รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน ชี้‘ฮุนเซน’ เป็นนักยุทธศาสตร์ที่มองเกมออก เพื่อรักษาเศรษฐกิจของเขมรให้รอดยอมตัดนิ้วรักษาชีวิตส่ง‘เฉิน จื้อ’ให้จีน แต่ความจริงสแกมเมอร์ตัวเป้งๆ ยังอยู่ในเขมรอีก 27 คน ใน 50 ศูนย์สแกมเมอร์ระบุถ้าการเมืองและเศรษฐกิจกัมพูชาไม่ปรับตัว 1-2 ปี ล้มสลายเพราะสินค้าส่งออกไปสหรัฐฯ 80-90%เป็นสินค้าสวมสิทธิ์ เจอกำแพงภาษีอ่วม หนักกว่าภาษีนำเข้า อีกทั้งหากเจอวิกฤตซ้ำเติมจากไทยกดดันทั้งปิดด่านส่งแรงงานกลับ 100%ประชาชนเขมรอดอยากแน่ คาดจะลุกฮือลามไปสู่การโค่นล้มระบอบฮุนเซนได้เห็นกัมพูชาเป็นเหมือน‘เนปาลโมเดล’แนะหย่อนบัตรเลือกตั้งให้ดูพรรคการเมืองมีนโยบายต่อกัมพูชา 4 ด้านนี้อย่างไร?
แรงกดดันจากมหาอำนาจอย่างจีนและสหรัฐฯ ในการปราบธุรกิจสีเทา โดยเฉพาะเรื่องสแกมเมอร์ ทำให้ภาคการเงินของกัมพูชาเริ่มอ่อนแรง สถาบันทางการเงินปิดตัวไป รวมไปถึงการปะทะบริเวณชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชา 2 ระลอกที่ผ่านมา ซ้ำเติมระบบเศรษฐกิจของกัมพูชาสาหัสไปกว่าเดิมทั้งในเรื่องของการค้าชายแดน การท่องเที่ยวและภาคบริการอื่น ๆ ทำให้นักวิชาการมองว่า ถ้าปล่อยไว้เช่นนี้อีกไม่นานเราจะได้เห็นคนกัมพูชาลุกฮือขึ้นเหมือนปรากฏการณ์ ‘เนปาลโมเดล’ เพื่อขับไล่ต่อต้านตระกูลฮุนเซน
รศ.ดร.อัทธ์ นักวิชาการอิสระ และผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน ระบุว่า เศรษฐกิจของกัมพูชา แม้จะตกต่ำหรือแย่ลงมาก แต่ก็ยังไม่ถึงกับสาหัส ยังสามารถประคับประคองปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ ดิ้นหนีตายเพื่อไม่ให้สถานการณ์แย่ไปมากกว่านี้ นั่นเป็นเพราะ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา เป็นนักยุทธศาสตร์ รู้ว่าควรจะยืดหยุ่นอย่างไรเพื่อรักษาเศรษฐกิจของกัมพูชาให้รอดได้
“ทำไมกัมพูชา จับเฉิน จื้อ ซึ่งเป็นที่ปรึกษาและทุนหลักในการสนับสนุนฮุน เซน ส่งกลับจีน ก็เพราะฮุน เซน ต้องการเอาใจจีน และทำไมกัมพูชาถึงหยุดยิง ก็เพราะเขาเอาใจสหรัฐฯ ในปฏิญญาสันติภาพ หรือการลงนามภาษีทรัมป์ ต้องบอกว่ากัมพูชาพยายามทำตัวไม่แข็งกร้าว ปรับตัวล้อกับสถานการณ์ได้ดี เศรษฐกิจมันแย่ ถ้าถูกกดดันจากจีนหนักๆ เพิ่มอีก กัมพูชาตายเลย”
เฉิน จื้อ (Chn Zhi) คือเจ้าของอาณาจักร Prince Holding Group ซึ่งเป็นเจ้าของธุรกิจขนาดใหญ่ในกัมพูชา แต่ถูกสหรัฐฯ และพันธมิตรกล่าวหาว่าเป็นหัวหน้าเครือข่ายสแกม(ศูนย์หลอกลวงออนไลน์) ระดับโลก และลุกลามไปในหลายประเทศจนนำไปสู่การปราบปรามสแกมเมอร์อย่างจริงจัง
“จริงๆ อาจเป็นยุทธศาสตร์ของฮุน เซน ที่ปล่อยให้จับ เฉิน จื้อ ส่งจีน เพราะสหรัฐจับ GPS ของเฉิน จื้อ ได้หมด ข้อเท็จจริง เฉิน จื้อ เป็น 1/28 คน จึงมีเหลืออยู่ในกัมพูชาอีก 27 คน ใน 53 scam compound แม้ขณะนี้รายได้ของกัมพูชาจะแย่ แต่ก็ยังพึ่งการค้ากับจีน เวียดนาม และไทยได้ พึ่งเงินสแกมเมอร์ได้ ทำให้เศรษฐกิจของกัมพูชาที่กำลังจะตายแต่ก็ไม่สนิทเหมือนปลา
รศ.ดร.อัทธ์ บอกว่า ข้อเท็จจริงไทยสามารถใช้เรื่องของการปิดด่าน เรื่องการค้าชายแดน และเรื่องแรงงานกัมพูชา บีบกัมพูชาหรือทำให้ ฮุน เซน สิ้นสภาพไม่สามารถลุกขึ้นมาต่อกรหรือก่อกวนทำให้เกิดการปะทะรอบต่อไปได้ เพราะการปะทะ 2 รอบที่ผ่านมา ชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจกัมพูชาแย่ลงจริง แต่มันไม่แย่ถึงที่สุด เพราะไทยไม่ได้กดดันเศรษฐกิจกัมพูชาแบบ 100 %
เหตุการณ์การปะทะกับกัมพูชาทั้ง 2 รอบ เทียบกับการสอบและให้เกรดในด้านต่าง ๆ ของประเทศจะพบว่า
1.ด้านการทหาร ได้เกรด A ซึ่งเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ที่สังคมมองเห็น จากการที่กองทัพสามารถรบชนะ ยึดพื้นที่กลับมาได้ 100%
2.ด้านเศรษฐกิจ ให้เกรด C เพราะรัฐบาลไม่ได้กดดันด้านเศรษฐกิจอย่างจริงจัง แม้จะปิดด่านตลอดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ก็จริง แต่ทุกวันนี้ก็ยังมีสินค้าไทยส่งไปขายที่กัมพูชา ประเภทเจ้าหน้าที่รัฐหลับตาข้างหนึ่งเพื่อให้สินค้าผ่านเข้าไปยังกัมพูชาได้ รวมไปถึงยังมีแรงงานกัมพูชาลักลอบเข้ามาไทยทางเส้นทางธรรมชาติด้านตะวันออกเพื่อเข้ามาทำงานเก็บผลไม้ในไทยได้
“GDP ของกัมพูชา เป็นรายได้มาจากไทย 25% หรือจำนวนสี่แสนล้านบาท แต่ไทยไปกดดันได้เพียงห้าหมื่นล้านบาท ในช่วงปิดด่านซึ่งเป็นการปิดแบบไม่สนิท จึงมีการลักลอบตามด่านเล็ก ๆ ทำให้กัมพูชามีรายได้จากไทย”
โดยรายได้ของกัมพูชา ที่มาจากไทยนั้น มาจากการซื้อสินค้าไทย ไปผลิตต่อและบริโภค, สินค้าของกัมพูชาส่งมาขายที่ไทย, รายได้จากการท่องเที่ยวที่ไทยไปเที่ยวกัมพูชา, รายได้จากบ่อนกาสิโนที่คนไทยเข้าไปเล่น, รายได้จากการลงทุนโดยตรง ที่เรียกว่า FDI หรือForeign Direct Investment ซึ่งไทยไปลงทุนในกัมพูชา ประมาณ 4 % และที่สำคัญคือรายได้จากแรงงานกัมพูชาที่ข้ามมาทำงานในไทย
ดังนั้นการที่ฮุน เซน ประกาศว่าต่อให้ประเทศไทยปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ไปอีก 100 ปีก็ไม่ทำให้กัมพูชาได้รับความเดือดร้อน ก็เพราะฮุน เซน รู้จักนักธุรกิจไทย ที่มีการค้าขายในกัมพูชาเป็นอย่างดี และมั่นใจว่านักธุรกิจไทยก็ต้องหาทางมาค้าขายในกัมพูชาแน่นอน โดยเฉพาะในช่วงนี้ จะสามารถขายได้ราคาดีด้วย เพราะว่าสินค้าขาดแคลน จะเสนอราคาขายเท่าไหร่ กัมพูชาก็ซื้อ
“80% ของเศรษฐกิจกัมพูชา มาจาก 3 ประเทศ คือ 35% พึ่งจีน 25% พึ่งไทย และ 20% พึ่งเวียดนาม กัมพูชาจึงยังมีเม็ดเงินอยู่ เพราะยังติดต่อค้าขายกับจีนและเวียดนาม และอีก 20% ค้าขายกับสหรัฐฯ ยุโรปและอื่น ๆ”
ทั้งนี้สินค้าส่งออกจากเขมร 80% จะเป็นสินค้าที่เน้นการผลิตจากแรงงานเป็นหลัก พวกเกษตร และสิ่งทอ เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า จะไม่มีสินค้าที่เน้นการแปรรูป เช่นไม่มีแปรรูปสินค้าเกษตร หรือ ขนมขบเคี้ยว และเริ่มมีบทบาทในการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ และผลิตชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าให้กับญี่ปุ่น เกาหลี จีน เป็นต้น
3.ด้านการต่างประเทศ ให้เกรดB โดยในช่วงแรกยังดำเนินการไม่ดี แต่ช่วงหลังถือว่าด้านการต่างประเทศทำได้ดี
4.ด้านการปราบสแกมเมอร์ ให้เกรด C เพราะรัฐบาลทำไม่จริงจัง ขณะที่คนไทยถูกหลอกจากสแกมเมอร์ โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ต้องสูญเงินซึ่งปรากฏเป็นข่าวต่อเนื่อง
“นำ4 ด้านมารวมกัน เฉลี่ยจะอยู่ในระดับ B-ถือว่าคะแนนสอบผ่านแบบเฉียดฉิว”
รศ.ดร.อัทธ์ ย้ำว่า เศรษฐกิจกัมพูชา ภายใน1-2 ปี หากการเมืองและเศรษฐกิจในกัมพูชาไม่ปรับตัว จะล่มสลายหรือตายภายใน 1-2 ปี จากสาเหตุดังนี้
1.สแกมเมอร์ จะเป็นตัวทำให้กัมพูชาล่มสลายเพราะทั่วโลกต่อต้าน
2.โครงสร้างทางเศรษฐกิจของกัมพูชา พึ่งพิงสินค้าแรงงานเป็นหลัก สินค้าส่งออกมาจาก Labor-intensive
3. กัมพูชาไปเปิดประเทศให้สหรัฐฯ เข้าไปล้วงตับโดยไม่รู้ตัวผ่านการดีลภาษีการค้านำเข้าสินค้าจากกัมพูชา ซึ่งจะทำให้สหรัฐฯ เข้ามาตรวจว่า บริษัทที่เปิดเป็นบริษัทสแกมเมอร์หรือเปล่า สินค้าที่ส่งออกไปต่างประเทศเยอะๆ เป็นสินค้าเขมร หรือ สินค้าจีน ซึ่งกลายเป็นสินค้าสวมสิทธิ์ (Transshipment Goods) ถ้าไม่ปรับตัวตรงนี้ เขมรจะตาย
“อย่าลืมสินค้าของเขมรเป็นสินค้าสวมสิทธิ์ 80-90% เป็นสินค้าจีนส่งผ่านไปสหรัฐฯ ต้องเจอกำแพงภาษีแน่ ทรัมป์น่าจะเรียกเก็บภาษีสินค้าสวมสิทธิ์ 40% ซึ่งสูงกว่าเรียกเก็บภาษีนำเข้า ทำให้ 1-2 ปีเศรษฐกิจกัมพูชาจะตาย ไม่ว่าศาลสูงสหรัฐฯ จะตัดสินคดีภาษีทรัมป์ออกมาในทิศทางใดก็ตาม”
4.การเมืองยังเป็นระบอบฮุน เซน ซึ่งเป็นการสืบทอดภายในครอบครัว ปกครองแบบเบ็ดเสร็จ ควบคุมกลไกรัฐ ยึดระบบอุปถัมภ์ คอร์รัปชัน และร่ำรวยกันในตระกูล แต่ประชาชนอดอยาก ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไปแม้ว่าจะเป็นเรื่องยากที่ประชาชนจะลุกฮือขึ้นต่อต้านเพราะทุกพื้นที่เป็นของฮุน เซนหมดแล้วก็ตาม แต่ใช่ว่าจะเกิดขึ้นไม่ได้
“สหรัฐฯ จะทำกับเขมร เหมือนทำกับเวเนซุเอลามั้ย หรือคนเขมรจะลุกฮือขึ้นมาเหมือนเนปาลโมเดลก็ต้องขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจ ถึงจุดคนเดือดร้อนหนักๆ หรือไม่ เรื่องค่าเงินที่อ่อนลง เรื่องของน้ำมันที่สหรัฐฯ สนใจ”
รศ.ดร.อัทธ์ บอกว่า เรื่องของแรงงานกัมพูชาที่อยู่ในไทยทั้งที่เข้ามาแบบเป็นทางการมีใบอนุญาตแรงงานถูกต้องและเข้ามาแบบไม่เป็นทางการ ประมาณ 1,200,000คน ซึ่งกลับกัมพูชาไปแล้วประมาณ 600,000 คน ช่วงที่มีการปะทะและฮุน เซนเรียกให้กลับ ปัจจุบันอยู่ในไทยประมาณ 600,000 คน หากรัฐบาลทำจริงจังคือผลักดันกลับไปให้หมด 100% กัมพูชาป่วนแน่ ซึ่งช่วงแรกรัฐบาลบอกว่าจะส่งแรงงานกลับ แต่ภายหลังก็บอกว่าไม่ได้ส่งกลับ 100%
“ถ้าแรงงานเขมรถูกผลักดันให้กลับ โอกาสเกิดเนปาล โมเดล แน่นอน เพราะต้องไม่ลืมว่าเขมรได้รายได้จากไทย ส่งกลับไปเลี้ยงครอบครัว เขามีพ่อ มีแม่ มีลูก มีครอบครัวที่ต้องรับผิดชอบ ถ้าถูกผลักดันกลับไปจะไม่มีรายได้ เพราะเขมรไม่มีงานให้ทำ ความเดือดร้อนจะเกิดขึ้นทุกครอบครัว จากปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง จะปลุกให้พวกเขาลุกฮือขึ้นจนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบฮุน เซน ทำให้ฮุน เซนสิ้นสภาพได้ เพราะเขาปกครองมากว่า 40 ปี แต่ประชาชนแย่มาตลอด”
รศ.ดร.อัทธ์ ระบุถึงกรณีที่ นายแก้ว เรมี รัฐมนตรีอาวุโสและประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนกัมพูชา โพสต์เฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 8 ม.ค.69 พาดพิงถึงการเลือกตั้งของไทยว่า ถ้านายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทยพ่ายแพ้ในศึกเลือกตั้ง โอกาสการเปิดศึกรอบ 3 ระหว่างกัมพูชาและไทยจะลดต่ำลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทย ไม่ได้กระหายทำสงครามเหมือนพรรคภูมิใจไทย ว่าการที่ออกมาพูดแบบนี้ เป็นการก้าวถ่ายการเมืองการปกครองของแต่ละประเทศ ถือว่าอาเซียนล้มเหลว ซึ่งคำพูดนี้มันลุ่มลึก เขาต้องการสื่ออะไรกันแน่
“การปะทะชายแดนเกิดมาจากคลิปเสียงพรรคเพื่อไทย แต่มาบอกให้เลือกพรรคเพื่อไทย สแกมเมอร์ก็มาจากพรรคประชาชน ดูกันดี ๆ คำพูดนี้พรรคภูมิใจไทยได้ประโยชน์เต็ม ๆ ซึ่งถ้าผมประเมินความรู้สึกคนไทย ถ้าเขมรเข้ามารุกรานพรรคที่เป็นรัฐบาลพร้อมจัดการรบแน่ เพราะเราเลยจุดที่คุยกันมาแล้ว”
ที่สำคัญประชาชนคนไทย ต้องติดตามการเมืองและนโยบายด้านความมั่นคงโดยเฉพาะเรื่องจุดยืนต่อประเทศกัมพูชาว่าแต่ละพรรคจะดำเนินการอย่างไร ประกอบด้วย
1.จะเปิดหรือปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ก็เชื่อว่าถ้าเสนอให้ปิดก็คงมีผู้ประกอบการไทยไม่เห็นด้วย เพราะเขาต้องส่งของไปขายทั้งที่ความจริงผู้ประกอบการที่ส่งออกไปขายกัมพูชา 90% อยู่ที่ กทม.และปริมณฑล ที่มีศักยภาพส่งออกไปประเทศอื่นได้ และไม่ใช่สินค้าทางการเกษตร ที่ชาวบ้านทำกัน และไม่ใช่ผู้ประกอบการ SMEs ที่อยู่จันทบุรี ตราด สระแก้ว หรือชายแดนภาคอีสานใต้
2.นโยบายเรื่องแรงงานกัมพูชา จะทำอย่างไร หรือมีแรงงานชาติอื่นมาทดแทน หรือมีนวัตกรรมอะไรมาทดแทนได้
3.สินค้าที่ผลิตส่งออกไปกัมพูชา มีช่องทางส่งออกไปที่ไหนเพื่อทดแทนได้บ้าง
4.กระบวนการตรวจสอบสินค้าที่ส่งออก เช่น น้ำมัน หรือยุทธปัจจัยต่างๆ ที่อ้างส่งไปประเทศเพื่อนบ้าน แต่ตรวจสอบไม่ได้ อ้างไม่มีอำนาจ แต่สามารถวกกลับเข้าไปขายในกัมพูชาได้
“เรามีส่วนสำคัญที่จะทำให้เศรษฐกิจกัมพูชาที่กำลังแย่และล้มเหลวได้ เพราะ 25 % ของจีดีพีมาจากไทย ซึ่งปัญหาเศรษฐกิจ จะลุกลามไปสู่การล้มล้างระบอบฮุน เซนโดยคนเขมรเองที่อดอยาก ด้วยการผลักดันแรงงานเขมรกลับไปให้หมด ปิดด่าน จัดการสแกมเมอร์ให้สิ้น เพราะไม่เช่นนั้นก็จะเป็นเหมือนที่ฮุน เซนพูด ปิดด่าน 100 ปีกัมพูชาก็ไม่เดือดร้อน”รศ.ดร.อัทธ์ ระบุ
ข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่
Facebook :https://www.facebook.com/SpecialScoopManagerOnline/
Instragram :https://instagram.com/special.scoop.mgronline
Tiktok :https://vt.tiktok.com/ZSe4j


