xs
xsm
sm
md
lg

กัมพูชาไม่อาย“ขอเงิน”-พลิกบทพระเอกปราบสแกมเมอร์

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ฮุนมาเนต ออกโรงขอรับบริจาคจากนานาชาติ อ้างช่วยเหลือทหารแนวหน้า 10 และ 80 ล้านเรียล ที่แท้แบงก์ชาติกัมพูชาสั่ง พลิกเกมจับเฉินจื้อส่งจีน โชว์ร่างนักบุญเร่งปราบสแกมเมอร์ ทั้ง ๆ ที่ทั่วโลกก็รู้ว่าที่นี่คือดินแดนสแกมเมอร์ ปั้นน้ำเป็นตัวเรื่องกับระเบิด PMN-2 แถมชิงโจมตีไทยทำลายโบราณสถาน ทั้ง ๆ ที่เขมรใช้เป็นที่ตั้งทหาร

นับตั้งแต่ก้าวเข้าสู่ปี 2569 ผู้นำจากฝั่งประเทศกัมพูชาไม่มีการเคลื่อนไหวอะไรมากนัก โดยเฉพาะฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรี กัมพูชา เพิ่งโพสต์ข้อความถึงเรื่องการขอรับบริจาคและการให้ความช่วยเหลือทหารแนวหน้าเมื่อ 10 มกราคม 2569

เพจคัดข่าวได้รายงานว่า ฮุน มาเนต ออกแถลงการณ์พิเศษ ย้ำว่าสถานการณ์ชายแดนเริ่มคลี่คลาย หลังการหยุดยิงและการปล่อยตัวเชลยทหารกัมพูชา 18 นาย ช่วงท้ายของคำแถลง ที่ผู้นำกัมพูชา เรียกร้องให้เพื่อนและพันธมิตรพัฒนา สนับสนุนการฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง

นี่คือศัพท์ของการ “ขอเงิน”

ฮุน มาเนต ไล่เรียงความเสียหายเป็นข้อ ๆ เศรษฐกิจชายแดน การเกษตร  การท่องเที่ยว โครงสร้างพื้นฐาน ผู้พลัดถิ่น

บริบททำให้กลิ่น “รับบริจาค” ชัดกว่าทุกครั้ง จังหวะเวลาคือกุญแจสำคัญ เพิ่งหยุดยิง เพิ่งปล่อยเชลย ยังไม่มีรายงานประเมินความเสียหายจากองค์กรอิสระใด ๆแต่รัฐบาลพนมเปญกลับรีบเปิดประเด็น “ฟื้นฟู–เงินช่วยเหลือ” ทันที

มันคือภาษาที่ส่งตรงถึง จีน สหรัฐฯ EU ADB World Bank ยิ่งไปกว่านั้น การพูดถึงงบฟื้นฟูระดับ หลายพันล้านดอลลาร์

พร้อมเผยสูตร(ขอเงิน)ที่ตระกูลฮุนใช้คล่อง คือ เล่นสองเวที สองบทบาท ในประเทศ ปลุกกระแสชาตินิยม ไทยเป็นผู้ก่อความเสียหาย รัฐบาลต้อง “ปกป้องศักดิ์ศรีชาติ”

นอกประเทศ กัมพูชาเป็นประเทศเล็ก ประชาชนเดือดร้อน ต้องการความช่วยเหลือเพื่อมนุษยธรรมและการฟื้นฟู

นี่ไม่ใช่ความย้อนแย้ง แต่คือ สูตรการเมือง–การเงิน ที่รัฐบาลกัมพูชาใช้มาแล้วหลายรอบ ตั้งแต่ยุคฮุน เซน ไม่ใช่ตั้งกล่องรับเงิน แต่คือเปิด “Funding Window”

นี่ไม่ใช่การขอเงินบริจาคแบบ NGO แต่คือการ ระดมเงินรัฐต่อรัฐ และจากสถาบันการเงินระหว่างประเทศ

สรุปแบบไม่อ้อม นี่คือการ ขอเงินในเชิงยุทธศาสตร์ ใช้ความขัดแย้งชายแดนและใช้บทประเทศเล็กผู้ได้รับผลกระทบ เพื่อเปิดกระเป๋าผู้ให้

การเดินเกมรับบริจาคไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มันคืออีกหนึ่งวิธีหาเงินที่ตระกูลนี้ถนัดมือที่สุด


ใครช่วยทหารเขมร

นอกจากนี้ยังได้กล่าวถึงมาตรการช่วยเหลือทหารแนวหน้า ด้วยการยกเลิกสินเชื่อธนาคาร เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระครอบครัว แยกเป็นถ้าบาดเจ็บยกหนี้ให้ 10 ล้านเรียล ประมาณ 7 หมื่นกว่าบาท หากเสียชีวิตยกหนี้ให้ 80 ล้านเรียลหรือประมาณ 6 แสนกว่าบาท

แหล่งข่าว กล่าวว่าเรื่องการขอรับถือเป็นเรื่องปกติของกัมพูชา เพราะเงินบริจาคหลายส่วนที่ไหลเข้ากัมพูชา ยากต่อการตรวจสอบว่าถูกนำไปใช้ถูกต้องตรงตามวัตถุประสงค์หรือไม่ ไหลไปสู่การใช้จ่ายส่วนตัวของผู้นำหรือไม่ หรือถูกโยกไปสู่การจัดซื้ออาวุธเพื่อมาสู้รบกับฝั่งไทยหรือไม่

แต่อย่างเรื่องการช่วยเหลือหนี้ของทหาร 10 ล้านเรียลหรือ 80 ล้านเรียล ตรงนี้ถือเป็นเรื่องที่รัฐบาลกัมพูชาได้ทำข้อตกลงกับธนาคารแห่งชาติกัมพูชาและมีธนาคารเอกชนเข้าร่วมราว 1-2 ราย ตรงนี้ต้องดูรายละเอียดว่ารับเฉพาะลูกหนี้(ทหาร)ของ
ธนาคารเท่านั้นหรือไม่ ครอบคลุมทหารที่ไม่ได้เป็นหนี้หรือไม่ ตรงนี้ยังไม่มีหลักฐานยืนยัน ถ้าให้สิทธิเฉพาะลูกค้า(ทหาร)ที่เป็นลูกค้าก็เท่ากับเป็นเงินช่วยเหลือจากธนาคาร และอาจไม่ครอบคลุมทหารที่บาดเจ็บหรือเสียชีวิตทุกราย

อีกปัญหาคือตัวเลขทหารที่เสียชีวิตจากฝ่ายกัมพูชาเชื่อถือได้แค่ไหน


หลังจับเฉินจื้อ

ที่จริงก่อนหน้านี้มีเหตุใหญ่ที่เกิดขึ้นในกัมพูชา เมื่อ 6 มกราคม 2569 ภายใต้ความร่วมมือทวิภาคีระหว่างจีนและกัมพูชา โดย เฉิน จื้อ พร้อมด้วยสมุนคนสนิทอย่าง ซู จี เหลียง (Xu Ji Liang) และ เซา จี ฮุย (Shao Ji Hui) ถูกควบคุมตัวและเนรเทศทันที หลังจากที่รัฐบาลกัมพูชาได้ออกพระราชกฤษฎีกา “เพิกถอนสัญชาติ” ของ เฉิน จื้อ ไปเมื่อเดือนธันวาคม 2568

จากนั้น 7 มกราคม 2569 มีการส่งตัวเฉินจื้อ กลับประเทศจีน ด้วยข้อหาฉ้อโกงขนาดใหญ่และการฟอกเงิน รวมถึงอาชญากรรมข้ามชาติอื่นๆ ที่มีมูลค่าความเสียหายมากกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ


พระเอกปราบสแกมเมอร์

ถัดมา ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีของกัมพูชา ได้โพสต์ข้อความผ่าน Facebook อีกครั้งเมื่อ 14 มกราคม 2569 เพื่อสื่อสารถึงประชาชนชาวกัมพูชา ดังนี้

ถึงพี่น้องร่วมชาติที่รัก!

ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก เมื่อชาติของเราต้องเผชิญกับสงครามรุกราน ที่ละเมิดอธิปไตย และบูรณภาพดินแดน ข้าพเจ้าได้เห็นอย่างแท้จริงถึงจิตวิญญาณ แห่งความสามัคคีและความเป็นเอกภาพของชาติระหว่างชาวเขมรด้วยกัน ตลอดจนความเจ็บปวดของชาติและประชาชนของเรา ความเจ็บปวดที่ได้จุดประกาย ความรักชาติอย่างจริงใจ และความมุ่งมั่นอันแรงกล้าของประชาชนทุกหนทุกแห่ง ในการสร้างชาติให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

แท้จริงแล้ว ความยากลำบากของชาติในปัจจุบัน คือความยากลำบากของชาวเขมรทุกคน แต่กุญแจสำคัญสำหรับชาติของเราในขณะนี้คือ เราต้องเปลี่ยนความยากลำบากของชาติในปัจจุบัน และความมุ่งมั่นอันแรงกล้าของชาวเขมรทุกคน ให้กลายเป็นการต่อสู้ของชาติที่แข็งแกร่งและเป้าหมายอันศักดิ์สิทธิ์ของชาติ นั่นคือ การรวมเป็นหนึ่งเดียวเพื่อปกป้องมาตุภูมิอันเป็นที่รักของเราและทำให้ชาติเขมรของเราเข้มแข็ง ตามความปรารถนาอันศักดิ์สิทธิ์ของชาวเขมรทุกคน ในขณะเดียวกันและในอนาคต เราจำเป็นต้องรวมเป็นหนึ่งเดียว ด้วยความมุ่งมั่นร่วมกันของชาติเพื่อเสริมสร้างศักยภาพของชาติในทุกภาคส่วนและขจัดความเฉื่อยชาในสังคมที่ทำให้ชาติอ่อนแอลง

ความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยทางสังคม และการปราบปรามอาชญากรรม เป็นนโยบายสำคัญลำดับต้นๆ ของรัฐบาล เพื่อให้ประชาชนได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุข และการปราบปรามอาชญากรรมทางไซเบอร์เป็นประเด็นสำคัญอีกประเด็นหนึ่งนอกเหนือจากความพยายามในด้านสำคัญอื่นๆ ของชาติ

ด้วยเหตุที่อาชญากรรมทางไซเบอร์เป็นอันตรายร้ายแรงต่อสังคม และมีความซับซ้อน โดยมีเครือข่ายเชื่อมโยงกันจากประเทศหนึ่งไปยังอีกประเทศหนึ่ง รัฐบาลได้ดำเนินมาตรการต่างๆ มากมายเพื่อต่อต้านอาชญากรรมนี้ และประสบผลสำเร็จหลายประการ

การที่รัฐบาลกำหนดให้การปราบปรามอาชญากรรมเป็นนโยบายสำคัญลำดับต้นๆ นั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ และการนำมาตรการที่เข้มงวดและเด็ดขาดมาใช้เพื่อต่อต้านอาชญากรรมทางไซเบอร์ในอดีต เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นทางการเมืองของรัฐบาลในการต่อสู้กับอาชญากรรมข้ามชาตินี้ ซึ่งเป็นปัญหาที่ทั้งกัมพูชา ภูมิภาค และทั่วโลกต่างให้ความสำคัญ

ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงปรารถนาอย่างยิ่งที่จะเห็นการมีส่วนร่วมด้วยความมุ่งมั่นและเสียสละเพื่อชาติจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมีส่วนร่วมของประชาชนชาวเขมรจากทุกสาขาอาชีพ ทุกกลุ่ม ตลอดจนข้าราชการ เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อที่เราจะได้รวมใจเป็นพลังแห่งความสามัชย์ของชาติเขมรที่ยิ่งใหญ่ ในการกำจัดปัญหาอาชญากรรมทางไซเบอร์ที่เรื้อรัง ตลอดจนเสริมสร้างชื่อเสียงอันดีงามของราชอาณาจักรกัมพูชาในเวทีระหว่างประเทศ

กัมพูชาการละคร

“สวยหรู ดูเป็นผู้มีคุณธรรม เร่งปราบปรามสแกมเมอร์ ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้ากัมพูชาถูกขนานนามว่าเป็นดินแดนแห่งสแกมเมอร์ กลายเป็นศูนย์หลอกลวงคนทั่วโลกตั้งอยู่ที่ประเทศแห่งนี้ จนสหรัฐและอังกฤษอายัดทรัพย์ของเฉินจื้อ มากกว่า 5 แสนล้านบาท”แหล่งข่าวกล่าว

ไม่ใช่แค่เฉินจื้อ ในกัมพูชายังมีหลานของฮุนเซนอย่างฮุนโต ที่บริหารจัดการ Hui One กรุ๊ป ที่ก็ถูกจับตาจากสหรัฐเช่นกัน นั่นหมายถึงความผูกพันระหว่างเหล่าสแกมเมอร์กับผู้นำของกัมพูชา     เมื่อทุกอย่างเริ่มถึงทางตันการตัดส่วนที่เป็นปัญหาทิ้งก็ต้องทำ

คนทั่วโลกก็เห็นเรื่องปัญหาสแกมเมอร์ในกัมพูชา เกาหลีใต้เดินเครื่องเอาจริงหลังจากพลเมืองของเขาเสียชีวิต พร้อมทั้งตัดเรื่องการท่องเที่ยว และอีกหลายประเทศเริ่มที่จะอายัดสินทรัพย์ของเครือข่ายเหล่านี้ในประเทศของตน

ข่าวออกโครม ๆ ฮุน มาเนต ออกมาบอกเป็นความสำเร็จในการปราบสแกมเมอร์ ด้วยภาษาที่สวยหรู ดูเป็นผู้ผดุงคุณธรรม แต่ทุกคนก็รู้ว่าใครหนุนหลังอาชญากรเหล่านี้

หลังจากที่มีการจับเฉินจื้อส่งจีน รังสแกมเมอร์หลายแห่งก็เริ่มแตก ไม่ว่าจะด้วยการปราบปรามจริงหรือสร้างภาพว่ารัฐบาลกัมพูชาเอาจริง พอ ๆ กับการลดบทบาทของ 2 พ่อลูกอย่างฮุนเซนและฮุนมาเนต


ละเมิดอนุสัญญาออตตาวา

การพลิกจากขาวเป็นดำ ทำให้ดำเป็นขาว หรือการฉวยจังหวะชิงความได้เปรียบ ถือว่าผู้นำกัมพูชามีความสามารถในด้านนี้ ขึ้นอยู่กับว่าใครจะเชื่อหรือไม่ และไม่ต้องอายหากสิ่งเหล่านั้นไม่เป็นความจริง

อีกหนึ่งหลักฐานที่น่าสนใจคือจากคำพูดของฮุนมาเนตเมื่อ 10 มกราคม 2569 ว่า กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานท้องถิ่นกำลังประสานงาน

เพื่อให้ประชาชนที่พลัดถิ่นสามารถกลับบ้านได้โดยเร็วที่สุด เมื่อสถานการณ์เอื้ออำนวย

ภายใต้การประสานงานของศูนย์ปฎิบัติการกวาดล้างทุ่นระเบิดกัมพูชา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้ปฏิบัติการกวาดล้างทุ่นระเบิด กำลังดำเนินการกวาดล้างยุทธภัณฑ์ที่ยังไม่ระเบิดเพื่อความปลอดภัยก่อนที่พลเรือนจะกลับ ปัญหาคือใครเป็นคนวางระเบิดในดินแดนของกัมพูชา

ซึ่งกัมพูชามีปัญหาในเรื่องการใช้ระเบิดสังหารบุคคล PMN-2 ที่ทหารไทยเหยียบกับระเบิดเสียชาไปแล้ว 11 ราย ซึ่งขัดต่อหลักอนุสัญญาออตตาวา ที่ไทยร้องเรียนไปทุกครั้งแต่ก็ไม่เป็นผล


ใช้โบราณสถานที่ตั้งทหาร

อีกกรณีหนึ่ง 9 ธันวาคม 2568 กระทรวงวัฒนธรรมและวิจิตรศิลป์กัมพูชาได้ออกแถลงการณ์ประณามกองทัพไทย โดยกล่าวหาว่า การโจมตีในพื้นที่ปราสาทตาควาย ซึ่งเป็นโบราณสถานสำคัญและสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของกัมพูชา ถือเป็น “การกระทำที่ผิดศีลธรรม ดูหมิ่น และไม่เคารพต่อวัฒนธรรม อารยธรรม และมรดกทางประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ”

จากนั้นทางกองทัพบกของไทยได้ตอบโต้ว่า เมื่อฝ่ายกัมพูชาตั้งใจใช้อาณาบริเวณโบราณสถานเป็นฐานปฏิบัติการทางทหาร รวมถึงใช้เป็นที่ตั้งระบบตรวจการณ์ และที่ตั้งระบบอาวุธยิงเพื่อใช้โจมตีต่อฝ่ายไทย ทำให้พื้นที่ดังกล่าวจึงเข้าข่าย เป็นพื้นที่ที่ 
“สูญเสียความคุ้มครองชั่วคราว” ตามอนุสัญญากรุงเฮก ค.ศ. 1954

กรณีพื้นที่ปราสาทตาควาย และ พื้นที่ปราสาทพระวิหาร ถูกฝ่ายกัมพูชานำมาใช้ เพื่อการปฏิบัติการทางทหาร โดยใช้เป็นที่ตั้งระบบอาวุธยิง เป็นคลังเก็บกระสุนวัตถุระเบิด และทุ่นระเบิด สำหรับใช้โจมตีทำร้ายฝ่ายไทย ซึ่งมีหลักฐานเป็นภาพปรากฏให้เห็นอยู่ตามสื่อโซเชี่ยลได้ทั่วไป จึงควรเป็นฝ่ายกัมพูชาเองที่เป็นฝ่ายที่ทำผิดกฎหมายมนุษยธรรม และทำผิดกติกาสากลเอง รวมถึงเป็นฝ่ายที่ไม่เห็นคุณค่าในมรดกทางวัฒนธรรม

ฝ่ายไทยจึงมีสิทธิ์อันชอบธรรมที่จะ ปกป้องภัยคุกคามเหล่านั้นได้ตามความเหมาะสมและได้สัดส่วน ตามหลักกติกาสากล เป็นไปตามความจำเป็นเนื่องจากจากฝ่ายกัมพูชาเป็นผู้บีบบังคับ

ข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่


Facebook :https://www.facebook.com/SpecialScoopManagerOnline/
Instragram :https://instagram.com/special.scoop.mgronline
Tiktok :https://vt.tiktok.com/ZSe4j



กำลังโหลดความคิดเห็น