“รศ.ดร.สุริยะใส” ชี้ ความผิดพลาดในการทำหน้าที่ของ กกต.อาจส่งผลให้การเลือกตั้ง 69 “เป็นโมฆะ” หากมีผู้ร้องว่าเลือกตั้งไม่สุจริต เจ้าหน้าที่ไม่เป็นกลาง สอดคล้องกับ “รศ.สมชัย ศรีสุทธิยากร” ซึ่งเตือนว่ามี 2 ประเด็นที่ทำให้ผลเลือกตั้งมีปัญหา คือ การลงคะแนนของประชาชนไม่เป็นความลับ เหตุ จุดออกเสียงประชามติอยู่ในหน่วยเลือกตั้ง – เอื้อให้เกิดการทุจริต เพราะวางหีบเลือกตั้งในที่ลับตา ขณะที่ “กูรูการเมือง” ตั้งข้อสังเกต “พรรคส้ม”ใช้ประโยชน์จากความผิดพลาดของ กกต.มาตีฟู เรียกคะแนนสงสาร สร้างคู่ขัดแย้งใหม่ หลังประเด็นประกันคมสังเริ่มฝ่อ
เป็นที่น่าผิดหวังอย่างยิ่งสำหรับการทำหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ไม่ว่าจะเป็นการจัดการเลือกตั้งล่วงหน้า เมื่อวันที่ 1 ก.พ.2569 ที่ผ่านมา ซึ่งมีความผิดพลาดเกิดขึ้นมากมาย , ความล่าช้าในการเพิกถอนสิทธิผู้สมัคร 28 ราย จาก 4 พรรคการเมือง หรือการจับกุมคนที่ซื้อเสียงเลือกตั้ง ทั้งที่มีผู้ชี้เบาะแสอยู่ไม่น้อย จนหลายคนออกมาเรียกร้องให้ นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) แสดงความรับผิดชอบต่อปัญหาเหล่านี้ด้วยการลาออก
ขณะที่เหลือเวลาอีกไม่กี่วันก็จะถึงวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(สส.) ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 8 ก.พ.2569 หลายฝ่ายจึงอยากรู้ว่า กกต.จะเรียกศรัทธาคืนมาได้อย่างไร ? และหากไม่สามารถปรับปรุงการทำหน้าที่ให้มีประสิทธิภาพได้ จะมีผลอะไรตามมา ?
รศ.ดร.สุริยะใส กตะศิลา คณบดีวิทยาลัยผู้นำและนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต มองว่า การบริหารจัดการเลือกตั้งของ กกต.ในครั้งนี้ ทั้งเรื่องของการเลือกตั้งล่วงหน้าและการเตรียมทำประชามติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นถูกสังคมตำหนิค่อนข้างรุนแรง ซึ่งการเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวันที่ 1 ก.พ.2569 ที่ผ่านมาถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก ทั้งเรื่องของการอำนวยความสะดวก รวมถึงข้อพิรุธที่อาจทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบของผู้สมัครในหลายๆเขต เช่น ไม่มีเบอร์ผู้สมัคร ไม่มีรายชื่อผู้ไปใช้สิทธิ์ ไม่รู้รหัส คิวอาร์โคทที่สแกนแล้วกลายเป็นรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งเมื่อปี 2566 ซึ่งต้องยอมรับว่าปัญหาเหล่านี้แก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว เพราะเหลือเวลาอีกไม่กี่วันก็จะมีการเลือกตั้งแล้ว คงแก้อะไรไม่ทัน
ที่จริง กกต.ควรรีบเรียกศรัทธากลับคืนมาด้วยการตั้งกรรมการสอบเจ้าหน้าที่ที่บกพร่องในแต่ละจุด โดยเลือกคณะกรรมการที่มีความน่าเชื่อถือให้เข้ามาดำเนินการโดยทันที แต่นอกจากไม่มีการสอบสวนแล้ว กกต.กลับออกมาแถลงปกป้องเจ้าหน้าที่ของตัวเองอีก จึงยิ่งทำให้ความบกพร่องของ กกต.ถูกนำไปขยายผลและถูกโจมตีมากขึ้น ซึ่งเรื่องนี้อาจลุกลามเป็นไฟลามทุ่งได้
รศ.ดร.สุริยะใส ตั้งข้อสังเกตว่า ความผิดพลาดหลายๆอย่างในการจัดการเลือกตั้งล่วงหน้าของ กกต. ชนิดที่เรียกว่ากู่ไม่กลับทำให้พรรคการเมืองบางพรรค โดยเฉพาะพรรคประชาชนนำความผิดพลาดดังกล่าวไปใช้โจมตีขยายผลเพื่อเรียกคะแนนนิยม ปั่นความรู้สึกและอารมณ์ร่วมของสังคมว่า กกต.ต้องถูกประชาทัณฑ์ ต้องถูกจัดการ ต้องดำเนินคดี กกต.ต้องติดคุก และกลายเป็นประเด็นในวงกว้าง ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าห่วง เพราะบางเรื่องก็จริงแต่บางเรื่องก็เกินเลย
ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าที่ผ่านมาพรรคประชาชนพยายามหยิบประเด็นต่างๆขึ้นมาเพื่อเรียกคะแนนเสียง ตั้งแต่มีส้มไม่มีเทา แต่จุดไม่ติดเพราะปรากฎว่ามีผู้สมัครในพรรคพัวพันธุรกิจสีเทา จึงหันมาเล่นเรื่องประกันสังคม ซึ่งฮือฮาอยู่พักหนึ่ง แต่ต่อมาก็แป็กอีก ไม่สามารถขยายผลได้เพราะมีหลักฐานจากดิจิทัลฟุตพรินท์ว่า“ทีมประกันสังคมก้าวหน้า”มีนโยบายให้แรงงานต่างด้าวสามารถเป็นบอร์ดประกันสังคมได้ อีกทั้งมีการเสนอชื่อ “นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ให้เข้าเป็นคณะอนุกรรมการการลงทุนนอกตลาด ขณะที่ก่อนหน้านี้ทีมประกันสังคมก้าวหน้าได้เข้าไปเป็นตัวแทนฝ่ายผู้ประกันตนในบอร์ดประกันสังคมถึง 6 คน จากทั้งหมด 7 คน ซึ่งทำให้สังคมเคลือบแคลงใจว่าอาจมีความพยายาม“กินรวบประกันสังคม” ที่มีงบประมาณมหาศาล ส่งผลให้คนที่มองว่าจะเลือกพรรคประชาชนเพื่อให้ช่วยปกป้องผลประโยชน์ของผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมต้องถอยกลับมา พรรคประชาชนก็เลยหาประเด็นใหม่ ประจวบกับ กกต.มีความบกพร่องในการจัดการการเลือกตั้ง พรรคประชาชนเลยได้คู่ขัดแย้งใหม่คือ กกต. โดยชี้เป้าไปว่าปัญหาในการจัดการเลือกตั้งล่วงหน้าของ กกต.นั้นไม่ใช่เรื่องบกพร่องโดยสุจริตแต่คือเจตนา ซึ่งมีเป้าหมายที่จะเล่นงานพรรคประชาชน
“ งานนี้ถือว่าเข้าทางพรรคการเมืองบางพรรค โดยเฉพาะพรรคประชาชน คือมีหลายพรรคที่ได้รับผลกระทบจากความผิดพลาดในการทำงานของ กกต.นะแต่ก็ไม่ได้เคลื่อนไหวเป็นประเด็นใหญ่เหมือนพรรคประชาชน ซึ่งมีการปราศรัยในลักษณะที่เผชิญหน้ากับ กกต.และหวังจิตวิทยาทางการเมือง เรียกร้องความเห็นใจ ความสงสารจากชาวบ้าน ซึ่งก็อาจจะทำให้มีคะแนน จนพลิกชนะการเลือกตั้งในนาทีสุดท้ายก็เป็นไปได้ นอกจากนั้นหากผลการเลือกตั้งออกมาแล้วไม่เป็นไปอย่างที่พรรคประชาชนประกาศไว้เขาก็อาจจะบอกว่าเพราะเขาถูก กกต.เตะตัดขา ” รศ.ดร.สุริยะใส ระบุ
รศ.ดร.สุริยะใส ชี้ว่า สิ่งที่ กกต.ควรทำคือต้องตั้งรับในช่วง 3-4 วันสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งให้ดีกว่านี้ และอย่าให้เกิดเหตุผิดพลาดในหน่วยเลือกตั้งใดๆอีก ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า กกต.จัดการเลือกตั้งโดยสุจริตและเที่ยงธรรมจริงๆ อย่าทำให้ กกต.ตกเป็นเป้าจนทำให้ผลการเลือกตั้งที่ออกมาถูกโจมตีหรือไม่ได้รับการยอมรับ ซึ่งตรงนี้เป็นประเด็นที่น่าเป็นห่วง ที่สำคัญหากมีประเด็นที่นำไปสู่การฟ้องร้องในภายหลังว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่สุจริตก็อาจจะทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะได้เหมือนกัน
ทั้งนี้ คงต้องดูสถานการณ์การเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ.ว่าจะมีเรื่องร้องเรียนมากน้อยเพียงใด และร้องเรียนในประเด็นไหนบ้าง แล้วก็อยู่ที่พรรคการเมืองต่างๆด้วยว่าจะดำเนินการฟ้องร้อง กกต.หรือเปล่า เช่น ในการเลือกตั้งล่วงหน้าที่เมื่อวันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา บางพรรคไม่มีรายชื่อผู้สมัครอยู่บนบอร์ดแนะนำตัวผู้สมัคร หรือเจ้าหน้าที่ในหน่วยเลือกตั้งแจ้งว่าผู้สมัครถูกตัดสิทธิทั้งที่ไม่เป็นความจริง
“ ปัญหาในการเลือกตั้งล่วงหน้าที่ผ่านมานั้นอยู่ที่ว่าพรรคการเมืองจะเอาเรื่องไหม จะดำเนินคดีกับ กกต.หรือเปล่า แต่ที่ทำอยู่ก็เหมือนกับพรรคประชาชนไม่ได้เอาผิดอะไรจริงจัง แค่ตีฟู หยิบมาเป็นประเด็นเรียกร้องความเห็นใจจากมวลชนเท่านั้น อย่างไรก็ตามถ้าการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ.เกิดความผิดพลาดขึ้น เช่น ผลการนับคะแนนพบว่ามีบัตรเขย่ง หรือจับได้ว่าบางพื้นที่เจ้าหน้าที่ กกต.ไม่เป็นกลาง ทุกพรรคก็พร้อมจะเอาผิดกับกรรมการการเลือกตั้งจนอาจเป็นเหตุให้ผลการเลือกตั้งมีปัญหาในภายหลัง อาจทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ เช่นเดียวกับการเลือกตั้งปี 2549 ที่มีการหันคอกกาคะแนนเลือกตั้งออกนอกคูหา จนนำไปสู่การวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้การเลือกตั้งดังกล่าวเป็นโมฆะ ” รศ.ดร.สุริยะใส กล่าว
ความกังวลเรื่องปัญหาในการทำหน้าที่ของ กกต.อาจส่งผลให้การเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ.เป็นโมฆะนั้นดูจะไม่ใช่ความวิตกจนเกินเหตุแต่อย่างใด เพราะแม้แต่อดีต กกต.อย่าง สมชัย ศรีสุทธิยากร ก็แสดงความเป็นห่วงในเรื่องนี้เช่นกัน
รศ.สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ว่า ความกังวลใจเกี่ยวกับการเลือกตั้งจริง 8 กุมภาพันธ์ มีสิ่งที่เป็นไปได้ 2 เรื่อง ที่อาจนำไปสู่การร้องให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ได้แก่
1. คำร้องว่า การเลือกตั้งของประชาชนไม่เป็นความลับ เพราะคิวการออกเสียงประชามติ อยู่ในหน่วยเลือกตั้ง หากผู้คนมีจำนวนมาก วุ่นวาย อยู่ใกล้คูหาลงคะแนน อาจทำให้การจัดการเลือกตั้งขัดรัฐธรรมนูญ
2. คำร้องว่า จัดการเลือกตั้งไม่สุจริต เที่ยงธรรม ด้วยเหตุการตั้งหีบบัตรเลือกตั้งในจุดที่ไม่สามารถเห็นได้ชัดเจนจากภายนอก อาจเกิดการทุจริตในการเลือกตั้ง และอาจเป็นเหตุให้มีผู้ร้องว่าเป็นการจัดการเลือกตั้งที่ขัดรัฐธรรมนูญ
โดยนายสมชัยได้แนะนำทางแก้สำหรับ กกต.ไว้ดังนี้
1. ให้เข้าคิวรอบเดียว และแจกบัตร 3 ใบ เพื่อไม่ต้องมีคิวที่สองในหน่วยเลือกตั้ง ลดการแออัด วุ่นวายในหน่วย
2. ให้นำหีบบัตรทั้ง 3 ใบ กลับมาวางไว้กลางหน่วยเลือกตั้ง และหันหน้าออกให้ประชาชนเห็นได้ชัดเจน เพื่อความโปร่งใส ตัดโอกาสในการร้องว่าเป็นการเลือกตั้งที่ไม่สุจริต
อีกทั้ง รศ.สมชัยยังทิ้งท้ายว่า “ เตือนครั้งที่ 1,000”
ทั้งนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าที่ผ่านมา กกต.มีปัญหาในการทำหน้าที่หลายต่อหลายกรณี ไม่ว่าจะเป็นความผิดพลาดในการจัดการเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวันที่ 1 ก.พ.2569 โดยรายงานจาก VOTE62 ซึ่งเปิดระบบให้ผู้ไปใช้สิทธิ์รายงานปัญหาและความผิดปกติที่เกิดขึ้นในวันเลือกตั้งล่วงหน้า ผ่านระบบของ VOTE62 พบว่า มีการรายงานปัญหาเข้ามา 1,005 ราย จากผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิ์เลือกตั้งล่วงหน้าทั้งสิ้น 2,410,425 คน
โดยปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นในการเลือกตั้งล่วงหน้า ที่รายงานเข้ามามากที่สุด 8 อันดับแรก ได้แก่
อันดับ 1 เจ้าหน้าที่เขียนรหัสเขตเลือกตั้ง 4 ตัวบนหน้าซองผิด หรือไม่เขียนเลย จำนวน 637 ราย ซึ่งปัญหาดังกล่าวสอดคล้องกับการรายงานของ iLaw ที่ระบุว่า มีเจ้าหน้าที่หลายหน่วยกรอกรหัสเขตเลือกตั้งผิด ซึ่งอาจทำให้บัตรเลือกตั้งถูกส่งไปผิดเขต และเสี่ยงต่อการนับคะแนนผิดเขตเลือกตั้ง
อันดับที่ 2 คือ เจ้าหน้าที่ไม่เซ็นชื่อบนรอยต่อซองจดหมาย 93 ราย ซึ่งแม้จะมีผู้ใช้สิทธิบางส่วนทักท้วงแล้ว แต่เจ้าหน้าที่บางหน่วยไม่ดำเนินการแก้ไข หรือบางเขตเซ็นชื่อด้านบน ไม่ได้เซ็นบนรอยต่อ ซึ่งเสี่ยงทำให้ซองถูกเปิดออกได้ง่าย
อันดับที่ 3 ลงทะเบียนล่วงหน้าแล้ว แต่ไม่พบชื่อ จำนวน 55 ราย
อันดับที่ 4 เจ้าหน้าที่ไม่ปิดรอบต่อด้วยเทปใส 53 ราย
อันดับที่ 5 เป็นอันดับร่วม โดยพบ 3 ปัญหา ได้แก่ ไม่มีกระดานแนะนำผู้สมัครหรือพรรคการเมือง, ข้อมูลไม่ถูกต้อง และพบสถานการณ์ผิดปกติอื่น ๆ โดยแต่ละกรณีมีการรายงานเข้ามา อย่างละ 46 รายเท่ากัน
อันดับที่ 6 เจ้าหน้าที่เขียนจังหวัด เลขเขตผิด หรือไม่เขียน 45 ราย
อันดับที่ 7 ความผิดปกติที่คูหาอื่น ๆ 39 ราย
อันดับที่ 8 พบการแจกบัตรเลือกตั้งผิดเขต 35 ราย
โดยจังหวัดที่มีการรายงานปัญหาเลือกตั้งล่วงหน้าเข้ามามากที่สุดคือ กรุงเทพมหานคร อยู่ที่ 441 ราย รองลงมาคือ สมุทรปราการ 95 ราย และนนทบุรี 65 ราย
นอกจากนั้น กกต.ยังมีปัญหาเรื่องความล่าช้าในการเพิกถอนสิทธิผู้สมัคร 28 ราย จาก 4 พรรคการเมือง ด้วยสาเหตุเป็นบุคคลที่ขาดคุณสมบัติไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ซึ่งขณะนี้ กกต.อยู่ระหว่างการร่างคำร้องถึงศาลฎีกา หากศาลมีคำสั่งออกมาไม่ทัน คือมีคำสั่งหลังวันเลือกตั้ง 8 ก.พ.2569 บุคคลดังกล่าวจะยังมีฐานะเป็นผู้สมัคร และหากได้รับเลือกตั้งไปแล้วในที่สุดก็ต้องจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งจะต้องสูญเสียงบประมาณอีกไม่น้อยทีเดียว


