Influencer สายส้มปลุกกระแส“แพ้ได้ แต่ถูกโกงไม่ได้” พรรคประชาชนขอนับใหม่ 18 เขต จนกระจายหลายจุด สุดท้าย กกต.ไม่นับใหม่ดำเนินคดีกับแกนนำ งานนี้ 3 นิ้วเก่าหนุนผ่านSocial แถมเครือข่ายที่เคยเคลื่อนไหวพร้อมหนุนทั้งทนายสิทธิฯ แนวร่วมธรรมศาสตร์ฯ ทะลุแก๊ซ นักกฎหมายเตือนรักพรรคที่ชอบได้แต่เอาตัวไปเป็นคดี-ไม่คุ้ม
หลังการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 พรรคภูมิใจไทยได้รับคะแนนมากเป็นอันดับ 1 ตามมาด้วยพรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทย ถือว่าพลิกโผหลังจากที่หลาย ๆ โพลฟันธงว่าพรรคประชาชนมีคะแนนนิยมมาอันดับ 1 แต่ผลที่ออกมาจริงคือหล่นไปอยู่อันดับ 2
จากนั้นมีควันหลงตามมาอีกหลายเรื่องราว โดยเฉพาะการพุ่งเป้าไปที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ถูกมองว่าหลายพื้นที่นับคะแนนมีความไม่โปร่งใส ไม่ยุติธรรม จนมีการรวมตัวกันเพื่อขอให้นับคะแนนใหม่ มีแกนนำเป็นภาคประชาชน แม้จะไม่ชัดเจนว่ามีผู้สมัคร สส.ที่พ่ายแพ้เป็นผู้เรียกร้องหรือเป็นผู้นำมวลชนในครั้งนี้ แต่เป็นที่น่าจับตาว่ามีคนของพรรคการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้อง
“แพ้ได้ แต่ถูกโกงไม่ได้” ของ Influencer ดัง กลายเป็นคำปลุกกระแสให้กับสายที่เลือกพรรคประชาชน และตามมาด้วยโพสต์ของพรรคประชาชนที่เขียนข้อความว่า เรายอมรับผลการเลือกตั้ง แพ้-ชนะ เป็นเรื่องที่ยอมรับได้ แต่การนับคะแนนเรารับไม่ได้... พร้อมด้วยขอให้นับคะแนนใหม่ 18 เขต(จากเดิม 10 เขต)
ที่จริงหลังผลเลือกตั้งดูเหมือนพรรคประชาชนทั้งหัวหน้าพรรคและธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ยอมรับสภาพและปลอบขวัญรอโอกาสครั้งต่อไป แต่เริ่มมีบางหน่วยเลือกตั้งที่ฝ่ายสนับสนุนอย่างที่ปทุมธานี รวมตัวกันเรียกร้องให้มีการนับคะแนนใหม่ เมื่อนับใหม่ ผลคะแนนไม่เปลี่ยนแปลงทุกอย่างก็เงียบ ไม่ถูกนำมาขยายต่อ
จากนั้นก็เริ่มจุดกระแสที่ชลบุรีเขต 1 ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าเป็นพื้นที่ของนายสุชาติ ชมกลิ่น พรรคภูมิใจไทย คู่กรณีของไอซ์ รัชนก ศรีนอก จากพรรคประชาชน และกระจายไปในอีกหลายพื้นที่พร้อมกับการปลุกกระแสนับคะแนนใหม่ทั้งประเทศ
สุดท้าย กกต.ได้ออกมาแถลงว่าชี้แจงข้อสงสัยต่าง ๆ และสรุปว่าพื้นที่ชลบุรี เขต 1 ไม่มีการนับคะแนนใหม่ พร้อม ๆ กับแจ้งความดำเนินคดีกับแกนนำที่เข้ามาเรียกร้องดังกล่าว
กกต.ฟ้อง-ฟ้องกกต.
11 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 1 จังหวัดชลบุรี ได้แจ้งความดำเนินคดีกับ นางสาวมนัสนนัทน์ กรเกษม (เจ๊ตอง) และนางสาวกนกวรรณ สร้อยสม (เฟิร์น) ในความผิดฐานบุกรุกขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ และเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น อันน่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน โดยกระบวนการทางกฎหมายจะเป็นไปตามขั้นตอนต่อไป
ต่อยังได้แจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษต่อ นางสาวเบญจพร สุขสว่าง ซึ่งได้มีพฤติการณ์กระทำการเปิดหีบเลือกตั้งของเขตเลือกตั้งที่ 1 จังหวัดชลบุรี หรือเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง ในความผิดฐาน เปิด ทำลาย ทำให้เสียหาย ทำให้เปลี่ยนสภาพ หรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งหีบบัตรเลือกตั้ง ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 และความผิดฐานบุกรุก เหตุเกิดที่สนามแบดมินตันเทศบาลเมืองชลบุรี
รุ่งขึ้น 12 กุมภาพันธ์ 2569 น.ส. มนัสนันท์ กรเกษม พร้อมด้วย น.ส.เบญจพร หรือพวยพวย สุขสว่าง อายุ 30 ปี สาวเสื้อแดงเปิดหีบบัตรเลือกตั้งชลบุรี เขต 1 จนกลายเป็นประเด็นร้อนในวงการเมือง และ น.ส.กนกวรรณ สร้อยสม หรือ “เฟิร์น” อายุ 27 ปี ซึ่งถูกแจ้งหากับพวกได้เดินทางเข้าแจ้งความกับทางพนักงานสอบสวน สภ. เมืองชลบุรี เพื่อให้เอาผิดกับผู้อำนวยการเลือกตั้งเขต 1และ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ที่ได้แจ้งความกับพวกตน ในข้อหาแจ้งความเท็จ
ชนะปี 66 ไม่เกิดปัญหา
ที่จริงการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 ที่คะแนนของพรรคประชาชนมาเป็นอันดับ 1 ไม่มีการเรียกร้องเหมือนในครั้งนี้ ภาพที่เราเห็นคือเป็นการออกมาเคลื่อนไหวของภาคประชาชน แต่เราก็เห็นคนของพรรคประชาชนเข้าไปในพื้นที่ดังกล่าว ทั้งผู้สมัครและระดับแกนนำของพรรค มีการออกมาให้สัมภาษณ์ว่าไม่ได้เป็นผู้จุดกระแสเรื่องเหล่านี้
แต่กลับมีทีมทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนเข้ามาเป็นที่ปรึกษาทางกฎหมายให้กับบุคคลที่ถูก กกต.ชลบุรีฟ้องและฟ้องกลับ กกต. เมื่อมีการตรวจสอบข้อมูลในอดีตก็พบว่าอาจมีความชื่นชอบในพรรคประชาชน แต่การออกมาเคลื่อนไหวกระทำในนามประชาชน
ทีมเก่าออกโรงเคลื่อนไหว
ทุกอย่างดูเหมือนเป็นขบวนการเดียวกัน Influencer ปั่นกระแสตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง หลังเลือกตั้งเสร็จ เหมือนยอมรับผลการเลือกตั้ง มีการประท้วงกรรการประจำหน่วยบางพื้นที่ ทำให้เกิดการปลุกกระแสนับคะแนนใหม่ทั่วประเทศ มีการนัดชุมนุมจากแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ทะลุแก๊ซก็ออกมาผสมโรง
เราได้เห็นเครือข่ายเก่า ๆ ที่เคยเคลื่อนไหวเรื่องมาตรา 112 กับพรรคประชาชน(ก้าวไกล อนาคตใหม่) ออกมาร่วมแรงร่วมใจปลุกกระแสให้กับพรรคประชาชนอีกครั้ง นักกฎหมายอย่างทนายสิทธิฯ ก็ว่าความให้น้อง ๆ ม็อบ 3 นิ้วในอดีต มีเงินกองทุนที่มาจากการบริจาคเข้ามาสนับสนุนด้วย
แกนนำหนีไปต่างประเทศ
การรักพรรคใด เชียร์พรรคใด ถือเป็นสิทธิของแต่ละบุคคล แต่การทุ่มเทยอมเอาตัวเองเข้าเป็นเป็นคดีความเพื่อพรรคที่ท่านชื่นชอบนั้นก็ต้องพิจารณาให้ดีว่าคุ้มค่ากันหรือไม่ ที่จริงลองดู Case ของน้อง ๆ 3 นิ้วเป็นตัวอย่างก็ดี กลุ่มนักเรียน-นักศึกษา ถูกฟ้องมีคดีติดตัว ถ้าเป็นข่าวดังก็จะมี สส.พรรคที่ท่านเชียร์เข้ามาช่วยในเรื่องการต่อสู้ทางคดี ใช้ตำแหน่ง สส.มาปะกันตัวให้บ้าง สุดท้ายจะช่วยได้ทุกคดีหรือไม่?
กลุ่มคนที่เคยเคลื่อนไหวในช่วงนั้น มีเครือข่ายช่วยเหลือให้สามารถเดินทางออกไปต่างประเทศได้ ทั้งการหลบหนีคดี ไปเรียนต่อ หรือย้ายถิ่นฐานไปใช้ชีวิตในต่างประเทศ เราก็ได้เห็นหลายคนเช่น ฟอร์ด ทัตเทพ เรืองประไพกิจเสรี เลขาธิการกลุ่มเยาวชนปลดแรก ถือเป็นคนแรก ๆ ที่มีข่าวหลบหนีออกนอกประเทศ
จากนั้นเพนกวิน พริษฐ์ ชีวารักษ์ ก็ได้เดินทางไปสหรัฐอเมริกา ส่วนไมค์ ระยองหรือภาณุพงศ์ มะณีวงศ์ คาดว่าย้ายไปอยู่แคนาดา ส่วนรุ้งปนัสยา สิทธิจิระวัฒนกุล ยังอยู่ในประเทศไทย แต่ละบทบาทลง แต่ก็ได้ออกมาเคลื่อนไหวในรอบนี้ผ่าน Social Media ด้วยเช่นกัน
ส่วนบุ้ง ทะลุวัง หรือ เนติพร เสน่ห์สังคม เสียชีวิตจากการอดอาหารในช่วงที่ประท้วงในเรือนจำเมื่อพฤษภาคม 2567
พรรคการเมืองไม่ออกตัวชัด
วันนี้เราได้เห็นภาคประชาชนที่ออกมาตรวจสอบการทำหน้าที่ของ กกต. แต่มันก็แยกยากว่าไม่เกี่ยวข้องกับพรรคใดพรรคหนึ่งหรือไม่ ผู้สมัคร สส.และคนในพรรคนั้นก็ออกมาคล้าย ๆ กับการให้ความช่วยเหลือ แถมแกนนำ 3 นิ้วรุ่นเก่าก็ออกมาขยับ กลุ่มเก่า ๆ ที่เคยออกมาเคลื่อนไหวในอดีต เริ่มขยับทนายความชุดเดิมเริ่มออกมาทำหน้าที่ให้คำแนะนำนทางกฎหมาย
แน่นอนว่าไม่มีหลักฐานชัด ๆ ว่าใครอยู่เบื้องหลัง แต่องคาพยพทุกอย่างมันไม่ต่างไปจากเหตุการณ์ในอดีต
แต่การเลือกตั้งครั้งนี้ถือว่าจุดขายเมื่อปี 2566 ที่คะแนน 14 ล้านเสียงหายไป ครั้งนี้เหลือเพียง 8 ล้านเสียง นั่นคือความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ทั้งเรื่อง “มีส้มไม่มีเทา” ก็มีผู้สมัครที่มีคดีความติดมา 2 เขต จนต้องเปลี่ยนตัวผู้สมัคร รวมไปถึงคำหลอนในอดีตของพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ว่า ทหารมีไว้ทำไมที่ต้องออกมารีบแก้ตัวก่อนการเลือกตั้ง เพราะผลงานของทหารพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด รวมไปถึงเรื่อง 3 ป.หรือเรื่องสว.ก็ไม่มีให้มาเป็นจุดขายเหมือนอดีต
ขณะที่การรุกเรื่องประกันสังคมก็ซื้อใจผู้ใช้แรงงานได้ระดับหนึ่ง แต่ยังไม่แรงพอที่จะพลิกเสียงส่วนใหญ่ได้
รักพรรคนี้ต้องพร้อม
สิ่งที่เกิดขึ้นในเวลานี้คือการเปลี่ยนจากน้อง ๆ นักศึกษามาเป็นบุคคลที่อยู่ในวัยทำงาน ที่ชื่นชอบพรรคการเมืองนี้ สิ่งที่ต้องแลกมานั่นคือคดีความที่ติดตัว ท่านมีเวลาพอหรือไม่ที่ต้องเดินทางขึ้นศาลบ่อย ๆ มีทุนทรัพย์พอหรือไม่ พรรคการเมืองที่ท่านชื่นชอบจะสนับสนุนอะไรให้กับท่านได้บ้าง และนานแค่ไหน ทนายความจะให้ความช่วยเหลือได้ตลอดจนสิ้นสุดคดีหรือไม่
อย่าลืมว่าผลของคดีอยู่ที่การพิจารณาของศาล พรรคการเมืองที่ท่านชอบ ทนายความที่ช่วยเหลือไม่ต้องรับโทษเหมือนกับผู้ที่ถูกดำเนินคดี เลยอยากให้ทบทวนดี ๆ เว้นแต่ยอมรับได้
ข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่
Facebook :https://www.facebook.com/SpecialScoopManagerOnline/
Instragram :https://instagram.com/special.scoop.mgronline
Tiktok :https://vt.tiktok.com/ZSe4j


