ศึกเลือกตั้งเดือด “3 พรรค” ปะทะนโยบายหวยเพื่อการออม ชิงคะแนนกลุ่มนักเสี่ยงโชค โดย“เพื่อไทย” ชู“หวยเกษียณ” ออกทุกสัปดาห์ เงินรางวัลสูงสุด 1 ล้าน พร้อมเพิ่มรางวัลแจ็คพอต หากไม่ถูกจะสะสมเป็นเงินออมยามเกษียณ ด้าน“ไทยสร้างไทย” ประกาศนโยบาย“หวยบำเหน็จ” เงินต้นไม่หาย แม้ไม่ถูกรางวัล ได้รับเงินต้นคืนพร้อมดอกเบี้ย เมื่ออายุครบ 60-80 ปี ส่วน“ประชาธิปัตย์” เปิดซิง“หวยจังหวัด” ขายจังหวัดละ 1 แสนใบ/งวด รางวัลใหญ่ 1 ล้านบาท/งวด/จังหวัด ชี้ ทุกงวดจะมีเศรษฐีเงินล้านเกิดขึ้นพร้อมกัน 77 คนทั่วประเทศ ขณะที่ “พรรคประชาชน” เตรียมออก“หวยใบเสร็จ” กระตุ้นการบริโภค ช่วย SME โดยทุกยอดซื้อ 500 บาท สามารถรับเลขท้าย 3 ได้ตัว 1 ใบ
ศึกเลือกตั้งครั้งนี้ไม่มีใครยอมใคร แต่ละพรรคต่างงัดทุกนโยบายออกมาสู้กันเพื่อหวังคะแนนจากผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งให้ได้มากที่สุด ไม่เว้นแม้แต่“คอหวย”ซึ่งกระจายอยู่ในทุกสาขาอาชีพ ทั้งในเมืองและในต่างจังหวัด
งานนี้คงมาดูกันว่า“นโยบายหวย”ของพรรคใด จะถูกใจประชาชนมากกว่ากัน !
“เพื่อไทย” สานต่อนโยบาย"หวยเกษียณ"
“พรรคเพื่อไทย”นับเป็นพรรคการเมืองแรกที่มีนโยบายเกี่ยวกับหวยเพื่อการออมออกมา ซึ่งแนวคิดนี้ถูกพัฒนาโดยทีม Think Tank ของพรรคเพื่อไทยมาตั้งแต่ปี 2562 ภายใต้ชื่อ "หวยบำเหน็จ" โดยเคยใช้หาเสียงในการเลือกตั้งปี 2562 และถูกนำเสนออีกครั้งในการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 แต่เปลี่ยนชื่อเป็นนโยบาย"หวยเกษียณ" (หรือสลากออมทรัพย์เพื่อการเกษียณ) แม้จะไม่ได้เป็นนโยบายเรือธงเหมือนโครงการเงินดิจิทัล 10,000 บาท แต่เมื่อพรรคเพื่อไทยได้เป็นแกนนำรัฐบาลในช่วงปี 2567-2568 ก็ได้ผลักดันนโยบายนี้อย่างเต็มที่ ซึ่งนโยบายดังกล่าวได้รับการตอบรับจากประชาชนเป็นอย่างดี ดังนั้นในการเลือกตั้งครั้งนี้นโยบาย"หวยเกษียณ" จึงเป็นหนึ่งใน“จุดขาย”ของพรรคเพื่อไทย ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ซื้อหวย-เงินไม่หาย” และคนที่จะซื้อได้ต้องเป็นคนไทยเท่านั้น พร้อมทั้งประกาศว่าภายใน 3 เดือนหลังจากที่เพื่อไทยจัดตั้งรัฐบาลได้ "หวยเกษียณ"งวดแรกจะถูกวางขายทันที
โดยรายละเอียดของนโยบาย“หวยเกษียณ”ของพรรคเพื่อไทย มีดังนี้
1. หวยเกษียณ คือนวัตกรรมการออมรูปแบบใหม่ เป็นหลักประกันยามเกษียณที่ใช้แรงจูงใจจากการชอบเล่นหวยของคนไทย ทำให้มีเงินก้อนยามเกษียณ เพราะทุกบาทที่ซื้อหวยเกษียณ นอกจากได้ลุ้นเงินรางวัลแล้ว ทุกบาทจะกลายเป็นเงินออม ตามคอนเซ็ปต์ “ซื้อหวย – เงินไม่หาย – ทุกบาทกลายเป็นเงินออม”
2. คนที่สามารถซื้อหวยเกษียณได้ ต้องเป็นคนไทย และมีอายุ 15 ปี ขึ้นไป
3. ราคาหวยเกษียณ อยู่ที่ใบละ 50 บาท
4. วิธีซื้อ สำหรับคนที่มีโทรศัพท์มือถือ สามารถซื้อผ่านแอปพลิเคชัน กอช., TrueMoney , myAIS , ShopeePay , Shopee และแอพทางรัฐ ส่วนคนที่ไม่มีโทรศัพท์มือถือ ซื้อได้ที่ เคาน์เตอร์เซอร์วิสในร้าน 7-Eleven บิ๊กซี โลตัส ตู้บุญเติม และไปรษณีย์ไทยทั่วประเทศ
5. เงินรางวัล แบ่งเป็น 3 ส่วนคือ
รางวัลที่ 1 เงินรางวัล 1 ล้านบาท จำนวน 5 รางวัล
รางวัล 3 ตัวหน้า และ 3 ตัวท้าย จำนวน 10,000 รางวัล
รางวัลแจ็คพอต ซึ่งในกรณีที่รางวัลออกไม่หมด จะรวมรางวัลทั้งหมดเป็นรางวัลแจ็คพอตในสัปดาห์ต่อไป
6. จับรางวัลทุกวันศุกร์ เวลา 17.00 น. โดยหากถูกรางวัล เงินรางวัลจะโอนเข้าบัญชีพร้อมเพย์ของผู้ซื้อทันที
7. ถ้าไม่ถูกรางวัล เงินทุกบาทที่ซื้อจะกลายเป็นเงินออมในบัญชีเงินออมของแต่ละบุคคล และจะได้คืนทุกบาททุกสตางค์ที่ซื้อหวยเกษียณมาตลอดชีวิต โดยได้เงินคืนพร้อมผลตอบแทนเมื่ออายุครบ 60 ปี
8. แม้อายุจะเกิน 60 ปี ก็สามารถซื้อหวยเกษียณได้ โดยต้องถือไว้ 5 ปี จึงจะสามารถขอรับเงินคืนได้ เช่น ซื้อตอน 62 ปี ก็ได้คืนทุกบาทที่ซื้อตอนอายุ 67 ปี
9. หากเสียชีวิตระหว่างออม เงินทุกบาทที่ออมจากการซื้อหวยเกษียณจะตรงสู่ทายาทตามกฎหมาย
10. เริ่มขายหวยเกษียณงวดแรกภายใน 3 เดือน หลังการจัดตั้งรัฐบาลพรรคเพื่อไทย
ทั้งนี้ ที่ผ่านมารัฐบาลที่นำโดยพรรคเพื่อไทยได้มีการแก้ไขพระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติ เพื่อรองรับหวยเกษียณ และพระราชบัญญัติดังกล่าวได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 7 พ.ย. 2568 (หลังจากที่ ครม.เพื่อไทยมีอันสิ้นสุดลงเพราะกรณีคลิปเสียงของนายกฯแพทองธาร) โดยจะมีผลใช้บังคับหลังจากประกาศแล้ว 60 วัน คือช่วงประมาณเดือนมกราคม 2569 ซึ่งอยู่ในช่วงที่รัฐบาลภูมิใจไทยเป็นรัฐบาลรักษาการ
“ไทยสร้างไทย”ชูจุดขาย นโยบาย“หวยบำเหน็จ”
ตามด้วย“พรรคไทยสร้างไทย” ที่มี คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เป็นหัวหน้าพรรค โดยได้นำเสนอนโยบาย“หวยบำเหน็จ”มาตั้งแต่ช่วงการเตรียมตัวเลือกตั้งในปี พ.ศ.2566 ซึ่งถือว่าเป็นนโยบายที่โด่งดังเปรี้ยงปร้างของพรรคเลยทีเดียว นโยบายนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมการเสี่ยงโชคให้เป็นการออมเงินเพื่อไว้ใช้ในยามเกษียณ และในการเลือกตั้งปี 2569 นี้พรรคไทยสร้างไทยก็ได้นำนโยบายดังกล่าวกลับมานำเสนออีกครั้ง
จากข้อมูลพบว่ามีคนไทยไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 ของประเทศ (ประมาณ 20 ล้านคน) ที่ชอบเล่นหวย ไม่ว่าจะเป็นหวยบนดิน (สลากกินแบ่งรัฐบาล) หรือหวยใต้ดิน มีเงินสะพัดหมุนเวียนในแวดวงหวยแต่ละปีไม่ต่ำกว่า 250,000 ล้านบาท พรรคไทยสร้างไทยจึงเห็นว่าจะเป็นการดีกว่าหรือไม่หากคนไทยสามารถนำเงินค่าซื้อหวยเหล่านี้กลับมาเป็นรายได้หลังเกษียณ โดยใช้นโยบาย“หวยบำเหน็จ”เป็นเครื่องมือในการออมเงินอีกรูปแบบหนึ่ง
โดยจุดเด่นของ“หวยบำเหน็จ”คือ
1. ผู้ซื้อสามารถซื้อหวยบำเหน็จได้ผ่านแอปเป๋าตัง ซึ่งผูกกับบัญชีธนาคาร มีระบบตรวจรางวัลให้อัตโนมัติ และโอนเงินเข้าบัญชีให้ทันทีหากถูกรางวัล
2. “เงินต้นไม่หาย”แม้ไม่ถูกรางวัล ซึ่งนอกจากผู้ซื้อได้มีโอกาสลุ้นตัวเลขเหมือนซื้อหวยแล้ว ยังมีสิทธิได้เงินต้นที่ซื้อหวยคืน โดยหากไม่ถูกรางวัล“เงินต้น”จะถูกสะสมยอดอยู่ในกองทุนหวยบำเหน็จ (กองทุนสลากการออมแห่งชาติ) และสามารถดูยอดเงินสะสมได้จากแอปเป๋าตัง เงินที่ซื้อหวยไปจึงไม่ใช่การจ่ายทิ้ง แต่คือการ "ฝากเงิน" ไว้กับรัฐ
3. ผู้ซื้อจะได้รับเงินต้นคืน พร้อมดอกเบี้ย เมื่ออายุครบ 60, 70 หรือ 80 ปี โดยโอนผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง ซึ่งเท่ากับเป็นการเก็บเงินไว้กินตอนแก่
4. หากผู้ซื้อเสียชีวิตก่อนได้รับเงินคืน เงินดังกล่าวจะตกเป็นมรดกให้ครอบครัวและลูกหลานต่อไป
“ประชาธิปัตย์” ดันนโยบาย“หวยจังหวัด”
ส่วน“พรรคประชาธิปัตย์”มาในรูปแบบใหม่ โดยนำเสนอ“สลากออมทรัพย์รายจังหวัด” หรือที่เรียกว่า “หวยจังหวัด”ภายใต้แนวคิดในการกระจายโอกาส“การออม-การพัฒนาความเป็นอยู่”ให้แก่ประชาชนที่อยู่ในจังหวัดต่างๆอย่างทั่วถึง ซึ่งกล่าวได้ว่าการออมนั้นเป็นสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ให้ความสำคัญมาอย่างต่อเนื่อง โดยประชาธิปัตย์เป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งกองทุนการออมแห่งชาติ(กอช.)ในสมัยนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพื่อสนับสนุนให้เกิดการออม และหากประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาลอีกครั้งก็จะผลักดันนโยบายหวยจังหวัดให้เกิดเป็นรูปธธรม
โดยรายละเอียดของ“หวยจังหวัด” มีดังนี้
1. มีการออก “สลากออมทรัพย์รายจังหวัด” จังหวัดละ 100,000 ใบ
2. ราคาขาย ใบละ 50 บาท
3. สามารถซื้อได้คนละ 1-2 ใบ
4. เงินรางวัล
> แต่ละจังหวัดกำหนดให้มีรางวัลที่ 1 งวดละ 1 รางวัล , จำนวนเงินรางวัล 1,000,000 บาท ดังนั้นในแต่ละจังหวัดจะต้องมีคนถูกรางวัล 1 ล้านบาททุกงวด หมายความว่าในแต่ละงวดจะมีเศรษฐีเงินล้านเกิดขึ้นจังหวัดละ 1 คน ประเทศไทยมี 77 จังหวัด ทุกงวดก็จะมีเศรษฐีเงินล้านเกิดขึ้นพร้อมกัน 77 คน
> แต่หากงวดนั้นไม่มีผู้ที่ถูกรางวัลที่ 1 ในจังหวัดนั้นๆ ผู้ซื้อในจังหวัดเดียวกันที่ถูกรางวัลใกล้เคียงก็จะได้รับรางวัล 1,000,000 บาทไปแทน ถ้ามีผู้ถูกรางวัลใกล้เคียง(หัว-ท้าย) 2 คน ก็แบ่งกันคนละ 500,000 บาท
5. แต่ถ้าไม่ถูกรางวัล เงิน 40 บาท(จากราคาหวย 50 บาท) จะถูกเก็บเข้าสู่ระบบการออมของผู้ซื้อรายนั้นๆ โดยมีกองทุนการออมแห่งชาติ(กอช.)เป็นผู้ดูแล ส่วนอีก 10 บาทจะถูกกันออกมาเพื่อใช้เป็นเงินรางวัล ซึ่งระบบนี้จะทำให้รัฐไม่ต้องนำงบประมาณออกมาใช้เป็นเงินรางวัล หวยจังหวัดถึงสามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง ไม่เป็นภาระเงินภาษี และไม่เป็นภาระ กอช.
6. หวยจังหวัดเป็นการสร้างระบบที่ทำให้เกิดการออม
> เมื่อผู้ซื้ออายุครบ 60 ปี กอช.จะจ่ายเงินสะสม(40 บาท/ใบ) ให้แก่ผู้ซื้อซึ่งเป็นเจ้าของเงิน ในรูปของเงินบำเหน็จหรือเงินบำนาญ
> หากคนที่อายุ 60 ปีขึ้นไปต้องการซื้อหวยจังหวัด ก็สามารถซื้อได้ แต่เงินสะสมจากกรณีที่ไม่ถูกรางวัลจะเก็บไว้
กับ กอช.เป็นเวลา 5 ปี จึงจะจ่ายคืนให้ เช่น ซื้อตอนอายุ 62 ปี จะได้รับเงินคืนตอนอายุ 67 ปี โดยจะจ่ายคืนเป็นเงินก้อน
7. สามารถซื้อหวยจังหวัดผ่านแอปพลิเคชั่นที่มีอยู่แล้ว เช่น แอปเป๋าตัง
8. สามารถซื้อ”หวยจังหวัด”ได้ภายในจังหวัดของตนเองเท่านั้น โดยจะยึดที่อยู่ตามบัตรประชาชนเป็นหลัก ซึ่งจังหวัดที่มีประชากรจำนวนมากอาจต้องแข่งขันกันในการซื้อ แต่หากจังหวัดใดมีจำนวนประชากรน้อยการแข่งขันก็จะน้อยลงด้วย เช่น จังหวัดระนองมีประชากร 200,000 คน มีหวยจังหวัด 100,000 ใบ ก็ไม่ต้องแข่งกันมาก โดยแนวคิดนี้เป็นการกระจายโอกาสให้แก่คนที่อยู่ในจังหวัดเล็กๆ ให้ได้มีโอกาสมากขึ้นในการสร้างฐานะและพัฒนาความเป็นอยู่ ขณะที่คนซึ่งอยู่ในจังหวัดใหญ่ๆนั้นได้โอกาสในด้านอื่นมากกว่าคนที่อยู่ในจังหวัดเล็กๆอยู่แล้ว
9. การออก“หวยจังหวัด”จะดำเนินการโดย กอช. และไม่ได้เกี่ยวข้องกับสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลซึ่งมีหน้าที่ในการออกสลากกินแบ่งรัฐบาลแต่อย่างใด โดย กอช.ต้องมีการแก้ไขกฎหมายเพื่อรองรับการออกหวยจังหวัดต่อไป
“พรรคประชาชน”ออก “หวยใบเสร็จ”กระตุ้นการบริโภค
ขณะที่“พรรคประชาชน”นำเสนอนโยบาย “หวย SME” หรือ “หวยใบเสร็จ” ด้วยเป้าหมายที่ต้องการแก้ปัญหาปากท้องและลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ด้วยการสร้างแต้มต่อให้กับผู้ประกอบการรายย่อยในการแข่งขันกับทุนใหญ่ จูงใจให้ผู้บริโภคสนับสนุนสินค้าและบริการจากธุรกิจ SME มากขึ้น โดยใช้ “หวยใบเสร็จ”เพื่อกระตุ้นยอดขายให้แก่กลุ่ม SME
โดยรายละเอียดของ“หวยใบเสร็จ” มีดังนี้
1. สิทธิประโยชน์ของผู้บริโภค
> ทุกยอดซื้อสะสมจากร้าน SME (สะสมจากหลายร้านได้) ครบ 500 บาท โดยจ่ายเงินผ่านแอปฯ “เป๋าตัง
หรือแอปธนาคารที่ร่วมโครงการ จะได้รับหวยใบเสร็จ (เลข 3 ตัว) 1 ใบ
> ลุ้นรางวัลได้ทุกครึ่งเดือน (สูงสุด 20 ใบ/คน/เดือน ในเฟสแรก)
> ภายใต้วงเงินรางวัลรวม 1,000 ล้านบาทต่อเดือน
2. สิทธิประโยชน์ของผู้ประกอบการ
> ร้านค้า SME จะได้รับหวยใบเสร็จ 1 ใบ เมื่อมียอดขายสะสมครบทุก 5,000 บาท (ไม่เกิน 20 ใบ/เดือน รวมกับข้อ 1 ในเฟสแรก)
> สามารถเข้าร่วมโครงการได้ ทั้ง SME ประเภทบุคคลธรรมดา และนิติบุคคล
> ผู้ประกอบการ SME ที่ร่วมโครงการ“หวยใบเสร็จ”จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีด้วย
ดังนั้นโครงการ“หวยใบเสร็จ”นอกจากจะช่วยกระตุ้นการบริโภคในระดับฐานรากแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมให้ร้านค้ารายย่อยเข้าสู่ระบบภาษีไปพร้อมกันด้วย


