‘นักธุรกิจ-นักการเมือง’ เผยตัวเลขซื้อเสียงในการเลือกตั้งครั้งนี้ยอมรับว่าสูงและดุเดือด ยันก่อนปราบสแกมเมอร์
7,500 บาทต่อหัวเป็นไปได้สูง แต่วันนี้อยู่ที่เขตไหนแพ้ไม่ได้คะแนนเฉียดฉิว‘พรรค-บ้านใหญ่’ก็จะเกทับบลัฟแหลก จนเกิด สูตรซื้อเสียงตัวเลขตั้งต้น+พลัส (PLUS) อีก1,000-3,000 บาท ทำให้สูงถึง 5,000-7,500 บาทต่อหัวมีจริง ส่วนพื้นที่ กทม.ต้องซื้อขั้นต่ำ 4 หมื่นเสียง ด้านนักธุรกิจแจง กทม.ต่ำกว่า 2 พันซื้อไม่ได้ สำหรับพื้นที่อันดามันจ่ายจริง 3 พันต่อหัวสอดคล้องกับ‘นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ’ ระบุ3 พันซื้อได้ แต่ถ้าผู้ขายเขี้ยว ก็จะรอใกล้ปิดหีบเลือกตั้ง เผื่อพรรคพลัสให้ จับตาเข้ามาได้ถอนทุนทั้งกินหัวคิวโครงการ ค่าใบอนุญาต และยาเสพติดระบาดแน่
ยิ่งใกล้วันหย่อนบัตรเลือกตั้ง 8 กพ.นี้ ดูเหมือนว่าสมรภูมิการเมืองดุเดือดทุกพรรคต่างหาจุดอ่อนของคู่ต่อสู้ออกมาโจมตีหวังดิสเครดิตคู่แข่ง ขณะที่โพลการเมืองหลายสำนักชี้ให้เห็นว่าพรรคที่มีโอกาสชนะเลือกตั้งคือพรรคประชาชน (ปชน.:สีส้ม) กับพรรคภูมิใจไทย (ภท.:สีน้ำเงิน) โดยมีพรรคเพื่อไทย (พท.:สีแดง) เป็นอันดับ 3 แต่การเลือกตั้งครั้งนี้มีเดิมพันทั้ง ‘น้ำเงิน-ส้ม-แดง’ล้วนแต่ต้องการเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลโดยมีพรรคกล้าธรรม (กธ.:สีเขียว) พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.:สีฟ้า) และพรรคอื่น ๆ เข้าร่วม
แต่การจะชนะเลือกตั้งให้ได้ตามเป้าหมายหรือไม่ จึงหนีไม่พ้นเรื่องการ ‘ซื้อเสียง’ จากข้อมูลคณะทำงานซีโร่ คอร์รัปชั่น : กกร. และ เพื่อนไม่ทน ได้สำรวจภาคธุรกิจ-ประชาชนเลือกตั้งปี 69 มีการซื้อเสียงแน่นอน จ่ายสูงสุด กทม.-ปริมณฑล 7,500บาท /คน ภาคตะวันออก 3,000 บาท / คน ส่วนภาคกลาง-ภาคเหนือ-อีสานและภาคใต้ 5,000 บาท/ คน
ประเด็นที่น่าสนใจคือการซื้อเสียงครั้งนี้สูงเกินไปหรือไม่ และผ่านกลไกอย่างไร รวมไปถึงพรรคหรือคนที่จ่ายเงินซื้อเสียงจะกลับมาถอนทุนด้วยวิธีใดได้บ้าง
แหล่งข่าวจากพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาล บอกว่าตัวเลขการซื้อเสียงสูงถึง 7,500 บาท/หัว หรือใช้เงินซื้อเสียงในทุกภาคมากขนาดนี้นั้น หากเป็นยุคที่ยังไม่ได้มีการปราบเงินสีเทา รวมไปถึงการปราบสแกมเมอร์หนักขนาดนี้ เชื่อว่ามีความเป็นไปได้ ตัวอย่างเขตเลือกตั้งใน กทม.ถ้าจะต้องซื้อจริง ๆ เขาก็รู้ว่าต้องซื้อเขตไหนบ้าง ไม่ต้องใช้ถึง 7,500 ใช้เพียงหัวละ 1 พัน หรือ 2 พัน โดยใช้สถิติคะแนนเลือกตั้งของปี 2562 หรือ 2566
มาประเมินร่วมกัน ก็ควรจะซื้อถึง 40,000 เสียง คือถ้าจ่าย 1 พัน คูณด้วย 4 หมื่นคะแนนจะใช้เงิน 40 ล้านบาทต่อเขตต่อคน แต่ถ้าจ่าย 2 พัน คูณด้วย 4 หมื่น ก็จะใช้เงิน 80 ล้านบาท
“เวลาจะจ่าย 40 ล้านหรือ 80 ล้านเขาหวังคะแนนเข้าเป้าแค่ 50% คือ 2 หมื่นคะแนน โดยที่พรรคก็ต้องมีฐานเสียงบางส่วนอยู่ในมือก่อนด้วย วิธีนี้ใช้เงินเท่านี้ก็ได้ สส.เขตแล้ว”
ส่วนในต่างจังหวัดที่มีการแข่งเดือดเพื่อจะชนะเลือกตั้งในเขตที่บ้านใหญ่คุมอยู่และรู้ว่าจะแพ้ไม่ได้ตรงนี้แหละจะเห็นมีการ ‘เกทับบลัฟแหลก’ ของผู้คุมบ้าน
“ลูกน้องจะมาบอกนาย คู่แข่งจ่ายเท่าไหร่และคะแนนทิ้งห่างเท่าไหร เช่นคู่แข่งจ่าย 500 ฉันก็จะใส่ 700 ถ้าเขาใส่700 เราจะใส่ 1พัน ถ้าเขายังขยับ 1พัน ฉันจะขยับ 1,500-2,000 ถ้ายังสู้อีกก็แบบมีพลัสคือจ่ายเพิ่มหลังผลเราชนะเลือกตั้ง แค่รู้กันกับคนขายเสียงเท่านั้น”
อย่างไรก็ดี ในการเลือกตั้งครั้งนี้มีความต่างตรงที่ว่า เศรษฐกิจโดยรวมไม่ดีเลย คนจนมากขึ้น ดังนั้น จำนวนคนที่เคยซื้อเสียงไม่ได้ ก็จะลดลงไป ก็แปลว่าจะมีคนขายเสียงเพิ่มขึ้น
ด้านนักธุรกิจรายใหญ่ บอกว่าจะมีการพูดคุยกับเพื่อน ๆ นักธุรกิจใน กกร.หลายคนบอกว่าการซื้อเสียงครั้งนี้ตัวเลขสูงจริง โดยเฉพาะมันมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ เช่นที่ กทม.การจะชนะเลือกตั้งแต่ละเขตต้องวางไว้ที่ 40,000 คะแนน ซึ่งพรรคน้ำเงิน ก็ต้องการปักหมุดที่ กทม.ให้ได้ จะได้กี่เขตไม่ใช่ประเด็น มันอยู่ที่ว่าถ้าสีน้ำเงินมี สส.ในกทม. ก็จะได้รับการยอมรับจากคนกรุงเทพฯ ซึ่งในอดีตภาพลักษณ์ภูมิใจไทยถูกมองไปในเรื่องของผลประโยชน์ ถามว่ามีโอกาสหรือไม่ พวกเราก็มองว่ามีความเป็นไปได้
“ทั้งจากขิง เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ที่ย้ายมาจาก รทสช.สร้างผลงานช่วงเป็นรมว.อุตสาหกรรม ปราบเหล็กไม่ได้มาตรฐาน หรือจาก 3 เทคโนเครต ทั้งคุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และคุณสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ล้วนแต่ทำให้ภูมิใจไทย เด่นขึ้นมาใน กทม.”
ขณะเดียวกันยังเชื่อว่าการซื้อเสียงใน กทม.และปริมณฑล ต่ำกว่า 2 พันบาท/หัว ไม่น่าจะซื้อได้แล้ว เพราะว่าสีน้ำเงิน ไม่ใช่แข่งกับสีส้มหรือสีแดงเท่านั้น ยังต้องแข่งกับพรรคสีฟ้าคือ ปชป.ซึ่งวันนี้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และแกนนำ เดินสายหนักมากและได้รับการตอบรับดี โพลสำรวจก็พบว่าสีฟ้าได้รับความสนใจ
“พวกเรารู้และเชื่อว่าสีส้ม ไม่ซื้อเสียง แต่พึ่งกระแส และแยกกันเดินสาย ขายนโยบายเพื่อสร้างความหวัง และคนรุ่นอายุ 60 ไปแล้วก็หันมาสนใจส้มมากขึ้น ส่วนพรรคสีฟ้าก็ไม่ซื้อ เพราะพรรคนี้ไม่มีเงิน ไม่ยอมหานายทุน จริง ๆ มีนักธุรกิจพร้อมจะให้ แต่เขาไม่สนใจ ไม่เอา”
ขณะที่การเมืองทางภาคใต้น่าจับตามาก โดยเฉพาะเขตพื้นที่อันดามัน ชายฝั่งทะเลตะวันตกครอบคลุม 6 จังหวัด ได้แก่ ระนอง, พังงา, ภูเก็ต, กระบี่, ตรัง และสตูล ที่นักธุรกิจภาคใต้พูดคุยและหารือกันยอมรับว่าที่นี่มีการซื้อเสียง จ่ายกันที่หัวละ 3 พันบาท
“พรรคให้ส่วนหนึ่ง บ้านใหญ่จ่ายส่วนหนึ่ง เรียกว่ามัดจำก่อน 1,500 จ่ายเพิ่มก่อนหรือหลังไปลงคะแนนและบางเขตได้เพิ่มคือซื้อเสียงเกิน 3 พันบาท แต่ก็มีบางเขตในภาคใต้ที่ใช้วิธีฮั้วกันของ 2 พรรคพันธมิตร เพื่อให้ใช้เงินซื้อเสียงน้อยลง และหลังเลือกตั้งก็จับมือกันตั้งรัฐบาล”
นักธุรกิจคนเดิม ย้ำว่า การใช้เงินซื้อเสียงขนาดนี้ เขามาถอนทุนแน่ ๆ คือจากโครงการต่าง ๆ ตัวเลขคอร์รัปชันอยู่ที่ 30-40% ตามกติกา แต่ครั้งนี้จะหนักกว่า บรรดาใบอนุญาตต่าง ๆ ของทุกหน่วยงาน จะมีราคาและเป็นเงินเป็นทอง ขอให้จับตาดูกัน
ด้านนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต สส.พัทลุง สมาชิกพรรค ปชป. บอกว่าซื้อเสียงที่ 5 พัน หรือ 7,500 บาทต่อหัว เป็นตัวเลขที่สูงเกินไป แต่ตัวเลขนี้อาจจะนำมาใช้เวลาที่คะแนนคู่แข่งเฉียดฉิวกันมาก ก็จะเพิ่มตัวเลขนี้บางจำนวนเท่านั้น เช่น จะมีคนจำนวนหนึ่งรอจนบ่าย 2 บ่าย 3 ก็จะยังไม่ไปใช้สิทธิ์ กระทั่งหัวคะแนนรู้และตามไปถึงบ้าน ก็อาจจะมีเพิ่มจำนวนเงินให้อีก
“พวกนี้จะได้เพิ่มจากเดิมอีก 1-3 พัน ซึ่งคนที่ได้เยอะ ๆ แบบนี้จะมาก่อนหมดเวลา มาก่อนปิดหีบเลือกตั้ง คนจะมากันเยอะเพราะมันมีนัยสำคัญ และหัวคะแนนรู้ว่าจะตามใครบ้าง เพราะบางคนที่ยังไม่มาอาจไปรับของพรรคอื่นไปแล้ว และที่เขารู้จาก Exit หน้าประตู”
สำหรับการซื้อเสียงนั้นจะซื้อที่เท่าไหร่จะประเมินจากคู่ต่อสู้ โดยจะไม่มีใครยอมเปิดก่อนเพราะถ้าอีกฝ่ายเปิด ฝ่ายที่ตามหลังมาจะเปิดในราคาสูงกว่าและ ใครเปิดก่อน จะมีแนวโน้มที่จะแพ้ ส่วนจะเปิดราคาซื้อเสียงที่เท่าไหร่นั้น เป็นการวัดใจของพรรคคู่แข่ง โดยเฉพาะที่ภาคใต้นั้น จะมีแค่ 2 พรรคพันธมิตรที่ตั้งใจจะกวาดในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งทั้ง 2 ฝ่ายจะหาข่าว ว่าอีกฝ่ายจะซื้อที่เท่าไหร่
“ไปดูบางเขตสู้กันจริง ๆ แต่บางเขตก็จะยอมกัน เพื่อจับมือตั้งรัฐบาลถ้าสู้ก็ต้องสู้หนัก เช่นถ้าสีเขียวรู้ว่าเขตนี้กระแสไม่ดี ก็ต้องปล่อยให้สีน้ำเงินได้ไป ขณะที่ ปชป.และปชน.ก็ประกาศไม่เอากล้าธรรม”
อดีต สส.พัทลุง บอกว่าในพื้นที่ภาคใต้ที่สู้กันในแต่ละเขต จะซื้อกันที่หัวละ 2 พันคูณด้วย 6 หมื่นเสียง ก็ประมาณ 120 ล้านต่อเขต ถ้าซื้อต่ำกว่านี้เรียกว่าแพ้เลย แต่การจะซื้อไม่ใช่หัวละ 2 พันนะ จะต้องบวกคนที่ไปเอาบัตรประชาชนมา คนที่คุมบัตร อย่างน้อยต้องได้หัวละ 200-300 บาท ก็เท่ากับว่าซื้อเสียงหัวละ 2,300 คูณด้วย 6 หมื่น จะต้องใช้เงิน 138 ล้านต่อเขต
“เขตที่สูสีมาก ๆ ถ้าซื้อ 2 พันต่อหัว และยอมพลัส (PLUS) 3 พันต่อหัว แบบนี้ชนะเลย ไปจับตาดูที่นครศรีธรรมราชกันดีกว่า ส่วนพื้นที่อันดามันก็รู้กันว่า 3 พันต่อหัวขึ้นไป”
ในส่วนของพรรคการเมืองที่ใช้เงินซื้อเสียง และมีมุ้งหรือมีบ้านใหญ่อยู่ในพรรคนั้น ส่วนใหญ่พรรคจะให้ทุนประเดิม คือถ้าเขตนี้ต้องใช้เงิน 120 ล้าน พรรคก็จะใจดีให้ 60 ล้าน อีก 60 ล้านบรรดามุ้งต่าง ๆ ก็ต้องควักจ่ายเองหากต้องการให้ผู้สมัครในมุ้งของตัวเองได้เป็น สส.และส่วนใหญ่มุ้งและผู้สมัครในมุ้งก็มักจะเป็นทายาทนักการเมือง หรือคนทำธุรกิจจัดอยู่ประเภทรวยนั่นเอง
“บางคนพรรคตั้งต้นให้ 60 ล้าน แต่กลัวผู้สมัครไม่สู้ แถมไม่ออกเงิน ก็จะคุยและบอกว่าให้วางมาก่อนครึ่ง คือ 60 ล้านก็ให้วาง 30 ล้านก่อน จะว่าไปพรรคภูมิใจไทย ไม่หมูนะ เขาไม่ยอมให้ผู้สมัครไปซื้อเสียงเอง เพราะกล้วจะอมเงินที่ให้ไปก่อน ลือกันว่าพรรคนี้จะมีชุดซื้อคะแนนเอง”
นายนิพิฏฐ์ ย้ำว่าการซื้อเสียงครั้งนี้หนักกว่าเลือกตั้งที่ผ่าน ๆ มา มีการเก็บบัตร ถ่ายบัตรไว้จำนวนมาก และต่างกว่าครั้งอื่น ๆ คือครั้งนี้มีการขอเบอร์โทรศัพท์เจ้าของบัตรไว้ด้วย เพราะจะมีคนของพรรคคอยติดตามถามว่าเจ้าของบัตรรายนี้ได้รับเงินหรือยัง ถ้ายังไม่ได้รับงานเข้าหัวคะแนนแน่ และเลือกตั้งครั้งนี้มีการใช้เจ้าหน้าที่รัฐพวกกำนัน ผู้ใหญ่บ้านเป็นหลัก
“อย่างในหมู่บ้านนี้ ผู้ใหญ่บ้านรับผิดชอบ ก็จะให้ผู้ช่วย 3-4 คนไปทำ แล้วในหน่วยเลือกตั้ง จะใช้ผู้ใหญ่บ้านเป็นกรรมการหน่วย ซึ่งเมื่อก่อนจะใช้ครู เกษตรตำบล ช่วงหลังใช้ผู้ใหญ่บ้าน พอผู้ใหญ่บ้านซื้อเอง ผู้ช่วยซื้อเอง วันไปใช้สิทธิ์ ก็จะตามงาน ทวงงานได้ง่าย ผู้ใหญ่บ้านอยู่ในหน่วย เดินไปเดินมาได้ พยักหน้ากันก็รู้กันทำให้ประเมินคะแนนเสียงได้ว่าพรรคจะชนะหรือไม่ และใครจะเบี้ยวไม่ได้เพราะคนซื้อล้วนอยู่ในหน่วยทั้งนั้น”
หากจะถามว่ากระสุนที่ใช้ซื้อเสียงมาจากไหน ก็ต้องบอกเงินเหล่านี้ล้วนแต่เป็นเงินสีเทา บางส่วนก็เข้ามาจากปอยเปต กัมพูชา ซึ่งเข้ามารออยู่แล้วก่อนที่รัฐไทยจะปราบสแกมเมอร์ ในอดีตจะเชื่อว่าเมื่อมีการซื้อเสียงได้เป็นรัฐบาลก็จะมาถอนทุนจากโครงการรัฐ เดี๋ยวนี้เป็นไปได้ยาก สมมุติใช้เงินซื้อเสียงในจังหวัด เขตละ 100 ล้าน ถ้าซื้อ 3 เขตก็ต้องใช้เงิน 300 ล้านบาท ถามว่าเงิน 300 ล้านบาทจะได้มาจากโครงการอะไร ก็ต้องเป็นงบก่อสร้างที่มีมูลค่าเป็นพันล้านบาท ซึ่งมันไม่สามารถหักหัวคิว 30-35% ได้ง่าย ๆ แล้ว
“ผมว่าการถอนทุนจะต้องมาจากธุรกิจสีเทานะ ถ้าสแกมเมอร์ถูกปราบจริง ๆ ก็ไม่รู้ว่าเขาจะเปลี่ยนไปอย่างไร แต่พื้นที่ในปักษ์ใต้ ก่อนการเลือกตั้งแต่ละครั้ง ตำรวจถ้าทำจริงๆ จะจับยาเสพติดได้เยอะล็อตใหญ่ ๆ เกิดขึ้นทุกครั้ง บางครั้งรถเก๋ง รถกระบะคว่ำ 30 ล้านไม่เจอ”
อดีต สส.พัทลุง ระบุว่า เมื่อเงินสแกมเมอร์ทำได้ยากขึ้น จึงเชื่อว่าเงินสีเทาที่จะเฟื่องต้องมาจากการจับยาเสพติด จึงเชื่อว่ายาเสพติดระบาดมากขึ้นแน่ ๆ รวมทั้งการฮั้วงานซึ่งเป็นรูปแบบโบราณที่ทำอยู่แล้ว โดยการแบ่งงานในกระทรวง ทบวง กรม ซึ่งกระทรวงที่หาเงินได้มาก เช่น กระทรวงเกษตรฯ กรมชลประทาน ขุดลอกแหล่งน้ำ เอารถแบ็กโฮไปจุ่มหน่อยก็รับไปแล้ว 40 ล้าน กระทรวงคมนาคม ที่มีโปรเจกต์ใหญ่ ๆ รวมไปถึงการจัดซื้อ จัดจ้าง เพื่อใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้าไปเปลี่ยนระบบการทำงานในองค์กร เป็นต้น
ดังนั้นการเลือกตั้งครั้งนี้พรรคใหญ่ ๆ ต้องใช้เงินซื้อเสียงเริ่มต้นที่พรรคละหมื่นล้าน เช่นถ้าใช้เงิน 80 ล้านต่อเขต ถ้าซื้อ 100 เขตจะใช้เงิน 8 พันล้านแล้ว และบางพื้นที่ไม่ได้ซื้อแบบเขตเดียว แต่ต้องซื้อแบบจังหวัดนี้ยกทั้งพรรค ซึ่งพรรคต้องจ่ายทุนประเดิมให้ก่อนคือต้องซื้อบ้านใหญ่สมมุติจ่าย 1 พันล้านก่อน เวลาจะเลือกตั้งก็ต้องจ่ายต่างหากอีก บวกกับเงินที่บ้านใหญ่ก็ต้องลงขันไปด้วยเพื่อให้ได้ สส.แบบยกจังหวัด
“ครั้งแรกซื้อบ้านใหญ่ก่อน และเวลาเลือกตั้งก็ต้องเอาเงินมาให้คนของเค้าอีก อันนี้จะเป็นแบบที่บ้านใหญ่ไม่ได้ลงเลือกตั้ง แต่บ้านใหญ่มีอิทธิพลในพื้นที่ ถ้าต้องการฐานเสียงก็ต้องจ่ายให้ผู้มีอิทธิพลคนนี้ก่อน เมื่อเขาสามารถหาผู้ที่จะมาสมัคร สส.ให้ได้ ก็ต้องจ่ายเงินซื้อเสียงให้ลูกน้องเขาด้วย ถ้าต้องการจะได้ สส.ในเขตนี้”
ทั้งนี้ต้องไม่ลืมว่าบ้านใหญ่ คือคนที่มีอิทธิพลในพื้นที่ มีผลต่อการตัดสินใจต่อการเลือกตั้งของประชาชน และเป็นผู้ใช้ระบบอุปถัมภ์ในเขตพื้นที่นั้นสูงมาก เมื่อบ้านใหญ่ คือ ผู้ใช้ระบบอุปถัมภ์ จึงต้องได้รับผลประโยชน์ก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง และต้องมาตามจ่ายลูกทีม และเวลาเลือกตั้งลูกทีมเขาก็จะได้รับเลือกเป็น ส.ส. บ้านใหญ่คนนี้ก็จะกลายเป็นหัวหน้ามุ้งที่จะมีอำนาจต่อรองกับพรรคนั่นเอง!
ข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่
Facebook :https://www.facebook.com/SpecialScoopManagerOnline/
Instragram :https://instagram.com/special.scoop.mgronline
Tiktok :https://vt.tiktok.com/ZSe4j


