รศ.สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้่ง(กกต.) เผยอยากให้สังคมย้อนไปดูสถานการณ์เลือกตั้งปี 2500และปี 2537-2538 จะพบกลวิธีทุจริตในการเลือกตั้งแบบแยบยล รวมทั้งเทคนิคการโกงแบบ‘ไพ่ไฟ’ แจง กกต.ต้องเร่งจัดการแก้วิกฤตครั้งนี้ เพราะสังคมเริ่มเชื่อว่า‘เลือกตั้งปี 2569 สกปรก’ เหมือนที่เกิดขึ้นในสมัยจอมพล
ป.เพื่อมุ่งมั่นให้พรรคเสรีมนังคศิลาได้รับชัยชนะ จนนำไปสู่การประท้วงของนักศึกษาและจบด้วยการปฏิวัติของจอมพลสฤษดิ์ธนะรัชต์ อีกทั้งการใช้กรรมการเลือกตั้งประจำหน่วยช่วยผู้สมัครไม่เคยมีข่าวมานานมาก ระบุทุกข้อกังขา‘กกต.’ ต้องทำความจริงให้ปรากฏ ด้าน นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ชี้จากเขต 1 ชลบุรีกกต.ต้องเคลียร์ให้จบ อย่าให้เป็นน้ำผึ้งหยดเดียวลามไปทั้งประเทศหวั่นจะกลายเป็นเครื่องมือให้พวกขี้แพ้ใช้เป็นเกมปั่นว่ามีการโกงเลือกตั้งทั้งประเทศ!
ก่อนการเลือกตั้ง 8 กพ.2569 มีเสียงร่ำลือมาตลอดว่ามีการซื้อเสียงหนักบางพื้นที่สูงถึง 5 พันบาทต่อคน โดยหลังปิดหีบเลือกตั้ง และทยอยประกาศคะแนนของ กกต.ความวุ่นวายก็เริ่มปรากฏ สะท้อนให้เห็นว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่โปร่งใส จากเขตเลือกตั้งที่ 7 ปทุมธานี ที่นักศึกษาออกมาประท้วงว่าตัวเลขไม่ตรงกันและขอให้มีการนับคะแนนใหม่ ตามด้วยเขต 1 ชลบุรี ที่มีการชุมนุมของมวลชนซึ่งมองว่าการเลือกตั้งเขตนี้มีการทุจริตเกิดขึ้น ขอให้มีการนับคะแนนใหม่ ลามไปถึงหน่วยและเขตเลือกตั้งอื่นๆ ตามมา
โดยมีข้อกังขาและส่อไปในแนวทางว่ามีการโกงคะแนนเลือกตั้งเกิดขึ้น อาทิ มีบัตรเขย่งในเขตเลือกตั้ง 6,000-7,000 คะแนน , มีตัวเลขผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง สส.เขตกับ บัญชีรายชื่อ ไม่ตรงกัน ทั้งที่รับบัตรเลือกตั้งพร้อมกัน 2 ใบและกาในคูหาเดียวกัน, มีการแก้ไขคะแนนหลังนับเสร็จ ที่ได้สูงกว่าบัตรดี เพื่อให้ผลรวมได้เท่ากับบัตรดี, หีบบัตรเลือกตั้งไม่มีการรัดเคเบิลไทน์ จึงสามารถเปิดออกมาได้ง่ายหากจะใส่บัตรเลือกตั้งใหม่เพื่อผู้สมัครของตัวเองเพิ่มเข้าไปได้ แต่ที่ชวนสงสัย จากกรณีที่มีกล่องเลือกตั้งตราสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง และอุปกรณ์ที่ใช้ในการเลือกตั้งวางขายในลาซาด้า ซึ่งหีบเหล่านี้จะถูกนำไปใช้ในการทุจริตเลือกตั้งได้หรือไม่
ขณะที่ภาพลักษณ์การเลือกตั้งครั้งนี้ทำให้สังคมเริ่มหวนคิดถึงเหตุการณ์เลือกตั้งเมื่อ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2500 ที่ถูกประณามว่าเป็นการเลือกตั้งที่สกปรก ซึ่งทั้งหมดนี้ก็อยู่ที่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทั้ง 7 คน จะจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไรและจะสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนได้อย่างไรว่า การเลือกตั้งครั้งนี้โปร่งใสและยุติธรรม!
รศ.สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้่ง (กกต.) ระบุว่าเหตุการณ์การชุมนุมของมวลชนตามเขตเลือกตั้งต่าง ๆ และข้อมูลที่ปรากฏออกมาหลังมีการปิดหีบเลือกตั้งและมีการนับคะแนนตามหน่วยเลือกตั้ง รวมทั้งมีรายงานผลจาก กกต.อย่างไม่เป็นทางการนั้น สะท้อนภาพได้ชัดเจนดังนี้
1.มีการซื้อเสียงเกิดขึ้นแน่นอน จากรายงานที่ประชาชนแจ้งมาชี้ชัดว่ามีการซื้อเสียงกระจายไปทุกพื้นที่ทั่วทั้งประเทศ
2.การจัดการเลือกตั้งของ กกต.เป็นไปด้วยความไม่เรียบร้อย กรรมการประจำหน่วยทำหน้าที่บกพร่องก็มี และมีพฤติกรรมน่าสงสัยว่าอาจมีการร่วมกันทุจริตในการเลือกตั้ง ซึ่งเรื่องนี้จำเป็นต้องมีการพิสูจน์ สืบสวนสอบสวน ว่าเป็นจริงตามที่มีกระแสปรากฏเป็นข่าวจริงหรือไม่
“เรายังพูดไม่ได้ว่าสิ่งที่ปรากฏเป็นข่าวต่าง ๆ ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้สกปรก เพราะยังไม่มีหลักฐานที่จะไปกล่าวหาขนาดนั้น แต่ซื้อเสียงมีกันเยอะมากแน่นอน”
ดังนั้นจึงอยากชวนให้สังคมย้อนกลับไปดูการเลือกตั้งในช่วงปี 2537-2538 เมื่อ 30 ปีที่ผ่านมา เป็นการเลือกตั้งที่จัดโดยกระทรวงมหาดไทย จะพบว่าการเมืองไทย ยังเป็นของกลุ่มผู้มีอิทธิพลในแต่ละจังหวัด ซึ่งในแต่ละจังหวัดก็จะมีเจ้าพ่อ ผู้มากบารมี มีอิทธิพล มีเงิน มีอำนาจ สร้างความเกรงกลัวให้กับประชาชนในแต่ละพื้นที่ จึงถูกเรียกว่า ‘เจ้าพ่อ’ เช่นเจ้าพ่อสมุทรปราการหรือเจ้าพ่อปากน้ำ เราจะนึกถึง ‘อัศวเหม’ , เจ้าพ่อเพชรบุรี หรือเจ้าพ่อเมืองเพชร เราจะนึกถึง ‘อังกินันทน์’ , เจ้าพ่อชลบุรี เราจะนึกถึง ‘คุณปลื้ม’ เป็นต้น ซึ่งแต่ละจังหวัดจะมีเจ้าพ่อของตัวเอง
“เมื่อ 30 ปีที่แล้วการจัดการเลือกตั้ง กรรมการประจำหน่วย ก็จะเป็นคนท้องถิ่น จะเป็นคนของฝ่ายการเมือง ซึ่งกรรมการประจำหน่วย ก็จะทำหน้าที่เพื่อช่วยนักการเมืองที่ดูแลตัวเขา นำไปสู่ภาพการโกงของกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง”
ส่วนรูปแบบในการโกงการเลือกตั้ง อาทิ
1.มีการเวียนเทียนมาใช้สิทธิ์ ด้วยการขีดฆ่าชื่อชาวบ้านทิ้ง และชาวบ้านก็ไม่กล้าโวยวาย เพราะเป็นเรื่องของอิทธิพล ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อตัวชาวบ้านด้วย
2.เอาผีเข้ามาอยู่ในบ้าน โดยการสร้างทะเบียนบ้านขึ้น ทั้งบ้านจริงและปลอม แล้วย้ายคนเข้ามาอยู่ในทะเบียนบ้านดังกล่าว การย้ายจะใช้วิธีการดังนี้ ถ้าเป็นการเลือกตั้งท้องถิ่นสมัยก่อน เช่น เทศบาล ก เลือกตั้ง เทศบาล ข, ค, ง ก็ย้ายคนมาให้ ก็จะทำให้ ‘ก.’ ได้คนเพิ่มหลายพันคะแนน แต่ถ้ามีการเลือกตั้งที่เทศบาล ข เทศบาล ก , ค , ง ก็ย้ายคนมาช่วย ทำให้มีรายชื่อเพิ่มขึ้นมาเช่นกัน
3.การเลือกตั้งในเวลากลางวัน กรณีประชาชนไม่มาใช้สิทธิ์ กรรมการหน่วยเลือกตั้ง ก็อาจจะกาบัตรเลยทันทีก็ได้ เรียกว่าไม่ต้องเกรงใจใคร แต่ก็ต้องทำยอดให้ตรงกัน ก็ขีดชื่อประชาชนทิ้ง ให้มีจำนวนเท่ากับที่รับบัตรไป นี่เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างในอดีต เมื่อ 30-40 ปีก่อน
“ไม่แน่ใจว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ จะมีวิธีการโกงการเลือกตั้งแบบนี้หรือไม่” อดีตกรรมการ กกต. บอก และระบุว่า ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ประชาชนรู้สึกว่ามีภาพการทุจริตในทำนองที่เคยเกิดขึ้นเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ดังนั้น กกต.จะต้องดำเนินการให้เกิดความชัดเจนว่ามันเกิดอะไรขึ้นจึงทำให้ประชาชนรู้สึกเช่นนั้น ส่วนเรื่องคะแนนเขย่งนั้น ข้อมูลยังไม่ไฟนอล คือยังไม่ใช่ข้อมูลสุดท้าย จึงไม่อาจสรุปได้ว่ามีตัวเลขเขย่งเกิดขึ้นจริง
“กรณีประชาชนไปพบใบนับคะแนนถูกทิ้งในถังขยะ มีการเซ็นชื่อ กกต. ประจำหน่วยไว้แล้วที่เขต 1 ชลบุรี ก็อาจเป็นการสร้างหลักฐานใหม่ และทำลายหลักฐานเก่าหรือไม่ รวมไปถึงการเอาหัวมุดไปขีดคะแนน ล้วนแต่เป็นเรื่องไม่โปร่งใส กกต.ต้องไปสืบสวนหาข้อเท็จจริง ว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง และเขตเลือกตั้งที่มีปัญหานั้นจะต้องนับคะแนนใหม่ หรือเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่ เป็นเรื่องที่พูดยาก อยู่ที่ กกต.วินิจฉัย”
สำหรับปัญหาที่ประชาชนเคลือบแคลงและมีการชุมนุมเรียกร้องให้มีการนับคะแนนใหม่นั้นอยู่ที่การวินิจฉัยของ กกต.ที่จะต้องดูข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในแต่ละพื้นที่ และขนาดของการกระทำความผิดเกิดเฉพาะพื้นที่เล็ก ๆ หรือกว้างขวางเต็มไปหมด ซึ่งหากมีการขยายวงกว้างขวาง กกต.ต้องคิดหาทางทำให้เกิดความรู้สึกที่ดีกับประชาชน และจะต้องทำอย่างไรเพื่อไม่ให้การเลือกตั้งครั้งนี้ถูกเรียกว่า ‘การเลือกตั้งสกปรก’ เพราะประชาชนเริ่มคิดถึงเหตุการณ์ในอดีตคือการเลือกตั้งเมื่อ 26 กุมภาพันธ์ ปี 2500
โดยผลการเลือกตั้งปี พ.ศ. 2500 ขณะนั้นประชาชนไม่ยอมรับ เพราะเห็นว่ารัฐบาลโกงการเลือกตั้ง ซึ่งมีนักศึกษาเข้าร่วมสังเกตการณ์การเลือกตั้ง และพบการโกงหลายรูปแบบ จึงมีการเดินขบวนประท้วงและนำไปสู่การรัฐประหารเกิดขึ้น
“เวลานั้น รัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม ต้องการสืบอำนาจต่อ ด้วยการจัดให้มีการเลือกตั้งและมีการจัดตั้งพรรคเสรีมนังคศิลา ขั้นมา แต่การเลือกตั้งมันสกปรก มีการโกงเลือกตั้ง เพื่อให้พรรคเสรีมนังคศิลาได้รับชัยชนะ จึงมีการใช้วิธีการที่เรียกว่าไพ่ไฟ คือเมื่อปิดหีบแล้วมีการยัดบัตรลงคะแนนที่กาหมายเลขผู้สมัครของพรรคเสรีมนังคศิลาใส่เข้าไป ทำให้นักศึกษาที่สังเกตการเลือกตั้งเดินขบวนประท้วง ขยายวงกว้างมาถูกสกัดอยู่ที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ แต่ท้ายที่สุด จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก็ทำการรัฐประหารเพื่อให้เหตุการณ์กลับสู่ความสงบเรียบร้อย
รศ.สมชัย บอกว่าเมื่อสังคมเริ่มพูดและขยายวงกันแล้วว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นการเลือกตั้งสกปรก ทำให้เกิดความไม่พอใจเกิดขึ้น ดังนั้นอะไรที่ลดความเคลือบแคลงสงสัยถึงความไม่โปร่งใส และนำไปสู่ความเชื่อและข้อสรุปว่า ‘เลือกตั้งสกปรก’ กกต.ต้องทำให้เกิดความชัดเจน และรีบแก้ไขโดยด่วน เพราะทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง มีการต่อสู้แบ่งขั้วชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นขั้วสีแดง -สีเหลือง หรือปัจจุบันเรียกว่าขั้วอนุรักษนิยม กับขั้วเสรีประชาธิปไตย/ก้าวหน้า ทุกฝ่ายต่างก็ต้องการชัยชนะในการเลือกตั้ง จึงต้องหาทุกวิธีการ เพียงแต่ว่าวิธีการที่ใช้กันได้ผลคือ การซื้อเสียงนั่นเอง
“แต่ข่าวการใช้กรรมการประจำหน่วย ที่รู้เห็นเต็มใจช่วยเหลือ ผู้สมัครฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง มันไม่เคยเกิดขึ้นมานานแล้ว และไม่เคยปรากฏเป็นข่าวนานแล้ว แต่มาปรากฏเป็นข่าวในการเลือกตั้งครั้งนี้ แต่ยังไม่รู้ว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงหรือไม่รอฟัง กกต.พิจารณา”
ขณะเดียวกันความวุ่นวายที่เกิดขึ้นครั้งนี้ มีพรรคการเมืองอยู่เบื้องหลังหรือไม่ อดีตกรรมการ กกต.บอกว่า ส่วนตัวเชื่อว่าน่าจะเป็นพวกที่สนับสนุนพรรค หรือพวก FCมากกว่า เพราะพวกนี้จะมีความนิยมในพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง และพรรคการเมืองนั้นก็อาจแพ้ในการเลือกตั้ง และเชื่อว่าการแพ้ที่เกิดขึ้น เกิดจากการโกงในการเลือกตั้ง พวกเขาจึงต้องออกมาเรียกร้อง จึงเชื่อว่าพรรคไม่น่าเป็นตัวการในการสนับสนุนมวลชนให้ออกมาเคลื่อนไหว
“ถ้าจะถามว่าการเลือกตั้งครั้งนี้มีโอกาสเป็นโมฆะหรือไม่ ยังเป็นเรื่องไกลไป ยกเว้นมีเหตุการณ์เกิดขึ้นเต็มไปหมด และมีมือดีที่รวบรวมปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่มองว่าไม่โปร่งใส ไม่สุจริต ไปยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ไปยื่นผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ แต่ยังเชื่อว่าไม่มีใครทำ เพราะบรรดานักร้องที่ชอบร้องก็เงียบไปหมดแล้ว ส่วนพรรคส้มจะไปแจ้งความเอาผิดเจ้าหน้าที่ กกต. ก็เป็นสิทธิ์ที่เขาทำได้”
อดีต กกต.ย้ำว่า ให้จับตาดูการแก้ปัญหาของ กกต.ควรดำเนินการให้เสร็จสิ้น ภายในศุกร์นี้ (13 กพ.) เพื่อลดความไม่พอใจของประชาชน เพราะถ้าไม่จบ สัปดาห์หน้าปัญหาการทุจริตเลือกตั้งและการชุมนุมจะขยายตัวมากกว่านี้
ด้าน นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี ระบุว่า การชุมนุมเพื่อให้มีการนับคะแนนใหม่ที่ เขต 1 ชลบุรีนั้น กกต.ต้องทำหน้าที่ให้ตรงไปตรงมา และต้องเคลียร์ให้โปร่งใส ขณะเดียวกันเราก็ต้องยอมรับด้วยว่า อาจมีกลุ่มการเมืองเข้ามาแทรก โดยดูจากหน้าแกนนำประท้วง เป็นหน้าซ้ำ ๆ ที่มาปั่นกระแส และให้ระวังกำลังจะลามไปสู่แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ซึ่งถ้าพิจารณาให้ดีจะเห็นว่ามีการปั่นกระแส และมีการพยายามเข้าแทรก เพื่อให้เห็นว่า ‘นี่เป็นการโกงเลือกตั้ง’
ทั้งนี้ กกต.จะต้องเคลียร์ให้จบ เพราะถ้าไม่จบจะบานปลาย และเป็นการฉวยโอกาสของกลุ่มที่จะปั่นการเลือกตั้งให้หมดความชอบธรรม ซึ่งส่วนตัวไม่รู้รายละเอียดของแต่ละเขต แต่มองก็พอรู้ว่ามีคนมาปั่นกระแส เหมือนปั่นที่ปทุมธานีก่อน แต่ที่ปทุม กกต.เก่งสามารถเคลียร์จบได้ ก็ไปปั่นที่ชลบุรี เขต 1 ซึ่งหน้าตาคนที่ไปปั่น ก็ดูคุ้น ๆ และหาก กกต. เคลียร์ไม่ได้ ก็จะกลายเป็นกระแสขึ้นมา เพราะคนปั่นต้องการตอกย้ำว่าเป็นการโกงทั้งประเทศ ตรงนี้จึงเป็นเรื่องที่ กกต. ต้องบริหารจัดการให้ดี
อย่างไรก็ดี หากนำคะแนนเลือกตั้งทั้ง 2 ระบบมาวิเคราะห์ จะเห็นว่าพรรคภูมิใจไทยชนะก็จริง แต่ต้องยอมรับว่ามีกระบวนการไม่เอาระบอบส้ม เช่นกัน เมื่อนำคะแนนมาเปรียบเทียบจะเห็นว่าคะแนนปาร์ตี้ลิสต์พรรคส้มจาก 14 ล้านเสียงเหลือเพียง 9 ล้านเศษ แสดงให้เห็นว่า มีคนต้านพรรคส้มจริง ๆ และพรรคส้มความนิยมลดลงจริง ซึ่งการประท้วงที่เกิดขึ้น ส่วนตัวยังเชื่อว่า เป็นเครือข่ายพรรคส้ม เพราะพรรคส้มเวลาทำงาน จะแบ่งกันทำ ฝ่ายการเมืองก็ทำไป แนวร่วมก็ทำไป ปั่นกระแสกันไปเหมือนเรื่องประกันสังคม ที่แบ่งกันทำหน้าที่
“การที่กลุ่ม นศ.ธรรมศาสตร์ มาร่วม มันจะบานปลายและเข้าทางพรรคส้ม เพราะการที่กลุ่มธรรมศาสตร์เข้ามาก็เพื่อต้องการสร้างให้คนรู้สึกว่า รัฐบาลชุดนี้ไม่มีความชอบธรรมแล้ว และสามารถโยงไปถึงการจัดตั้งรัฐบาลด้วยว่า คุณโกงการเลือกตั้งมา กกต.จึงต้องรีบไปเคลียร์ ชลบุรีเขต 1 ให้จบเร็วๆ”
หัวหน้าพรรคไทยภักดี ย้ำว่า จากการที่ตัวเขาผ่านการเลือกตั้งมามาก ในเรื่องการนับคะแนน คนจะเห็น เมื่อนับเสร็จ มีข้อสงสัย ก็ขอ กกต.ตรงนั้นเปิดหีบ นับใหม่ เหมือนที่ปทุมธานีดำเนินการ แต่ถ้าไม่โวย ปล่อยให้เกินเวลาไปแล้ว ก็เป็นหน้าที่ กกต. ดำเนินการ ซึ่ง กกต.จะต้องไม่ปล่อยให้เรื่องของ เขต 1 ชลบุรีกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียว เพราะฝ่ายที่เพลี่ยงพล้ำจะฉวยโอกาส ดึงมวลชน มาสร้างกระแสเพื่อลามไปทั้งประเทศ
“กกต.ต้องรับผิดชอบ ต้องเคลียร์แบบตรงไปตรงมา ส่วนคุณสุชาติ ชมกลิ่น จากภูมิใจไทยที่ชนะในเขตนี้ ควรนิ่ง เพราะไม่ใช่หน้าที่ แม้อีกฝ่ายโวยวายก็ตามสิทธิ์ที่สามารถโวยได้ ก็ให้ดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายว่าจะเดินอย่างไร หรือ ท้ายสุด ถ้าเคลียร์ไม่ได้ กกต.จะจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ในเขตนี้ ก็ว่ากันไป แต่จะมาล้มเลือกตั้งทั้งประเทศและจัดเลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศไม่ได้ ไม่อย่างนั้น จะเป็นการแพ้แล้วพาล”
แต่ถ้า กกต.จัดการปัญหาไม่ได้ ก็ต้องเป็นเรื่องที่ กกต.คงต้องติดคุก เพราะปล่อยให้มีการโกงเกิดขึ้นจริง ก็ต้องไปฟ้องร้อง กกต.นั่นเอง ส่วนตัวจึงเรียกร้อง กกต.ให้รับผิดชอบกับสิ่งนี้ เพราะมีขั้นตอน เวลา ของกฎหมายอยู่ ว่าต้องทำอย่างไร ถ้าเคลียร์ได้ก็เคลียร์ เรื่องนับคะแนนใหม่ถ้ากฎหมายเปิดให้นับและพิสูจน์ได้ว่า ไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม กกต.ก็จัดเลือกตั้งใหม่เฉพาะเขตนั้น อย่าเหมารวมทั้งประเทศและต้องเร่งจัดการให้แล้วเสร็จ อย่าปล่อยให้เป็นน้ำผึ้งหยดเดียวและลามไปทั่วประเทศ ซึ่งมวลชนก็ต้องเคารพกฎหมายและสามารถใช้สิทธิ์ฟ้องศาลได้เช่นกันหากเห็นว่าไม่โปร่งใสและไม่เป็นธรรม!
ข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่
Facebook :https://www.facebook.com/SpecialScoopManagerOnline/
Instragram :https://instagram.com/special.scoop.mgronline
Tiktok :https://vt.tiktok.com/ZSe4j


