช้วินัยพรรคเป็นเครื่องมือกลบเสียงที่เห็นต่าง ไม่มีพื้นที่ให้เสียงส่วนน้อย เลือกส่งคนที่พรรคควบคุมได้ ลงสมัคร สส. มากกว่าเลือกคนที่ความสามารถ ชี้ เป็นซ้ายที่ไม่กล้าวิจารณ์ตัวเอง และกำลังกลายเป็นชนชั้นนำรูปแบบใหม่ พร้อมเผย ผิดหวังที่พรรคจับมือกับขั้วอำนาจเก่า ลั่น ไม่ยึดติดกับตำแหน่ง แต่ยึดมั่นอุดมการณ์ คือเป็นซ้ายที่ยืนเคียงข้างประชาชน
เป็นที่ฮือฮาอย่างมากสำหรับการออกมาเปิดโปงปฏิบัติการ IO ของ “SPECTRE C” ขุมพลังทางโซเชียลที่อยู่เบื้องหลังกระแสนิยมอันล้นหลามของพรรคประชาชน ซึ่งทำให้ชื่อของ “แก้วตา”ธิษะณา ชุณหะวัณ ทายาทแห่งซอยราชครู ซึ่งสืบทอดอุดมการณ์ทางการเมืองอันเข้มข้นจาก “อาจารย์โต้ง”ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง
หลายคนจึงอยากรู้จักตัวตนของเธอมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเส้นทางทางการเมือง หมุดหมายในอนาคตหลังจากที่ก้าวเท้าออกพรรคประชาชน ไปจนถึงมุมมองที่มีต่อวัฒนธรรมในองค์กรของพรรคประชาชนที่คนส่วนใหญ่มองว่าเป็นตัวแทน“ประชาธิปไตย”
“Special Scoop Manager Online” จึงได้สัมภาษณ์พูดคุยกับ แก้วตา“ธิษะณา ชุณหะวัณ” ซึ่งเปิดเผยแบบตรงไปตรงมาว่า เธอเลือกเดินเข้ามาสู่สนามการเมืองเพราะมองว่าการเมืองไม่ใช่แค่เรื่องของนักการเมือง แต่มันคือโครงสร้างอำนาจที่กำหนดชีวิตคนธรรมดาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เธอได้เห็นกับตาว่ากฎหมายสามารถกดทับหรือปลดปล่อยผู้คนได้ เธอได้เห็นความไม่เป็นธรรมซ้ำแล้วซ้ำเหล่า เธอจึงเลือกที่จะสู้ในเส้นทางของนักการเมืองสายสิทธิมนุษยชน
“ ดิฉันไม่ได้เข้าสู่เส้นทางการเมืองได้เพราะนามสกุลชุณหะวัณ ไม่ได้เข้ามาเพราะอยากได้ตำแหน่ง แต่เข้ามาเพราะอุดมการณ์ ดิฉันเติบโตมากับการอภิปรายเรื่องรัฐธรรมนูญ เรื่องสิทธิมนุษยชน เรื่องรัฐประหาร แต่สิ่งที่ผลักดันจริงๆคือช่วงหลังรัฐประหาร 2557 ซึ่งทำให้เห็นว่าเสียงของประชาชนถูกทำให้เล็กลงเรื่อยๆ แน่นอนค่ะคุณปู่ของดิฉันคือ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ คุณพ่อดิฉันคือ ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ แต่ดิฉันไม่เคยใช้ชื่อใครเป็นเกราะกำบัง ดิฉันใช้ผลงานคือการอภิปรายในสภา ที่เน้นเนื้อหาและจุดยืน ดิฉันได้นำความรู้และประสบการณ์ทางการเมืองของคุณปู่และคุณพ่อมาเป็นแนวทางในการทำงานการเมืองแต่ไม่ใช่ในเชิงเครือข่ายอำนาจ แต่เป็นเรื่องของบทเรียนที่ว่า อำนาจรัฐต้องถูกตรวจสอบ การทูตต้องมีศักดิ์ศรี และประชาธิปไตยต้องมีต้นทุน ” แก้วตา กล่าว
ธิษะณา มองว่า การเมืองไทยกำลังอยู่ในระบอบกึ่งประชาธิปไตยแบบ hybrid องค์กรที่ไม่ได้มาจากประชาชนมีอำนาจเหนือกว่าองค์กรที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งปัญหาใหญ่ไม่ใช่แค่รัฐธรรมนูญแต่คือวัฒนธรรมการไม่รับผิด โดยเป้าหมายทางการเมืองของเธอคือการมีรัฐธรรมนูญใหม่ที่มาจากประชาชนอย่างแท้จริง การถอดถอนองค์กรอิสระที่ไร้ความรับผิดชอบ การปฎิรูปกองทัพ สิทธิของแรงงานข้ามชาติ การสมรสเท่าเทียม และการนิรโทษกรรมคดีการเมือง โดยซ้ายที่แท้จริงต้องไม่เลือกปกป้องอำนาจรัฐมากกว่าปกป้องประชาชน
“ ความภาคภูมิใจของดิฉันก็คือได้อภิปรายในเรื่องที่คนอื่นไม่กล้าแตะ แต่ก็ผิดหวังที่เห็น grand compromise หรือ การจับมือกันระหว่างขั้วอำนาจเก่ากับพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย (น่าจะหมายถึงกรณีที่พรรคประชาชนยกมือสนับสนุนให้นายอนุทินเป็นนายกฯและจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งแก้วตาเคยแสดงความเห็นคัดค้านในการประชุมพรรคประชาชน) การเมืองไม่ใช่แค่การชนะเชิงกลยุทธ์ แต่มันคือการไม่ทรยศต่อหลักการ ” ธิษะณา ระบุ
ส่วนมุมมองที่มีต่อ“พรรคประชาชน”ที่เธอเคยร่วมงานด้วย โดยเฉพาะเรื่องความเป็นประชาธิปไตยนั้น “แก้วตา” เห็นว่า ในเชิงอุดมการณ์น่ะใช่ แต่ในเชิงโครงสร้างภายในพรรคยังเป็นเรื่องที่ต้องถกเถียงกัน คือถ้ารูปแบบองค์กรเป็นแบบรวมศูนย์ (centralized hierarchy) ก็จะทำให้ความเห็นต่างๆออกมาในแบบที่คล้อยตามกัน แต่ถ้ารูปแบบองค์กรเป็นแบบมีส่วนร่วม(participatory) ก็จะเอื้อให้เกิดการถกเถียง ถามว่าวินัยพรรคทำหน้าที่รักษาเอกภาพทางนโยบาย หรือทำหน้าที่ควบคุมความแตกต่างทางความคิด หากความแตกต่างทางความคิดถูกตีกรอบว่าเป็น“ความเสี่ยงต่อเอกภาพ” ก็จะไม่มีพื้นที่ให้เสียงส่วนน้อย และวินัยพรรคจะกลายเป็นกลไกในการจำกัดเสรีภาพของผู้เห็นต่าง
“ ถ้าถามว่าเหตุใดโครงสร้างภายในพรรคประชาชนยังไม่เป็นประชาธิปไตยเต็มรูปแบบ ก็ต้องเริ่มจากการวิเคราะห์รูปแบบการจัดสรรอำนาจภายในพรรค ไม่ใช่แค่การประกาศอุดมการณ์ ซึ่งซ้ายที่แท้จริงต้องยอมให้มี dissent หรือการแสดงความไม่เห็นด้วยภายในพรรค หากองค์กรลดพื้นที่ของ dissent ก็เท่ากับองค์กรกำลังลดทอนประชาธิปไตยในเชิงกระบวนการ ” ธิษะณา กล่าว
แก้วตา ยังได้วิเคราะห์จุดแข็งและจุดอ่อนของพรรคประชาชนในปัจจุบัน ว่า จุดแข็งของพรรคประชาชน คือ มีอุดมการณ์ก้าวหน้า มีฐานมวลชนคนรุ่นใหม่ และมีนโยบายสิทธิพลเมืองที่ชัดเจน ขณะที่จุดอ่อนคือ ลังเลในจังหวะที่วิกฤต ประนีประนอมเร็วเกินไป และโครงสร้างภายในที่รวมศูนย์บางส่วน ซึ่งประเด็นที่ควรพิจารณาคือ สมาชิกมีสิทธิโหวตประเด็นระดับชาติหรือไม่ สาขาพรรคมีอำนาจกำหนด agenda ท้องถิ่นหรือไม่ และมีระบบตรวจสอบภายในที่เป็นอิสระจากทีมบริหารหรือไม่ ซึ่งหากคำตอบส่วนใหญ่คือ “ไม่” พรรคก็อาจจะมีอุดมการณ์ประชาธิปไตย แต่มีโครงสร้างแบบรวมศูนย์อำนาจ
ซึ่งสิ่งที่พรรคประชาชนควรปรับปรุงก็คือ 1.ควรเปิดพื้นที่ให้ถกเถียงเชิงหลักการมากขึ้น 2.ควรลดวัฒนธรรม “image management” หรือการสร้างภาพลักษณ์ และเปิดพื้นที่ให้มีการถกเถียงกันได้มากขึ้น ไม่เช่นนั้นพรรคอาจกลายเป็นประชาธิปไตยที่ขาดการมีส่วนร่วม และ 3.พรรคต้องกล้ายืนเดี่ยวเมื่อจำเป็น
“ ซ้ายที่ไม่กล้าวิจารณ์ตัวเอง คือซ้ายที่กำลังกลายเป็นชนชั้นนำรูปแบบใหม่ ” แก้วตา ระบุ
อย่างไรก็ดี ประเด็นหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้“แก้วตา”ประกาศแตกหักกับพรรคประชาชนก็คือการที่พรรคเลือกส่ง “เสกสิทธิ์ แย้มสงวนศักดิ์” แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ลงสมัคร สส. เขต 2 กรุงเทพมหานคร แทนแก้วตาซึ่งเป็น สส.เก่า และลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนในเขตราชเทวี – ปทุมวัน – สาทร มาอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันที่ผ่านมาพรรคประชนชนก็ถูกวิจารณ์เรื่องปัญหาในการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(สส.) โดยเฉพาะประเด็นที่ว่าพรรคไม่ได้เลือกคนจากความสามารถ ซึ่งแก้วตา พูดถึงเรื่องนี้เพียงสั้นๆว่า พรรคอาจเน้นการบริหารภาพลักษณ์และยุทธศาสตร์การเลือกตั้งมากกว่าการเคลื่อนไหวทางอุดมการณ์
“ บางครั้งพรรคก็เลือกคนที่พรรคสามารถควบคุมได้ มากกว่าความสามารถ” ธิษะณา กล่าว
ส่วนเส้นทางทางการเมืองหลังจากนี้นั้น “แก้วตา”เปิดเผยว่า เธอไม่ได้ยึดติดกับตำแหน่ง แต่ยึดติดกับหลักการ ถ้าโครงสร้างการเมืองไม่ตรงกับอุดมการณ์เธอก็พร้อมจะยืนในฐานะประชาชน พร้อมจะโหวตโน พร้อมจะวิจารณ์ทุกฝ่ายที่ทรยศต่อสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
“ ซ้ายจะมีความหมายมันก็ต้องกล้ายืนข้างประชาชน แม้ในวันที่ไม่เป็นที่นิยมที่สุดค่ะ ” แก้วตา ยืนกรานในอุดมการณ์อันแรงกล้า


