“ศ.นพ.ธีระวัฒน์” เผย ผลการศึกษาทั้งจากอินเดีย จีน และประเทศในแถบเอเชีย บ่งชี้ว่า “ฟ้าทลายโจร”มีฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อไวรัสนิปาห์ ที่กำลังระบาดในอินเดีย อีกทั้งมีประสิทธิภาพมากกว่ายาฝรั่ง เพราะสามารถออกฤทธิ์ได้ในหลายระดับ ตั้งแต่ไวรัสยังไม่เข้าไปในเซลล์ของร่างกาย จนถึงขั้นที่ไวรัสกลายพันธุ์ก็ยังสามารถรักษาได้ โดยปริมาณการใช้ไม่ต่างจากที่ใช้ฟ้าทะลายโจรรักษาโควิด พร้อมเตือนชาวบ้าน อย่าไล่ค้างคาวออกจากถิ่นที่อยู่ ชี้ อาจทำให้เกิดการแพร่กระจายของเชื้อ และยากต่อการควบคุม
สร้างความแตกตื่นให้กับคนไทยไม่น้อยทีเดียว เมื่อมีเฟกนิวส์กระจายทั่วโซเชียลว่าพบชาวอินเดียป่วยด้วยไวรัสนิปาห์ที่โรงพยาบาลในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งล่าสุดทางโรงพยาบาลกรุงเทพสิริโรจน์ได้ออกแถลงการณ์ยืนยันว่าเรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด แต่หลายคนก็ยังอดกังวลใจไม่ได้ว่าหากเชื้อไวรัสนิปาห์เข้ามาระบาดในประเทศไทยจะทำอย่างไร เพราะแม้เบื้องต้นจะมีอาการเหมือนไข้หวัดใหญ่ แต่หากอาการรุนแรงขึ้นอาจถึงขั้นสมองอักเสบและอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 75% ที่สำคัญปัจจุบันยังไม่มียารักษา
แต่ล่าสุดมีข่าวดีออกมาว่าสมุนไพรไทยอย่าง“ฟ้าทะลายโจร”สามารถยับยั้งเชื้อดังกล่าวได้ ซึ่งข้อเท็จจริงจะเป็นเช่นไรคงต้องไปฟังรายละเอียดจากนายแพทย์ที่ศึกษาเรื่องนี้โดยเฉพาะ
ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ประธานศูนย์ความเป็นเลิศด้านการแพทย์บูรณาการและสาธารณสุข และที่ปรึกษาวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยว่า จากการศึกษาข้อมูลเรื่องไวรัสนิปาห์มาตั้งแต่ปี 2003 และศึกษาการแพร่ระบาดของไวรัสนิปาห์จากค้างคาว รวมทั้งได้แลกเปลี่ยนข้อมูลกับนักวิทยาศาสตร์และแพทย์จากประเทศมาเลเซีย อินเดีย และบังคลาเทศ พบว่าจากการทำ Molecular docking (การจับคู่โมเลกุล) ซึ่งเป็นเทคนิคการคำนวณทางชีวสารสนเทศที่ศึกษาการจับตัวระหว่างโมเลกุลขนาดเล็ก เช่น โมเลกุลจากพืช กับโมเลกุลเป้าหมาย โดยใช้คอมพิวเตอร์จำลองรูปร่างและแรงทางเคมีกายภาพซึ่งช่วยให้เข้าใจกลไกการออกฤทธิ์ของยา บ่งชี้ว่า “ฟ้าทลายโจร” (ชื่อทางการแพทย์คือAndrographis paniculata) สามารถยับยั้งส่วนสำคัญของไวรัสนิปาห์ได้ดีมาก ขณะที่ปัจจุบันยังไม่มีวิธีการรักษาและยังไม่มีวัคซีนใด ๆ ที่ได้รับการอนุมัติจากองค์การอาหารและยา(FDA)ว่าสามารถรักษาผู้ที่ติดเชื้อไวรัสนิปาห์ได้ ดังนั้นการใช้ฟ้าทลายโจรในผู้ที่ติดเชื้อนิปาห์จึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่สามารถช่วยชีวิตผู้ป่วยได้
ศ.นพ.ธีระวัฒน์ ได้อธิบายการวิธีการยับยั้งเชื้อไวรัสนิปาห์ของฟ้าทะลายโจร ว่า เนื่องจากฟ้าทะลายโจรเป็นสมุนไพร ซึ่งการออกฤทธิ์ของสมุนไพรหรือสารสกัดสมุนไพรนั้นจะแตกต่างจากยาฝรั่งหรือที่เรียกกันว่ายาแผนปัจจุบัน ยกตัวอย่างเช่น วัคซีนต้านโควิด ลักษณะการออกฤทธิ์นั้นจะออกฤทธิ์ต้านกลไกลเดียวของไวรัส คือออกฤทธิ์ในช่วงที่ไวรัสเข้าไปในเซลล์แล้วและกำลังแบ่งตัว ขณะที่สมุนไพรจะออกฤทธิ์ได้ในหลายระดับ ตั้งแต่ไวรัสยังไม่เข้าไปในเซลล์ของร่างกาย , ไวรัสเริ่มสัมผัสที่เซลล์และกำลังจะเข้าเซลล์ ,ไวรัสเข้าไปในเซลล์แล้วและกำลังจะแบ่งตัว ไปจนถึงตอนที่ไวรัสแบ่งตัวสร็จเรียบร้อยแล้วกำลังจะปล่อยเชื้อออกไปทำร้ายเซลล์ ซึ่งสมุนไพรจะออกฤทธิ์ในหลายระดับพร้อมๆกัน หรือแม้ว่าไวรัสนั้นจะเกิดการผ่าเหล่าเบี่ยงเบนรหัสพันธุกรรมไปก็ยังสามารถใช้สมุนไพรตัวเดียวกันในการรักษาได้ ซึ่ง“ฟ้าทะลายโจร”ก็มีคุณสมบัติดังกล่าวเช่นกัน ต่างจากยาแผนปัจจุบันซึ่งหากไวรัสมีการผ่าเหล่าเบี่ยงเบนรหัสพันธุกรรมหรือพัฒนาสายพันธุ์ออกไป ยาที่ใช้รักษาไวรัสตัวแรกจะไม่สามารถออกฤทธิ์ได้ และไม่มีผลต่อไวรัสที่เกิดจากการเบี่ยงเบนพันธุกรรมแต่อย่างใด
“ เนื่องจากการใช้ฟ้าทะลายโจรในการรักษาไวรัสนิปาห์ยังไม่มีการพิสูจน์ในคนเพราะที่ผ่านมายังไม่มีการแพร่ระบาดอย่างรุนแรง จึงใช้วิธีทดสอบโดยโมเลกุล ดูการจับตัวและดูการยับยั้งเชื้อ ซึ่งผลการวิจัยล่าสุดพบว่าฟ้าทะลายโจรประกอบด้วยสารไฟโตเคมีหลายชนิดและมีฤทธิ์ในการยับยั้งไวรัสในตำแหน่งต่างๆได้สูงมาก ดังนั้นหากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน เกิดการแพร่ระบาดของไวรัสนิปาห์ในประเทศไทยเราก็สามารถใช้ฟ้าทะลายโจรได้ด้วยความสบายใจ เพราะอย่างน้อยที่สุดก็ผ่านการทดสอบและมีข้อมูลรองรับ ขณะที่ตอนนี้ยังไม่มียาตัวอื่นที่สามารถยับยั้งไวรัสนิปาห์ได้ นอกจากนั้นการใช้ฟ้าทะลายโจรยังไม่มีผลข้างเคียงหากใช้ในปริมาณที่เหมาะสมอีกด้วย ” ศ.นพ.ธีระวัฒน์ ระบุ
ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมามีหลายประเทศที่ทำการศึกษาฤทธิ์ของฟ้าทะลายโจรต่อการยับยั้งไวรัสนิปาห์ เช่น อินเดียมีการศึกษาในหลอดทดลองเกี่ยวกับฤทธิ์ของฟ้าทะลายโจรที่มีต่อเชื้อไวรัสนิปาห์ และมีข้อมูลอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับฤทธิ์ของฟ้าทะลายโจรด้วย อีกทั้งยังมีรายงานต่างๆของประเทศจีนและประเทศในแถบเอเชียเกี่ยวกับไวรัสนิปาห์และฟ้าทะลายโจร โดยใช้เครื่องมือเดียวกันคือใช้การจับติดในระดับโมเลกุล ซึ่งประเทศเหล่านี้ก็มีผลวิจัยออกมาว่าฟ้าทะลายโจรออกฤทธิ์กับไวรัสนิปาห์ในตำแหน่งต่างๆเช่นกัน
ส่วนเรื่องการใช้วัคซีนเพื่อต่อต้านเชื้อไวรัสนิปาห์นั้น “ศ.นพ.ธีระวัฒน์” มองว่า ยังต้องใช้เวลา เนื่องจากกว่าจะทำการวิจัยวัคซีนออกมาได้และพิสูจน์ว่ามีความปลอดภัยจริงๆก็ต้องใช้เวลาเป็นปี วัคซีนจึงไม่ใช่ทางออกสุดท้าย ถ้าเรามียาสมุนไพรอื่นที่สามารถยับยั้งไวรัสนิปาห์ได้อยู่แล้ว และที่ผ่านมาประเทศไทยก็ใช้ฟ้าทะลายโจรในการรักษาอาการไข้ที่เกิดจากเชื้อไวรัสมานานแล้ว คนไทยรู้วิธีกินวิธีใช้เป็นอย่างดี ฟ้าทะลายโจรจึงถือเป็นทางเลือกที่ปลอดภัย ขณะที่การใช้วัคซีนนั้นเสี่ยงที่จะมีผลข้างเคียงต่อผู้ใช้ เนื่องจากวัคซีนเกิดจากการนำเชื้อไวรัสมาผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์แล้วนำไปฉีดเข้าร่างกายเพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกัน ขณะเดียวกันวัคซีนเองก็ปฏิบัติตัวเป็นตัวจำลองของไวรัส และทำงานเหมือนกับไวรัสทุกอย่าง แม้ว่าไวรัสจะหายไปแล้วก็ตาม ส่งผลให้ผู้ที่ฉีดวัคซีนมีอาการข้างเคียงต่างๆตามมาหลังจากรักษาโรคที่เกิดจากไวรัสแล้ว
สำหรับปริมาณการใช้ฟ้าทะลายโจรเพื่อยับยั้งไวรัสนิปาห์นั้น “ศ.นพ.ธีระวัฒน์” แนะนำว่า ให้ใช้เหมือนกับการใช้ฟ้าทะลายโจรเพื่อรักษาโควิดทุกประการ โดยฟ้าทะลายโจรจะมีสารสำคัญที่ชื่อว่า Andrographolide (แอนโดรกราโฟไลด์) ซึ่งหากผู้ที่มีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ คือ มีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เจ็บคอ ซึ่งเป็นอาการเดียวกับผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสนิปาห์ ก็ให้ใช้ฟ้าทะลายโจรในรูปสารสกัด Andrographolide ขนาดเม็ด 60 มิลลิกรัม มื้อละ 1 เม็ด กิน เช้า-กลางวัน-เย็น เป็นเวลา 5 วัน แต่ในกรณีที่เกรงว่าอาจจะไปสัมผัสตัวค้างคาวหรือคนที่สงสัยว่าติดเชื้อไวรัสนิปาห์ก็ให้ใช้ฟ้าทะลายโจรในรูปสารสกัด Andrographolide ในปริมาณ 60 มิลลิกรัม โดยกินเพียงครั้งเดียว
ส่วนการใช้ฟ้าทะลายโจรเพื่อยับยั้นไวรัสนิปาห์ในเด็กนั้นให้คำนวณปริมาณยาตามน้ำหนักตัว อาทิ น้ำหนัก 15-19 กิโลกรัม ให้ใช้ฟ้าทะลายโจรที่มีสารแอนโดรกราโฟไลด์ 20 มิลลิกรัมต่อครั้ง รับประทานวันละ 3 ครั้ง ต่อเนื่อง 5 วัน , น้ำหนัก 35-44 กก. ใช้ฟ้าทะลายโจรที่มีสารแอนโดรกราโฟไลด์ 40 มิลลิกรัมต่อครั้ง รับประทานวันละ 4 ครั้ง ต่อเนื่อง 5 วัน ส่วนเด็กที่มีน้ำหนักตัวมากกว่า 45 กิโลกรัมขึ้นไป ให้ใช้ฟ้าทะลายโจรขนาดเดียวกับผู้ใหญ่
แต่หากกินฟ้าทลายโจรในรูปของสารสกัดหยาบ(นำเอาทุกส่วนของฟ้าทะลายโจร ทั้ง ต้น ใบ ราก มาทำให้แห้ง บดเป็นผงและบรรจุแคปซูล) ผู้ใหญ่จะต้องกิน 4-6 เม็ดต่อมื้อ เช้า-กลางวัน-เย็น อย่างไรก็ดี มีข้อควรระวังคือหากใช้ฟ้าทะลายโจรที่เป็นสารสกัดหยาบ ผู้ใช้อาจจะแพ้สารบางอย่างที่ไม่ใช่ Andrographolide เช่น มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน แต่ก็ไม่ใช่การแพ้ที่รุนแรงอะไร
ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าวต่อว่า จากการศึกษาข้อมูลเรื่องไวรัสนิปาห์มาตั้งแต่ปี 2003 และศึกษาการแพร่ระบาดของไวรัสนิปาห์จากค้างคาว พบว่าสำหรับความอันตรายของเชื้อไวรัสนิปาห์นั้นอันตรายกว่าโควิด แต่หากพูดถึงความสามารถในการแพร่ระบาดของเชื้อกลับพบว่าไวรัสนิปาห์แพร่ระบาดได้ยากกว่าโควิด นอกจากจะอยู่ในสถานที่แออัดยัดเยียดจริงๆก็อาจจะติดต่อกันเป็นทอดๆได้ ขณะที่โควิดแม้จะอยู่ในห้องที่โปร่งโล่งก็ยังสามารถติดต่อกันได้ การแพร่กระจายของเชื้อโควิดจึงสูงกว่าไวรัสนิปาห์
ส่วนเรื่องของการตรวจคัดกรองผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสนิปาห์นั้น “ศ.นพ.ธีระวัฒน์” เห็นว่า นอกจากจะคัดกรองผู้โดยสารในสายการบินที่เดินทางมาจากอินเดียแล้ว ควรมุ่งเน้นไปที่ผู้โดยสารจากทุกประเทศที่มีอาการป่วยในลักษณะเดียวกับไข้หวัดด้วย เนื่องจากไม่มีใครรู้ว่าผู้โดยสารดังกล่าวเคยสัมผัสกับผู้ที่เดินทางไปอินดียหรือไม่ หรือเคยสัมผัสกับสัตว์ที่เป็นพาหะของโรคหรือเปล่า
ศ.นพ.ธีระวัฒน์ ยังได้แนะนำผู้ที่อยู่ในพื้นที่ที่มีค้างค้างซึ่งเป็นพาหะของไวรัสนิปาห์ ว่า ไม่ควรไล่ค้างค้างเหล่านี้ออกจากแหล่งอาศัยเพราะหากค้างคาวดังกล่าวมีเชื้อไวรัสนิปาห์จะทำให้การแพร่ระบาดของโรคยิ่งกระจายออกไปและควบคุมได้ยาก นอกจากนั้นยังไม่ควรให้เจ้าหน้าที่ลงไปเก็บตัวอย่างปัสสาวะและมูลค้างคาวใต้ต้นไม้เพื่อดูว่ามีไวรัสนิปาห์หรือไม่อีกด้วย เนื่องจากปกติค้างคาวไม่ได้ปล่อยเชื้อไวรัสออกมาตลอดเวลา แต่จะออกมาเป็นช่วงฤดู เช่น สองถึงสามเดือน หรือเกิดขึ้นประปรายได้ทุกฤดู และขึ้นอยู่กับว่าค้างคาวนั้นเป็นสายพันธุ์อะไร ดังนั้นการไปเก็บตัวอย่างเหล่านี้อาจไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าค้างคาวดังกล่าวมีเชื้อไวรัสนิปาห์หรือไม่ แต่กลับทำให้เจ้าหน้าที่เสี่ยงที่จะสัมผัสกับเชื้อซึ่งออกมาจากสารคัดหลั่งของค้างคาว อย่างเช่นน้ำลายที่ตกอยู่ตามต้นไม้ใบหญ้า และนำไปสู่การแพร่กระจายของเชื้ออีกด้วย
“ สิ่งที่ควรปฏิบัติคืออย่าเข้าไปใกล้ชิดหรือสัมผัสกับค้างค้าวอย่างเด็ดขาด ทางที่ดีคืออย่าเข้าไปในบริเวณที่มีค้างคาว เพราะอาจจะเผลอไปสัมผัสน้ำลาย ปัสสาวะ หรืออุจจาระของค้างคาวที่ตกอยู่ในบริเวณนั้น ขณะเดียวกันก็ไม่ควรไล่ค้างคาวออกจากถิ่นที่อยู่ แม้ว่าจากการลงพื้นที่ศึกษาข้อมูลในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเรายังไม่พบว่ามีค้างคาวในประเทศไทยที่ติดเชื้อไวรัสนิปาห์ก็ตาม ” ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าว


