xs
xsm
sm
md
lg

แฉ ! พรรคใหญ่จ้างบริษัททำ“เฟกนิวส์” ใช้ AI ตอบโต้-ปั่นกระแส แทน io แบบเก่า

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เลือกตั้ง 69 เดือด เฟกนิวส์สะพัด “ดร.กิตติธัช” เผย “3 พรรคใหญ่” เปิดศึกสงครามข่าวสาร จ้างบริษัท AI Marketing ปั่นกระแส ใช้ Bot ปฏิบัติการ IO เต็มรูปแบบ สามารถตอบโต้ได้ทันควัน บทสนทนาแนบเนียนใกล้เคียงมนุษย์ อีกทั้งบางพรรคยังจ้างทำโพลชี้นำการตัดสินใจ เตือนพรรคการเมืองอาจหลงกระแสปั่น ทำให้วิเคราะห์เกมผิดพลาด พร้อมแนะวิธีสังเกต Bot และเฟกนิวส์ ย้ำ เสี่ยงคุก ! หากไม่เช็คก่อนแชร์

เป็นที่น่าสังเกตว่าขณะที่การสู้ศึกเลือกตั้ง สส.ที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 ก.พ.2569 นี้กำลังเป็นไปอย่างดุเดือดเลือดพล่าน ก็ได้เกิดปรากฏการณ์“เฟกนิวส์”ผุดไปทั่วทุกหัวระแหง ไม่ว่าเป็นพรรคเล็ก-พรรคใหญ่ พรรคใหม่-พรรคเก่า พรรคอนุรักษ์นิยม หรือพรรคที่เรียกตัวเองว่าฝ่ายประชาธิปไตย ต่างก็โดนพิษเฟกนิวส์กันถ้วนหน้า โดยสมรภูมิหลักก็คือโลกโซเชียลที่ทุกคนสามารถเผยแพร่ข้อมูลและแสดงความคิดเห็นโดยไม่ต้องพบหน้าค่าตากัน

หลายฝ่ายจึงอดสงสัยไม่ได้ว่าปัจจัยใดที่ทำให้การหาเสียงเลือกตั้งครั้งนี้ เกิดปรากฎการณ์เฟกนิวส์ที่รวดเร็วและรุนแรง อีกทั้งยังแพร่กระจายเหมือนไฟลามทุ่ง ?

ดร.กิตติธัช ชัยประสิทธิ์ นักวิเคราะห์การเมืองและภูมิรัฐศาสตร์ และอาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรม ศิลปะและการออกแบบ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
ดร.กิตติธัช ชัยประสิทธิ์ นักวิเคราะห์การเมืองและภูมิรัฐศาสตร์ และอาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรม ศิลปะและการออกแบบ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ชี้ว่า ในการเลือกตั้งครั้งนี้มีการปล่อยเฟกนิวส์กันแทบทุกพรรค โดยวิธีที่เห็นได้ชัดเจน ได้แก่ การจงใจสร้างข้อมูลเท็จ , อวยเกินจริงหรือ Overclaim ซึ่งบางครั้งอาจจะไปคาบเกี่ยวกับการเคลมผลงานคนอื่น , การปั่นเพื่อล่อให้ฝ่ายตรงข้ามมาติดกับ

อาทิ กรณีที่มีเพจหนึ่งโพสอวย ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งเปิดตัวในฐานะทีมเศรษฐกิจของพรรคภูมิใจไทย ว่ามีส่วนสำคัญในการบริหารแผนฟื้นฟูกิจการของบริษัทการบินไทยซึ่งขาดทุนย่อยยับให้สามารถกลับมาฟื้นตัวได้ แต่ต่อมาทางด้าน ดร.ปิยสวัสดิ์ อัมรนันท์ ประธานคณะผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการบริษัทการบินไทย ได้ออกมาเบรกว่าเรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง ดร.เอกนิติไม่ได้ร่วมเป็นผู้บริหารแผนฟื้นฟู ซึ่งแม้ ดร.เอกนิติ จะออกมายืนยันว่าตนไม่มีส่วนรู้เห็นกับการเผยแพร่ข้อมูลเรื่องนี้ แต่เฟกนิวส์ที่เกิดขึ้นได้สร้างผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของ ดร.เอกนิติอยู่ไม่น้อย และสังคมบางส่วนก็อาจจะมองว่าพรรคภูมิใจไทยอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้

หรือกรณีที่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯของพรรคประชาชน บอกกับชาวบ้านระหว่างการเดินหาเสียงว่า นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน เป็นคนสนับสนุนการจัดซื้อเครื่องบินขับไล่กริพเพนที่ไปทิ้งระเบิดกัมพูชา ทำให้ชาวโซเชียลต่างออกมาชี้ว่านี่คือการเคลมผลงานของกองทัพ เนื่องจากกริพเพนที่บินไปถล่มกัมพูชานั้นจัดซื้อในช่วงปลายปี 2550 ในสมัยรัฐบาลสุรยุทธ์ จุลานนท์ ขณะที่ด้อมส้มในโซเชียลก็ออกมาปกป้องพรรคว่าหมายถึงกริพเพนล็อตที่ 2 ซึ่งนายวิโรจน์อภิปรายสนับสนุนในสภา แต่ชาวเน็ตก็แย้งอีกว่าล็อตที่ 2 เพิ่งจะสั่งซื้อ ยังไม่ได้รับมอบ จะไปถล่มกัมพูชาได้อย่างไร ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องนี้ยิ่งไปตอกย้ำกระแสดราม่าที่คนมองว่าพรรคประชาชนซึ่งที่ผ่านมา“ด้อยค่าทหาร”กำลังอาศัยกระแส“คนไทยรักทหาร”ในการหาเสียงเลือกตั้ง

นอกจากนั้นยังมีกรณีที่ นายศุภชัย ใจสมุทร ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ออกมาแถลงว่า พรรคประชาชนได้เผยแพร่ข้อมูลเท็จ หลอกลวง สร้างความสับสนให้กับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง โดยมีการโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กเชิญชวนให้ “เข้าคูหากาเบอร์ 46 ทั่วประเทศนะคะ เสี่ยหนูนโยบายดีมาก” พร้อมตกแต่งตัวเลขชื่อ “อนุทิน” ให้กลายเป็นเลข 46 ซึ่งไม่ใช่หมายเลขของพรรคภูมิใจไทย แต่เป็นหมายเลขของพรรคประชาชน ส่วนพรรคภูมิใจไทยได้หมายเลข 37 ซึ่งการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายผิดกฎหมายเลือกตั้งตามมาตรา 73 อีกทั้งยังพบการเผยแพร่ข้อความเท็จใส่ร้ายพรรคภูมิใจไทย เช่น อ้างว่าพรรคมีท่าทีที่จะถวายคืนพระราชอำนาจ จะมีการเพิ่มโทษตามมาตรา 112 จะเพิ่มงบประมาณให้สถาบันฯ รวมถึงจะนำนโยบายเก่าปี 2566 มาดัดแปลง เพื่อทำให้เกิดความเข้าใจผิดในนโยบายปัจจุบันของพรรคภูมิใจไทย โดยนายศุภชัยได้เข้ายื่นเรื่องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)และกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ให้เอาผิดพรรคประชาชนและดำเนินคดีกับเจ้าของบัญชีผู้ใช้ต่างๆ ที่โพสต์ข้อความดังกล่าว ส่วนว่าเรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกับพรรคประชาชนหรือไม่ อย่างไร ก็คงต้องพิสูจน์กันต่อไป

“ ส่วนใหญ่ตอนนี้ตัวพรรคการเมืองไม่มีใครกล้าทำเฟกนิวส์โดยตรง เพราะทุกคนสู้กันด้วยข้อกฎหมายหมดแล้ว ถ้าจะเฟกส่วนใหญ่จะเป็นลักษณะของการใช้ด้อมมากกว่า บางทีก็เป็นอวตารซึ่งอาจจะหาตัวไม่เจอ” ดร.กิตติธัช ระบุ



ใช้ AI สร้าง-กระจายเฟกนิวส์

ดร.กิตติธัช ยังได้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า วิธีปั่นเฟกนิวส์ในการเลือกตั้งครั้งนี้ต่างจากการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านๆมา โดยมี
การจ้างบริษัทเอกชนที่มีความเชี่ยวชาญในการใช้ AI Marketing และใช้ Bot (โปรแกรมซอฟต์แวร์ที่ทำงานอัตโนมัติบนเครือข่าย เพื่อทำงานซ้ำๆ หรือเลียนแบบพฤติกรรมมนุษย์ได้รวดเร็วและแม่นยำ) อย่างเต็มรูปแบบในการปฏิบัติการ IO (Information Operation - กลยุทธ์การใช้ข้อมูลข่าวสารเพื่อชี้นำสังคม บิดเบือนข้อมูล ปลุกปั่น หรือโจมตีฝ่ายตรงข้าม) โดย Bot จะมี Generative AI หรือ ปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถสร้างเนื้อหาใหม่ๆ ที่มีความหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น ข้อความ รูปภาพ วิดีโอ โดยเรียนรู้จากข้อมูลที่มีอยู่ แล้วนำมาสร้างเป็นข้อความ รูปภาพ หรือวิดิโอ รูปแบบต่างๆ ผ่านการป้อนคำสั่ง ซึ่งต่างจากเดิมที่มีการตั้งวอร์รูมและจ้าง IO ซึ่งเป็น“คน” มาคิดสร้างข้อความ เผยแพร่ข้อมูล และตอบโต้โดยใช้ Bot เป็นเครื่องมือ

โดยทีมงานของบริษัทจะมีการประชุมกับทีมของทางพรรคก่อนว่าทิศทางที่พรรคต้องการสื่อคืออะไร มีประเด็นไหนที่ต้องการเป็นพิเศษบ้าง กลุ่มเป้าหมายเป็นใคร จากนั้นทีมงานของบริษัทก็จะใส่ข้อมูลเหล่านี้ ลงไปแล้วใช้ AI ช่วย Generate ให้ เช่น มีแพทเทิร์นว่า สนับสนุนพรรคนี้ เลือกพรรคนี้แน่นอน ก็จะให้ AI สร้างข้อความที่สื่อถึงความหมายลักษณะนี้ออกมาเป็นสิบๆแบบ โดยเซ็ทข้อความเป็นผู้หญิงบ้าง ผู้ชายบ้าง เป็นคนแก่บ้าง วัยรุ่นบ้าง เช่น เลือกพรรค...ทั้งบ้านครับ , ที่บ้านมี 4 เสียงกาให้พรรค...หมดเลยจ้า จากนั้น AI ก็จะมีการคาดการณ์ว่าสิ่งที่ฝ่ายตรงข้ามจะตอบโต้กลับมาคืออะไร แล้ว บอท IO ของพรรคควรจะตอบกลับไปว่าอะไร เช่น ฝ่ายตรงข้ามโต้กลับว่า ทำไมเวลาเป็นรัฐบาลไม่เห็นทำเลย หรือพรรคนี้ไม่เห็นเคยลงไปช่วยเหลือประชาชน AI ก็จะคิดข้อความตอบโต้ให้โดยประมวลจากข้อมูลต่างๆที่เกี่ยวข้องพรรค

“ การใช้ IO ที่เป็น Bot เนี่ยมีมาตั้งแต่การเลือกตั้งปี 66 แล้ว แต่การตอบคำถามมันจะแข็งๆ ดูรู้ว่าเป็นบอท ต่างจากปัจจุบันที่มีความเป็นธรรมชาติมากกว่าเพราะ AI มันฉลาดขึ้น คุยกันทั้งนานยังไม่รู้ว่าเป็นบอท คือทุกพรรคมี IO และกล้าพูดเลยว่า เลือกตั้งครั้งนี้พรรคการเมืองใหญ่ๆใช้ Bot ทุกพรรค โดยมีการจ้างบริษัทปั่นเฟกนิวส์ บริษัทพวกนี้เขาทำเป็นธุรกิจ มีหลายบริษัท แล้วผมก็รู้จักหลายพรรค คือบริษัทเหล่านี้เขาทำธุรกิจปั่นยอดวิวต่างๆในโซเชียลมีเดียเพื่อชี้นำความคิดอยู่แล้ว โดยส่วนใหญ่ก็ทำให้กับสินค้า เขาใช้วิธีนี้แทนการยิงแอด บ้างก็ใช้ควบคู่กัน พอช่วงเลือกตั้งเขาก็รับงานจากพรรคการเมือง ซึ่งพรรคใหญ่ 3 พรรคเนี่ยใช้บริการคนละบริษัท ส่วนเรทราคานี่ผมไม่รู้หรอกว่าเขาจ้างกันเท่าไหร่ บางทีพรรคก็ไม่ได้จ้างในนามพรรค แต่ใช้คนอื่นไปจ้างต่ออีกที หรือบางบริษัทใจเขาอยู่กับพรรคการเมืองนั้นอยู่แล้ว การที่เขามาทำงานนี้มันก็คือการทำตามอุดมการณ์ของเขา บางคนที่เก่ง AI เคยช่วยดูแลระบบหลังบ้านให้พรรคอยู่ เลือกตั้งครั้งนี้ก็เปิดตัวเป็น สส.บัญชีรายชื่อเบอร์ต้นๆของพรรค ” ดร.กิตติธัช กล่าว

เฟกนิวส์ที่ระบุพรรคภูมิใจไทยจะถวายคืนพระราชอำนาจหลังได้รับการเลือกตั้ง
จ้างทำโพลปั่นกระแสนินม

ดร.กิตติธัช ชี้ว่า สิ่งที่นักการเมืองและพรรคการเมืองต้องระวังก็คือ เมื่อมีการใช้ IO ทั้งที่เป็นคนและเป็น Bot ปั่นกระแสกันมากเข้าอาจจะทำให้พรรคการเมืองวิเคราะห์ข้อมูลผิดพลาด เช่น มีการปั่นว่าพรรคการเมืองนี้กระแสดี มีประชาชนสนับสนุนเยอะ เพื่อชี้นำให้คนไปเลือก แต่ขณะเดียวกันพรรคเองก็แยกไม่ออกว่ากระแสนิยมที่เห็นในโซเชียลเป็นของจริงหรือของปลอม พอผลเลือกตั้งออกมาปรากฎว่ามีคนเลือกน้อยมาก การเลือกตั้งครั้งที่แล้วก็มีลักษณะแบบนี้ นอกจากนั้นยังมีการทำโพลปลอมเพื่อชี้นำการตัดสินใจของประชาชน และทำโพลปลอมเพื่อหลอกให้พรรคการเมืองเชื่อว่าการที่จ้างองค์กรหรือบริษัทนั้นๆปั่นเฟกนิวส์สร้างกระแสส่งผลให้คะแนนนิยมของพรรคสูงขึ้น

คือต้องเข้าใจว่าปัจจุบันผลโพลไม่สามารถชี้นำสังคมได้เหมือนในอดีต เนื่องจากปัจจุบันประชาชนสามารถเข้าถึงสื่อที่หลากหลาย ไม่ได้จำกัดแค่ฟรีทีวีไม่กี่ช่อง ทำให้การรับรู้ข่าวสารกว้างไกลขึ้น อีกทั้งผู้คนยังมีลักษณะความเป็นปัจเจกในการเสพสื่อ ทำให้คนที่ชอบพรรคการเมืองไหนก็มักจะเข้าไปรวมกันอยู่ตามเพจสื่อที่โน้มเอียงไปทางพรรคการเมืองที่ตัวเองชอบ เช่น คนที่ชอบพรรคการเมืองฝั่งอนุรักษ์นิยม ก็จะเข้าไปอ่านเพจข่าวที่โน้มเอียงไปทางพรรคอนุรักษ์นิยม คนที่ชอบพรรคการเมืองที่เรียกตัวเองว่าฝั่งประชาธิปไตย ก็จะเข้าไปอ่านเพจเพจข่าวที่โน้มเอียงไปทางพรรคที่เรียกตัวเองว่าฝั่งประชาธิปไตย และแน่นอนว่าหากสื่อเหล่านี้มีการทำโพลเรื่องความนิยมที่มีต่อพรรคการเมือง ผลที่ออกมาก็ย่อมโน้มเอียงไปทางพรรคที่สื่อสนับสนุน ผลโพลที่ออกมาจึงไม่สามารถใช้วัดกระนิยมที่แท้จริงได้

“ มีนักการเมืองบางคนที่จ่ายเงินไปมหาศาลเพื่อสร้างคะแนนนิยม สุดท้ายก็มารู้ตัวว่าโดนหลอก มีการทำโพลปลอมมาหลอก ผลโพลชี้ว่ามีคนสนับสนุนฝั่งนี้มากกว่า 90% ฝั่งตรงข้ามคะแนนนิยมลดลงมาก ประชาชนไม่สนับสนุนแล้ว เขาหลอกลูกค้าไปเรื่อยๆ พรรคก็หลงเชื่อว่าคุมฐานเสียงได้หมดแล้ว แต่พอผลการเลือกตั้งออกมาปรากฏว่าเป็นอีกแบบหนึ่ง คนนี้ก็เพิ่งประกาศตัวว่าเลิกทำพรรคแล้ว เลิกเป็นหัวหน้าพรรคแล้ว เท่าที่รู้ก็น่าจะโดนไปเกือบร้อยล้านนะ ” ดร.กิตติธัช กล่าว

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ออกมาเรียกร้องให้ กกต.หาตัวคนติดป้ายพรรคประชาชนเขมร
จุดสังเกตเฟกนิวส์

ส่วนว่าประชาชนทั่วไปจะรู้ได้อย่างไรว่าข้อมูลที่พบเจอในสื่อโซเชียลเป็นข้อมูลที่ถูกปั่นโดย Bot นั้น เรื่องนี้ “ดร.กิตติธัช” แนะนำว่า จุดสังเกตคือ

1. ถ้าเป็น Bot เมื่อเข้าไปดูโพรไฟล์จะพบว่ามีลักษณะเดียวกับพวกโรแมนซ์ สแกม คือ มักใช้ชื่อที่ไม่ใช่ชื่อคน รูปโพรไฟล์ส่วนใหญ่ก็ไม่ใช่รูปคน อาจจะเป็นรูปการ์ตูน รูปหมารูปแมว ฯลฯ ไม่มีการเคลื่อนไหว ไม่มีปฏิสัมพันธ์ ไม่มีการโพสต์คลิปหรือข้อความใดๆ หรือนานๆโพสต์ที ที่พบเห็นบ่อยคือ“ปีละโพสต์” ไตรมาสละโพสต์ และสิ่งที่โพสต์ก็จะดูเลื่อนลอย โพสต์ภาพแอฟแตรก ภาพวิว ไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน เพราะไม่มีตัวตน ไม่ใช่คนจริงๆ พวกนี้ส่วนใหญ่จะไม่มีเพื่อน หรือมีเพื่อนแค่ 1-2 คน ที่สำคัญจะไม่มีใครเข้ามาพูดคุยแสดงความคิดเห็น แม้ว่าในโพรไฟล์จะมีเพื่อนหลายร้อยคนก็ไม่มีใครเข้ามา comment หรืออาจจะเข้ามาแสดงความเห็นสั้นๆเหมือนคนไม่รู้จักกัน เช่น เยี่ยม สวยดี

2. มีการล็อกโพรไฟล์ ซึ่งเป็นวิธีที่พบมากในช่วงนี้

3. ถ้าใช้ Bot ในการแชร์ข้อมูลที่ถูกสร้างขึ้น แม้จะมียอดแชร์เป็นร้อย แต่ถ้ากดเข้าไปดูจะไม่ขึ้นว่าใครบ้างที่แชร์ข้อมูลนั้นๆ หรืออาจจะเห็นชื่อคนแชร์แค่ 1-2 คน ลักษณะนี้แสดงว่าใช้ Bot แชร์เพื่อปั่นยอด

“ คือถ้าเป็นคนจริงมันต้องมีภาพที่เกี่ยวกับการใช้ชีวิต เช่น ไปกินข้าว โพสต์รูปที่ทำกิจกรรมกับครอบครัวเพื่อนฝูง ถ้าไม่มีภาพลักษณะนี้ก็ให้สันนิษฐานเลยว่าเป็น Bot ส่วนการล็อกโพรไฟล์นั้นเดิมเขาทำเพื่อรักษาความเป็นส่วนตัว แต่ปัจจุบันคนที่ทำ Bot ปั่นกระแสการเมืองก็เห็นช่อง คือกลัวคนจะเห็นว่าเป็น Bot เลยใช้วิธีล็อกโพรไฟล์ ดังนั้นก็ต้องไปลองเช็คดูว่าที่โต้เถียงกันไปมาในโซเชียลเนี่ยเรากำลังคุยกับ Bot หรือเปล่า ” ดร.กิตติธัช ระบุ

ส่วนการเช็คว่าข้อมูลข่าวสารการเมืองที่เราพบเห็นในสื่อโซเชียลเป็นเฟกนิวส์หรือไม่นั้น “ดร.กิตติธัช” ชี้ว่า ต้องเช็คว่าแหล่งข้อมูลของข่าวนั้นมาจากไหน น่าเชื่อถือหรือไม่ ข้อมูลดังกล่าวมีสื่อหลักนำเสนอหรือเปล่า ถ้ามีแค่สื่อโนเนมที่นำเสนอก็ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าอาจจะเป็นเฟคนิวส์ ต้องลองเช็คข้อมูลต้นทาง ดูช่วงเวลาที่ถูกอ้างถึงว่ามีการพูดแบบนี้จริงไหม มีการตัดหรือต่อเติมถ้อยคำหรือไม่ เกิดเหตุการณ์นั้นๆขึ้นจริงหรือเปล่า ที่สำคัญคือต้องระวังการแชร์หรือเผยแพร่ข้อมูลที่เป็นเฟกนิวส์เพราะอาจจะถูกนักการเมืองหรือบุคคลที่พูดพาดพิงฟ้องร้องดำเนินคดีได้

“ ไม่ว่าจะเป็นคนที่สร้างเฟกนิวส์หรือคนที่เผยแพร่เฟกนิวส์ถ้าตำรวจจะตามหาตัวจริงๆ สามารถตามได้หมด เพราะเขาสามารถเช็คเลข IP ได้ ถ้าจะตามหาต้นตอที่สร้างเฟกนิวส์ก็ตามจากคนที่แชร์ก่อนแล้วก็ไล่ไปเรื่อยว่าแชร์มาจากไหน กลุ่มไหน เพจไหน ติ๊กต๊อกช่องไหน ตำรวจเขามีเครื่องมือและวิธีการของเขา คือทุกอย่างในโลกออนไลน์มันมีบันทึกไว้หมด เวลาที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตมันจะถูกบันทึกใน Log File ซึ่งเป็นข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ที่ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต และระบบเครือข่ายต้องจัดเก็บตามกฎหมาย ยิ่งเป็นติ๊กต๊อกยิ่งตรวจสอบง่ายเพราะมีสำนักงานในประเทศไทย ” ดร.กิตติธัช กล่าว

ข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่


Facebook :https://www.facebook.com/SpecialScoopManagerOnline/
Instragram :https://instagram.com/special.scoop.mgronline
Tiktok :https://vt.tiktok.com/ZSe4j



กำลังโหลดความคิดเห็น