จับตา 3 วันสุดท้ายก่อนหย่อนบัตร 8 กพ.นี้‘สีน้ำเงิน- สีแดง- สีส้ม’ ต้องปล่อยอาวุธกระแส กระสุน งัดวิชามารปั่นโซเชียลฯ ปล่อยคลิปต่างๆ ถล่มคู่แข่ง ‘รศ.สมชัย ศรีสุทธิยากร’ ชี้สีน้ำเงินปลุกกระแสรักชาติไม่ขึ้นรอชม 6 ก.พ.จะมีหมัดเด็ดหรือไม่? เตือนระวัง กกต.จะสร้างแนวร่วมมุมกลับเทคะแนนให้สีส้มถล่มทลาย แนะสีส้ม หากได้เป็นพรรคอันดับ 1 จะตั้งรัฐบาลได้หรือไม่ อยู่ที่ตัวเอง ด้าน ‘รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว’ แจงพรรคต่างๆ หลงกลพรรคสีแดงใช้กลยุทธ์นิ่ม ๆ ไม่ขัดแย้ง เป้าหมายเป็นที่ 2 ดัน ‘ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์’ ขึ้นแท่นนายกฯ คนที่ 33 ส่งผลให้ ‘ทักษิณชินวัตร’ มีอำนาจต่อรอง เชื่อสีส้มมาเป็นอันดับ 1 แต่ไม่แลนด์สไลด์ โอกาสตั้งรัฐบาลได้น้อยมาก
นับถอยหลังสู่โค้งสุดท้ายก่อนวันหย่อนบัตรเลือกตั้ง 8 ก.พ.นี้ ต้องจับตาดูกันว่าพรรคคู่แข่งแต่ละพรรคจะมีหมัดเด็ดอะไรออกมาเพื่อโน้มน้าวให้ประชาชนตัดสินใจเลือกพรรคนั้นๆ ทั้งพรรคภูมิใจไทย (ภท.:สีน้ำเงิน) พรรคประชาชน (ปชน.:สีส้ม) พรรคเพื่อไทย (พท.:สีแดง) พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.:สีฟ้า) พรรคกล้าธรรม (กธ.:สีเขียว) เป็นต้น
จากวันนี้ ไปจนถึง 18.00 น.ของวันก่อนเลือกตั้ง 1 วัน เรื่องของกระแส กระสุน หรือวิชามารใช้โซเชียลมีเดียโจมตีคู่แข่ง รวมถึงการใช้อำนาจ อิทธิพลในพื้นที่น่าจะดุเดือดและรุนแรงขึ้น เพราะศึกเลือกตั้งปี 2569
สีน้ำเงิน มีแต้มต่อเรื่องของความรักชาติ สถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ถ้ามีรอบ 3 เกิดขึ้นช่วงโค้งสุดท้าย ต้องบอกว่า สีน้ำเงินเข้าวินแน่นอน
สีส้ม ได้แต้มต่อจากประเด็นขุดคุ้ยความไม่ชอบมาพากลในสำนักงานประกันสังคม บวกกับเหตุที่ กกต.ทำงานผิดพลาดก็จะทำให้คนเทใจให้ สีส้ม มาเป็นอันดับ 1 ได้เช่นกัน
สีแดง โค้งสุดท้ายขออย่าประมาท อาจเป็นตาอยู่ คว้าพุงปลาไปกิน
สำหรับสีฟ้า และสีเขียว มีโอกาสในการร่วมรัฐบาลไม่ว่านายกฯ จะมาจากสีส้ม หรือสีน้ำเงิน หรือสีแดง รวมทั้งพรรคเล็ก ๆ ที่ได้ สส.เข้ามานั่งในสภา
รศ.สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้่ง (กกต.) บอกว่า โค้งสุดท้ายน่าจับตา เพราะทุกพรรคหวังชนะเลือกตั้งต้องปล่อยอาวุธทุกอย่างที่มีศักยภาพผ่านโซเชียลมีเดียและสื่อต่างๆ ซึ่งมีทั้งที่ถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย แบ่งเป็น 3 สี ประกอบด้วย
1.สีขาว เป็นสิ่งที่ถูกกฎหมาย เช่นเรื่องนโยบายที่จะบอกกับประชาชนเพื่อสร้างความนิยมชมชอบ แต่จะทำน้อยลงเพราะมีการบอกหรือสื่อออกไปมากแล้ว ยกเว้น พรรคจะมีนโยบายใหม่ ๆ ที่อาจจะเปรี้ยงก่อนวันสุดท้าย ก็ต้องดูว่า วันที่ 6 ก.พ.ที่จะมีการปราศรัยใหญ่ จะมีแคมเปญอะไรที่เปรี้ยงๆ ออกมา
2.สีเทา เป็นกระบวนการไม่ถูกต้องเพื่อทำลายฝั่งตรงข้าม สร้างกระแสเพื่อให้สังคมตอบรับและเป็นประโยชน์กับพรรคตัวเอง เช่นการสร้างความรู้สึกไม่พอใจต่อการทำงานของหน่วยงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง กกต. สำนักงานประกันสังคม ซึ่งเป็นการชี้ว่า สิ่งเหล่านี้ต้องมีการแก้ไข อาจจะถึงขนาด ปล่อยข่าว ปล่อยคลิป อย่างที่กาญจนบุรี เป็นต้น
“สีเทาจะแรงขึ้นเป็นการขุดจุดอ่อนของแต่ละพรรค เพราะทุกพรรคมีแผลกันหมด อาจหยิบคลิปต่างๆ ในอดีต เพื่อไทยอาจจะโดนเรื่องคลิป uncle มั้ย หรือ ส้มจะถูกขุดเรื่อง 112 กลับมาพูดมั้ย ทหารมีไว้ทำไม จะกลับมาพูดมั้ย เรื่องที่ดินเขากระโดง เป็นการเอาสมรภูมิข่าวสาร รื้อฟื้นขึ้นมาทำลายฝั่งตรงข้าม”
ส่วนสีไหนจะโดนดิสเครดิต มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับว่าพรรคใดเป็นที่ 1 พรรคใดเป็นที่ 2 ส่วนที่ 3 น่าจะโดนน้อยกว่าเพราะไม่ใช่
คู่ชิง ดังนั้นเราจึงเห็นว่าเรื่องของอังเคิลฮุนเซนไม่ออกมาเลยก็อาจจะถูกมองข้ามไป
“น้ำเงิน กับสีส้ม เป็นคู่ต่อสู้ที่น่าจะโดนดิสเครดิตมากที่สุด”!
3.สีดำ เป็นเรื่องระดับพื้นที่ เป็นการใช้อำนาจเงิน ‘ซื้อเสียง’ และมีการใช้อิทธิพลเข้าไปเกี่ยวข้องและถ้าจะเทียบกระสุนในการเลือกตั้งกับปี 2566 จะพบว่าปีนี้กระสุนหรือเงินมันมาง่ายกว่า เพราะเดิม กว่าจะมีเงินมาซื้อเสียง อาจต้องทำเรื่องผิดกฎหมาย อะไร ต่าง ๆ หลายๆ ปี
“เวลานี้เงินมันมาเร็วกว่าในอดีตเยอะ ในอดีต คุณอาจต้องค้าของเถื่อนเป็นปี เดี๋ยวนี้ทำพนันออนไลน์ สแกมเมอร์ แป๊ปเดียวอาจได้เงินมากกว่าด้วยซ้ำ เมื่อก่อนเราได้ยินซื้อเสียง 500 บาท มาวันนี้ 500 กระจอกไปแล้ว”
กรณีการซื้อเสียง เป็นเรื่องการแข่งขันในพื้นที่ เชื่อว่าพรรคไม่น่าจะเป็นตัวการใหญ่ เพราะถ้าพรรคกระทำต้องวางแผนรอบคอบมาก และถ้าหลุดออกไป มีผลให้ยุบพรรค เพราะกรรมการบริหารพรรคเป็นคนดำเนินการ ซึ่งเป็นการให้ได้มาด้วยอำนาจ แต่เมื่อเกิดในระดับพื้นที่ จึงเป็นเรื่องของบ้านใหญ่ เพราะกลัวแพ้ในพื้นที่ เรื่องของกลไก หัวคะแนน ในพื้นที่เป็นตัวเร่ง
“การทำงานต้องใช้กลไกของพื้นที่ หัวคะแนน ผู้ใหญ่บ้าน อสม. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่างๆ ก็อาจเป็นกลไกในการซื้อเสียง ซึ่งจะไม่เหมือนกัน ส่วนพรรค ก็อาจทำเป็นไม่เห็น เพราะถ้าพรรคได้ สส. มากขึ้น ก็จะเข้าใกล้การเป็นรัฐบาลมากขึ้น อาจทำเป็นไม่รู้เรื่อง ถ้าผิดก็ไม่รับผิดชอบ”
ในการเลือกตั้งครั้งนี้ รศ.สมชัย ยังเชื่อว่าสีน้ำเงิน กับสีส้มชิงที่ 1 ส่วนสีแดงจะมาเป็นพรรคอันดับ 3 ซึ่งถ้าสีน้ำเงินมาเป็นที่ 1 ก็คงจับมือจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคสีแดงอยู่แล้ว เนื่องจากพรรคสีส้มปฏิเสธที่จะร่วมกับพรรคสีน้ำเงิน
“แต่ถ้าสีส้มเป็นอันดับ 1 จะจัดตั้งรัฐบาลได้หรือไม่ ก็อยู่ที่พรรคส้มเอง ว่าเพื่อนอยากคบหรือไม่ ถ้าไม่ตั้งเงื่อนไขมากเกินไป อย่างครั้งที่แล้ว อาจมีคนคุยด้วย ถ้าตั้งเงื่อนไขมากไป คงไม่มีใครอยากร่วม”
ขณะเดียวกันการเลือกตั้งปี 2566 กับปีนี้ มีความต่างกัน ตรงที่ปี 2566 คนมีอารมณ์เบื่อลุงตู่ (พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา) มาก ทำให้คนอยากได้พรรคไหนก็ได้ที่ไม่ใช่ลุงตู่ เพราะอยู่มานานถึง 9 ปี ทำให้คะแนนพรรคก้าวไกลได้ 151 เสียง และพรรคเพื่อไทยได้141 เสียง รวม 2 พรรคได้ถึง 60 %
“เลือกตั้งครั้งนี้ ไม่ใช่อารมณ์เบื่อแต่เป็นอารมณ์อยากเปลี่ยนแปลงและอารมณ์โกรธ อยากดูว่าถ้าหลุดพ้นจากการเมืองเก่า ๆ จะดีกว่ามั้ย ส่วนอารมณ์โกรธ ก็มีทั้งเรื่องประกันสังคม เรื่อง กกต.ซึ่งอารมณ์พวกนี้จะทำให้สีส้มได้เปรียบ ส่วนพรรคสีน้ำเงิน เวลานี้ปลุกกระแสรักชาติไม่ขึ้น ก็ต้องดูว่าจะมีอะไรมาโดนใจ ให้คนเทใจไปสีน้ำเงิน”
อดีต กกต. บอกว่าอยากเตือน กกต.ชุดนี้ อย่าไปทำอะไรให้ประชาชนรู้สึกว่าไม่เป็นกลาง เพราะอารมณ์เหล่านี้ จะไปสร้างแนวร่วมมุมกลับให้กับพรรคส้ม เพราะเมื่อ กกต.ทำงานไม่ถูกต้อง ก็จะออกไปใช้สิทธิ์กันมากขึ้น เป้าหมายเพื่อเปลี่ยนแปลงกรรมการ กกต.นั่นเอง และตรงนี้แหละพรรคส้มได้ไปเต็ม ๆ!
ด้าน รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ระบุว่าโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง พรรคการเมืองต่าง ๆ ต้องรักษากระแสไว้ เช่นพรรคประชาชนต้องไปจับกระแสประเด็นประกันสังคม และต้องเลี้ยงกระแสนี้ต่อไปเมื่อถึงโค้งสุดท้ายช่วงวันที่ 5 -7 ก.พ. อาจมีเคมเปญที่จะมี motto ใหญ่ ขึ้นมา เพื่อทำให้พรรคกระฉูด พุ่งเป้าไปที่เกิน 250 ถึง 270 ในการตั้งรัฐบาล
ขณะที่พรรคภูมิใจไทย ระยะต้นกระแสดี แต่มาถึงโค้งสุดท้าย ไม่สามารถใช้ความได้เปรียบคือกระแสชาตินิยม กระแสกองทัพได้ ซึ่งในเชิงยุทธศาสตร์ ก็ไม่ทำให้ฝ่ายขวาสร้างเอกภาพได้ จึงต้องพยายามให้เกิดยุทธศาสตร์ในการเลือกตั้ง ที่จะทำให้ฝ่ายขวาต้องมาประเมินกันว่า ระหว่างพรรคต่างๆ ต้องมาเลือกภูมิใจไทยก่อน เพราะอาจจะไม่ได้อันดับหนึ่ง หากพรรคอันดับหนึ่งตั้งไม่ได้ ก็เป็นสิทธิ์พรรคอันดับสอง ก็ต้องมีความเห็นตรงกันว่าภูมิใจไทย สามารถตั้งรัฐบาลได้ ภายใต้การนำของนายอนุทิน
สำหรับพรรคเพื่อไทย เราประเมินพรรคเพื่อไทยต่ำ และพรรคเพื่อไทย สามารถหลอกทุกพรรคได้ ทำให้ไม่มีการตีจุดอ่อนพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าจะเป็น กรณีนายทักษิณ ชั้น 14 กาสิโน อังเคิลฮุนเซน ซึ่งเคสอังเคิล นี่คือ ความฉลาดของพรรคเพื่อไทย ที่ทำให้ทุกพรรคตายใจและทำให้พรรคเพื่อไทยสามารถจัดตัวผู้สมัคร เป็นการทิ้งระยะห่างกับตระกูลชินวัตร แต่ความจริงยังอยู่ในวงศ์วานว่านเครือ
“ภาพลักษณ์ของอาจารย์ยศชนัน (ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) สามารถทำให้พรรคเพื่อไทยดีขึ้น พอดีขึ้น เลยทำให้เบียดกัน ระหว่างสีแดงกับสีน้ำเงิน ซึ่งจะสวิงไปสวิงมาทำให้สีแดงมีโอกาสมาเป็นพรรคอันดับ 2 ได้
ในส่วนพรรคประชาธิปัตย์ ต้องยอมรับว่า กระแสของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ดีมาก แต่มาในจังหวะที่ไม่เหมาะสม มีการยุบสภาเกิดขึ้น ทำให้ไม่สามารถจัดวางบุคคลได้มาก และ สส. เขต ก็ถูกตั้งคำถาม เพราะส่วนหนึ่งเคยไปร่วมกับเพื่อไทย ตรงนี้ถือเป็นจุดอ่อนของพรรคนี้
“การเลือกตั้งครั้งนี้ มีการใช้กระสุนเยอะ การใช้กลไกอำนาจรัฐ ตรงนี้ สะท้อนกลับไปที่การไร้ประสิทธิภาพของ กกต. ที่ไม่สามารถกำกับติดตามการเลือกตั้งให้โปร่งใส การแข่งขันแบบนี้ เลือกใช้กันทุกกลยุทธ์ ทั้งกระแส กระสุน และปั่น ใช้การเกลียดชัง ซึ่งส่วนตัวไม่เห็นด้วยในการปั่นกระแสความเกลียดชัง มันคล้ายกับเสื้อเหลือง เสื้อแดง สะท้อนอยู่ในโซเชียลฯ สร้างเงื่อนไขกันไปหมด แบ่งความรักชาติ ไม่รักชาติ”
รศ.ดร.โอฬาร บอกว่าการปั่นกระแสเรื่อง ‘รักชาติ-ไม่รักชาติ’ น่ากลัวกว่ายุคเสื้อเหลือง เสื้อแดง ดังนั้นต้องเริ่มจากนักการเมืองต้องมีวุฒิภาวะ ว่าเราควรสู้ในทางการเมือง สู้กันโดยนโยบาย สู้กันโดยวิธีการต่างๆ แต่เราจะไม่ขัดแย้ง พบกัน ทักทายกัน และรณรงค์ให้ประชาชนเห็นว่าเราเห็นต่างกันได้ แต่ต้องเคารพซึ่งกันและกัน อย่านำไปสู่การขัดแย้ง ซึ่งจริง ๆ การปั่นกระแสรักชาติ-ไม่รักชาติ เวลานี้ยังจุดไม่ติด แต่การปั่นกระแสที่ต้องการให้เห็นกระบวนการหรือวิธีการที่ทำให้การเลือกตั้งไม่โปร่งใส เพื่อให้อีกฝ่ายลุกไปเลือกตั้งอย่างถล่มทลายนี่จุดติดแล้ว
“มีคนปั่น มีคนแชร์ แสดงความไม่พอใจกับความรู้สึกว่าอีกฝ่ายหนึ่งทำงานล้มเหลว ทำงานไม่ตรงไปตรงมา ทำให้อีกฝ่ายหนึ่ง ต้องสะสมความแค้น และรวมพลังออกมาว่าต้องช่วยกัน ซึ่งมันจะส่งผลในการเลือกตั้งด้วย และตรงนี้แหละต้องการให้คนไปเทคะแนนให้สีส้ม ไปเทให้กับการลงประชามติ เพราะคนจะมองต้นกำเนิดของ กกต. เป็นแบบนี้ มาจากรัฐธรรมนูญ”
อย่างไรก็ดี การปั่นกระแสแบบนี้ โชคดีที่เป็นการขัดแย้งในโซเชียลมีเดีย ยังไม่ได้เกิดการปะทะในพื้นที่จริง ซึ่งแสดงให้เห็นอารมณ์คน ที่มีผลต่อการตัดสินใจ คือ ไม่ชอบพรรคนี้ จึงต้องไปเลือกตั้ง หรือ ไม่ชอบคนนี้ แทนที่จะไปเลือกเพราะชอบนโยบายพรรค หรือ ชอบหลักการแต่กลับไปเลือกตั้งเพราะชอบหรือไม่ชอบคนนั่นเอง
นี่คือการใช้อารมณ์ในการตัดสินใจเลือกตั้ง เป็นสิ่งที่อันตราย แทนที่ประชาชนจะใช้วิจารณญาณ มีเหตุ มีผล ตอนนี้กลับกลายเป็นว่า ไม่ชอบเท้ง (ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ) เพราะไม่เคารพ ไม่ร้องเพลงชาติ ไม่ชอบพิธา (พิธา ลิ้มเจริญรัตน์) เพราะ พิธา บอกว่า มีทหารไว้ทำไม หรือไม่เลือกภูมิใจไทย เพราะไม่ชอบนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในขณะที่ภูมิใจไทย มีนโยบายเยอะแยะ เกี่ยวกับความมั่นคงที่น่าสนใจ ไม่เลือกนายธรรมนัส พรหมเผ่า เพราะเป็นสีเทา ทั้งที่นโยบายพรรคกล้าธรรม มีอะไรดี ๆ สำหรับเกษตรกร
รศ.ดร.โอฬาร ย้ำว่าในวันเลือกตั้ง 8 ก.พ.นี้ จึงอยากให้ประชาชนตัดสินใจด้วยเหตุผล ดังนี้
1.ต้องมีวิจารณญาณ มีเหตุ มีผล เป็นของตนเอง
2.พิจารณาดูว่า มีพรรคการเมืองใดที่ตอบโจทย์ ปัญหา เศรษฐกิจ สังคม การเมือง และตอบโจทย์ อนาคตของสังคมไทยบ้าง
3. เป็นพรรคการเมืองที่อยู่ในโลกของความเป็นจริงให้ได้ เพราะถ้าอยู่ในอุดมคติเกินไป เมื่อทำไม่ได้ก็จะผิดหวัง เหมือนที่ผ่านมาให้ดูว่านโยบายไหนมีความเป็นไปได้ ไม่เป็นนโยบายที่ยึดหลักประชานิยมเกินไป แต่ควรเป็นนโยบายที่มีความมั่นคงต่อประเทศ ต่ออนาคต เศรษฐกิจ การเมืองของชาติ
“ประชานิยม บางอย่างก็ดี แต่การใช้เงินจำนวนมากเพื่อหวังผลระยะสั้น มันจะกระทบกับตัวงบประมาณ การเงินการคลังของประเทศ คือ แทนที่จะเอาเงินส่วนนี้ ไปช่วยเพื่อสร้างอนาคตระยะยาว แต่ตอนนี้เพื่อหวังผลคะแนนระยะสั้นคือ นโยบายบางครั้งไม่ต้องใช้เงินก็ได้ เพียงแก้กฎหมายเพื่อให้เข้าถึงทรัพยากรต่างๆ แต่ตอนนี้เราใช้นโยบาย เกทับ บลัฟแหลก คือ ลด แลก แจก แถม เพื่อหวังคะแนนระยะสั้น และเงินเหล่านี้ มาจากภาษีประชาชน ควรใช้เพื่ออนาคตของคนทั้งประเทศ”
นอกจากจะใช้หลัก 3 ข้อในการตัดสินใจเลือกแล้ว สิ่งที่ต้องจับตาคือการซื้อสิทธิ์ขายเสียงควรมีพลเมืองอาสา มีคนออกมาติดตาม ซึ่ง กกต. ต้องสร้างความเชื่อมั่น เพราะการซื้อเสียงอยู่ในการกำกับดูแลของ กกต.หากพบความผิดจริง ต้องดำเนินคดี
ในการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่มีการต่อสู้เหมือนปี 2566 เพราะปีนั้น เป็นการต่อสู้กับการสืบทอดอำนาจของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ ครั้งที่ 2 คือมีศัตรู ชัดเจน ‘มีลุง-ไม่มีเรา’ ซึ่งในการเลือกตั้งครั้งนี้ก็มีความพยายามที่จะแบ่ง แต่เพราะแกนนำรู้ว่าถ้าแบ่งเช่นนี้คือ ‘มีเทา-ไม่มีเรา’ จะจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว และมีโอกาสที่จะ landslide น้อยมาก ทำให้ทุกคนต้องรักษาน้ำใจกันไว้ ซึ่งเราจะเห็นว่า ทุกพรรค ไม่กล้าโจมตี ชั้น 14 ไม่กล้าโจมตีนายทักษิณ ชินวัตร ไม่กล้าโจมตีเรื่องกาสิโน รวมทั้งไม่แบ่งเป็นพรรคเทพ พรรคมาร เพราะมันขายไม่ได้แล้ว
“แต่ก่อน แบ่ง มีเทา ไม่มีเรา พยายามให้เห็นว่า ต้องเลือกพรรคสีส้มนะ เพราะพรรคอื่นมีสีเทา สีดำ แต่ตอนหลังตัวเองแป้ก ตัวเองก็มีสีเทา สีดำ สังเกตได้ว่า ช่วงหลังๆ สีส้ม ไม่ตีพรรคกล้าธรรม ไม่พูดถึงเทา แต่ไปพูดถึงประกันสังคมกับสุชาติ ชมกลิ่น แทน”
ดังนั้นการที่พรรคสีส้ม หาเสียงเรื่องประกันสังคม มีสมาชิกประกันสังคม 25 ล้านคน เป็นการยิงกระสุนนัดเดียวได้นกสองตัว คือ
1.กระทบพรรคภูมิใจไทยที่คุมสำนักงานประกันสังคม 2.กระทบกับนายสุชาติ ชมกลิ่น ที่วันนี้ได้ย้ายจากพรรครวมไทยสร้างชาติ ไปอยู่พรรคสีน้ำเงินแล้ว และนายสุชาติ ก็ลงสมัคร สส.ชลบุรี พร้อมจับมือกับบ้านใหญ่ชลบุรี คือตระกูลคุณปลื้ม จะล้มส้มที่ชลบุรีให้ได้
ที่สำคัญต้องจับตาพรรคสีน้ำเงิน อาจจะมีแคมเปญโค้งสุดท้าย ที่สามารถปั่นกระแสได้ ทั้งเรื่องการบริหารความขัดแย้งกับกัมพูชา ซึ่งเป็นจุดแข็งของพรรค ผสมกับบ้านใหญ่ ถ้าทำสำเร็จภายใน 3-4 วัน พรรคสีน้ำเงินอาจได้คะแนนสูงขึ้นมาเป็นพรรคอันดับ 2 สำเร็จ
“ส่วนตัวยังให้พรรคสีส้มมาเป็นอันดับ 1 แต่ไม่landslide ซึ่งสีส้ม อาจตั้งรัฐบาลยาก ถ้าพรรคที่หนึ่งจัดไม่ได้ ก็ต้องเป็นพรรคอันดับ 2 สีน้ำเงินก็มีโอกาสตั้งรัฐบาลแล้ว แต่ต้องดูให้ดีนะ สีแดงอยากได้ที่ 2 เพราะเขารู้ว่าส้มตั้งรัฐบาลไม่ได้ ก็เป็นโอกาสพรรคเขา และถ้าคุณยศชนัน เป็นนายกฯ คุณทักษิณ จะมีอำนาจการต่อรอง คือไม่ต้องการส่วนแบ่งของอำนาจ แต่ต้องการต่อรองมากกว่านั้น คือทำอย่างไรให้พรรคเพื่อไทย เป็นอันดับ 2 ให้ได้ เพราะเค้ารู้ว่า ถ้าพรรคสีส้มไม่ landslide ตั้งรัฐบาลยาก ก็จะเป็นโอกาสพรรคอันดับ 2 คือเพื่อไทย”
รศ.ดร.โอฬาร ระบุว่า ให้ดูการออกมาแก้ลำของพรรคเพื่อไทย หากได้เป็นรัฐบาลจะแก้ปัญหาประกันสังคมภายใน 90 วัน ตรงนี้เป็นเหตุให้คนเริ่มลังเลว่าจะเลือกสีน้ำเงินหรือสีแดงดี เป็นผลให้คะแนนจากโพลต่างๆ ที่ออกมา คะแนนสีแดงกับสีน้ำเงิน สวิงไปมาชัดเจน
“แปลกมากว่าพรรคต่าง ๆ ไปหลงกล หรือแพ้ชั้นเชิงพรรคเพื่อไทยหรือไม่ ทุกพรรคไม่มีใครตีจุดอ่อนเลย ประกอบกับ อ.ยศชนัน พยายามสร้าง Mindset ในการสื่อสาร ที่ไม่สร้างความขัดแย้ง และพรรคเอง ก็ไปลดบทบาทของทุกคนที่มีปัญหา คนที่มีภาพลักษณ์ไม่ดี หายไปหมด ทำให้โค้งสุดท้ายต้องจับตาพรรคสีแดง ไม่ถูกโจมตี แต่จะถามว่าซื้อเสียงเป็นหรือไม่ เขาไม่ได้ซื้อปลาในตลาดนะ แต่พวกเขาพึ่งพาอาศัยกัน ดูแลกันในพื้นที่ ดูแลกันเป็นระบบ ซึ่งนักการเมืองในพื้นที่จะมีความได้เปรียบ”
ถึงเวลาต้องจับตาพรรคสีแดง แบบห้ามกะพริบตา ซึ่งพรรคนี้มาแบบนิ่ม ๆ ไม่โจมตีพรรคไหน แต่วันนี้ รศ.ดร.โอฬาร ย้ำว่าน่ากลัวมาก เพราะถ้าพรรคสีส้มได้เป็นอันดับ 1 และพรรคสีแดงขึ้นมาเป็นอันดับ 2 จะเป็นโอกาสให้ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 33 และนายทักษิณ ชินวัตร จะมีอำนาจต่อรอง!
ข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่
Facebook :https://www.facebook.com/SpecialScoopManagerOnline/
Instragram :https://instagram.com/special.scoop.mgronline
Tiktok :https://vt.tiktok.com/ZSe4j


