xs
xsm
sm
md
lg

ศก.ปี2569 ท้าทายฝีมือรัฐบาลหลังเลือกตั้ง เหตุไทยเผชิญ ‘หน้าผาทางการคลัง’ -คนจนยิ่งลำบาก!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมืองแนะจับตาเศรษฐกิจปี 2569 ไทยกำลังเผชิญกับแรงปะทะทั้งภายนอกและภายใน ทำให้เศรษฐกิจไทยตกอยู่ในภาวะชะลอตัวและมีแนวโน้มจะหนักกว่าเดิมต้องเผชิญสภาวะ‘หน้าผาทางการคลัง’ เปรียบเสมือนการเดินไปถึงขอบหน้าผาแล้วตกเหวลงมา
เตือนรัฐบาลใหม่ให้ระวัง อย่าเน้นใช้จ่ายประชานิยมมาก หวั่นไทยมีสิทธิถูกลดเรตติ้งจะซ้ำเติมปัญหาเพิ่มขึ้น ขณะที่ไทยอยู่ในสังคมผู้สูงวัย ต้องวางแผนรับมือ แรงงานมีรายได้หดตัวกระทบคนจนยิ่งลำบาก! เสนอทางออก 4 ข้อ ทั้ง‘แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง-กระตุ้นการลงทุนต่างชาติ-พัฒนาระบบการศึกษาR&D เทคโนโลยีAI -เร่ง Reskill- Upskill ภาคแรงงาน’จะได้ผลหรือไม่อยู่ที่ฝีมือรัฐบาลใหม่!


รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง แนะจับตาเศรษฐกิจปี 2569 ไทยกำลังเผชิญกับแรงปะทะทั้งภายนอกและภายใน ทำให้เศรษฐกิจไทยตกอยู่ในภาวะชะลอตัวและมีแนวโน้มจะหนักกว่าเดิม ต้องเผชิญสภาวะ ‘หน้าผาทางการคลัง’ เปรียบเสมือนการเดินไปถึงขอบหน้าผาแล้วตกเหวลงมา เตือนรัฐบาลใหม่ให้ระวัง อย่าเน้นใช้จ่ายประชานิยมมาก หวั่นไทยมีสิทธิถูกลดเรตติ้ง จะซ้ำเติมปัญหาเพิ่มขึ้น ขณะที่ไทยอยู่ในสังคมผู้สูงวัย ต้องวางแผนรับมือ แรงงานมีรายได้หดตัว กระทบคนจนยิ่งลำบาก! เสนอทางออก 4 ข้อ ทั้ง ‘แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง-กระตุ้นการลงทุนต่างชาติ-พัฒนาระบบการศึกษา R&D เทคโนโลยี AI -เร่ง Reskill- Upskill ภาคแรงงาน’ จะได้ผลหรือไม่อยู่ที่ฝีมือรัฐบาลใหม่!

ปี 2569 เป็นอีกหนึ่งปีที่คนไทยต้องเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจจากแรงปะทะทั้งปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายใน โดยเฉพาะเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มชะลอตัว ปัญหาการกีดกั้นทางการค้าของประเทศมหาอำนาจและปัญหาเชิงระบบ รวมถึงปัญหาการเมืองที่กำลังเข้าสู่สนามเลือกตั้งซึ่งไม่แน่ว่าจะมีการตั้งรัฐบาลได้เมื่อไหร่ ที่สำคัญเป็นการท้าทายรัฐบาลหน้าจะกอบกู้วิกฤตครั้งนี้อย่างไร ในท่ามกลางที่นักวิชาการเชื่อว่า ประเทศไทยกำลังเดินหน้าไปสู่ ‘หน้าผาทางการคลัง : Fiscal Cliff’ ซึ่งน่ากลัวหรือไม่ อย่างไร


รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง ระบุว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับแรงปะทะรอบด้านทั้งที่เป็นปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายในประเทศ ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยตกอยู่ในภาวะชะลอตัวและมีแนวโน้มจะหนักกว่าเดิม ประกอบด้วย

ปัจจัยที่ 1
วิกฤตการขึ้นภาษีนำเข้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกขยายตัวในอัตราที่ลดลง ซึ่ง IMF (กองทุนการเงินระหว่างประเทศ) คาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกปี 2568 ที่ 3.2% และปี 2569 อยู่ที่ 3.1%. ขณะที่สำนักอื่นมองการขยายตัวปี 2569 อยู่ที่ 2.5% ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อไทยทั้งด้านการส่งออก ทำให้เราส่งออกได้ลดลง ส่วนด้านการท่องเที่ยว เมื่อเศรษฐกิจขยายตัวช้าลง ก็ต้องเร่งหาทางดึงด้านการท่องเที่ยวมาช่วย

ปัจจัยที่ 2 เรื่องของสงครามชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในเรื่องของการค้าชายแดนแม้จะเป็นการกระทบที่ไม่มากก็ตาม

ปัจจัยที่ 3 กระทบจากปัญหาสินค้าจีนจำนวนมหาศาลที่ทะลักเข้ามา ซึ่งส่งผลกระทบไปทั่วโลกและประเทศไทยด้วย
ทั้ง 3 ปัจจัย ทำให้เศรษฐกิจโลกภาพรวมในปี2569 ครึ่งปีแรกจะอยู่ในลักษณะที่มีความไม่แน่นอนสูง และ อัตราการเติบโตจะต่ำ แต่จะเห็นภาพชัดในครึ่งปีหลัง ซึ่งผลกระทบจากภาษีทรัมป์ ทำให้ทุกประเทศต้องปรับตัว รวมทั้งประเทศไทย ด้วยวิธีการลดเรื่องการเชื่อมโยงทางด้านอเมริกาลง พร้อมขยายการเชื่อมโยงทั่วโลก ทั้งลาตินอเมริกา มีการกระจายสินค้าไปประเทศต่างๆ มีการเจาะตลาดไปที่ประเทศโลกใต้ (Global South) ซึ่งจะเกิดการขยายตัวของการทำเขตการค้าเสรี ปัจจุบันหลายประเทศกำลังทำ เช่น EU คือ สหภาพยุโรป (European Union) รวมทั้งไทยก็กำลังเร่งเจรจา FTA ไทย – เปรู เป็นต้น

นอกจากปัญหาภายนอกแล้วเรายังต้องเผชิญปัญหาภายใน ประกอบด้วย

1.การเมือง ไทยอยู่ในช่วงของการเลือกตั้ง และกว่าจะตั้งรัฐบาลได้ก็จะเกิดช่องว่างในการใช้งบประมาณรัฐให้มีประสิทธิภาพในการเบิกจ่าย ขณะที่นักลงทุนต่างชาติ และนักลงทุนไทย มีการชะลอการลงทุนเพื่อรอความชัดเจนว่าใครจะมานั่งเป็นรัฐบาล

2.เศรษฐกิจชะลอตัว กลุ่มSMEs ได้รับผลกระทบรุนแรงและเผชิญปัญหามากมาย ทั้งเรื่องของหนี้ครัวเรือน กำลังซื้อหดหาย และแบงก์ปล่อยสินเชื่อน้อยลง ถึงขั้นปิดกิจการมากมาย

3.ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนที่เกิดจากความผันผวนของทรัมป์ ปัจจุบันจะเห็นว่า อัตราการแลกเปลี่ยนของค่าเงินบาทแข็งกว่าประเทศเพื่อนบ้าน

4.ขีดความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness) ของไทยถดถอยหรือลดต่ำลงเรื่อย ๆ ทั้งเชิงโครงสร้างและเชิงระบบที่ส่งผลต่อการพัฒนาประเทศ อ่อนไหวต่อความผันผวนจากสถานการณ์ต่าง ๆ ในโลก และอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจต่ำมากซึงในปี 2569 คาดว่าจะเหลือเพียง 1.4-1.5 ขณะที่เพื่อนบ้านเช่นเวียดนามมีการขยายตัวที่ 6-7%

“เป็นเพราะเราปรับสินค้าและบริการให้ทันกับโลกไม่ได้ เกิดจากเรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน ที่เราไม่มีความชำนาญ การศึกษาก็มีแต่จำนวน แต่คุณภาพเราแย่ ด้านเทคโนโลยีก็ต่ำ ด้านนวัตกรรม หรือปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ก็ไม่มีอะไร จึงไม่เพียงพอต่อการจะสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ”

5.คุณภาพแรงงานของไทย เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน จะเห็นว่าต้นทุนเรื่องแรงงานเราแพงกว่า แต่คุณภาพแรงงานเราสู้เขาไม่ได้เลย

6.เรื่องวินัยทางการเงินการคลัง เรากำลังอยู่ในสภาวะ ‘หน้าผาทางการคลัง : Fiscal Cliff’ ซึ่งเปรียบเสมือนการเดินไปถึงขอบหน้าผาแล้วตกเหวลงมานั่นเอง ทั้งนี้เกิดจากปัญหาเรื่องของเสถียรภาพหนี้สาธารณะเพิ่มมากขึ้นจาก65 %ของ GDP ขยับขึ้นไปชนเพดาน 70% ทั้งที่ในความเป็นจริงควรอยู่ต่ำกว่า 60% และการขาดดุลงบประมาณควรจะอยู่ที่ไม่เกิน 3% ของ GDP แต่ปัจจุบันขึ้นไป 4.5% ด้านงบลงทุนก็เหลือน้อยเพียง 20% ทำให้สูญเสียการใช้จ่ายภาครัฐเต็มไปด้วยความยากลำบาก

“ทำไมถึงบอกว่าเราไปถึงขอบหน้าผาแล้ว นั่นหมายถึงเศรษฐกิจของประเทศสูญเสียแรงขับเคลื่อนทางการคลัง ซึ่งเกิดจากหนี้สาธารณะสูงเกือบชนเพดาน งบประมาณขาดดุลต่อเนื่องมากี่ปีแล้ว และมีพื้นที่ทางการคลังเหลือน้อยลง ซึ่งจะนำไปสู่การจัดเครดิตเรตติ้งต่าง ๆ จนทำให้ไทยกู้เงินยากขึ้น ดอกเบี้ยสูง ส่งผลให้งบประมาณที่จะใช้จ่ายในการพัฒนาประเทศน้อยลงไปชัดเจน”

7.การลงทุนของภาคเอกชน ยังต่ำ แต่ยังมีข้อดีคือมีบริษัทยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุน (BOI)สูงขึ้นมาก โดยครึ่งปีแรกของปี 2568 (ม.ค. - มิ.ย. 68) ยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนพุ่งสูงกว่า 1,058,225 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 138%จากช่วงเดียวกันของปี 2567 ประกอบด้วยนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติยื่นขอรับการส่งเสริม รวม 1,880 โครงการ ดังนั้นหากรัฐบาลมีการกระตุ้นการส่งเสริมฯก็จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยดีขึ้นได้

8.การบริโภคต่ำเป็นผลมาจากเศรษฐกิจขยายตัวต่ำ หนี้ครัวเรือนสูงขึ้น สะสมมาต่อเนื่อง จึงส่งผลกระทบต่อปัญหาการคลัง สิ่งเหล่านี้ มันสะสมมาเรื่อย ๆ จนจะทำให้เกิดปัญหาการคลัง ซึ่งบริษัทจัดอันดับเครดิต มูดีส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส (Moody’s) ก็เตือนไทยแล้ว โดยเปลี่ยนมุมมองลงสู่ ‘เชิงลบ’ จากเดิมที่มีเสถียรภาพ แต่ยังไม่ได้ปรับเรตติ้งหรือลดเกรดเรา ซึ่งการเปลี่ยนมุมมองครั้งนี้สะท้อนถึงความเสี่ยงที่ความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ และการคลังของประเทศจะอ่อนแอลง

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง
รศ.ดร.สมชาย ย้ำว่า รัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศหากบริหารเรื่องงบประมาณไม่ดี มีการใช้จ่ายหรือเน้นประชานิยมมากก็อาจทำให้เกิดการลดเกรดหรือลดเรตติ้ง ยิ่งจะเป็นการสร้างปัญหาขึ้นมาเพิ่มอีก ทั้งนี้เราจะพบว่าประเทศไทยมีประเด็นปัญหาท้าทาย ทั้ง ภายใน ภายนอก และบวกกับประเทศไทยเข้าสู่ "สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์" (Complete Aged Society) อย่างเป็นทางการแล้วตั้งแต่ปี 2567 โดยมีสัดส่วนประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปเกิน 20% และกำลังมุ่งหน้าสู่ "สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด" (Super Aged Society) ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ซึ่งสถานการณ์นี้ส่งผลกระทบทั้งเชิงบวกและลบ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสาธารณสุข ทำให้ต้องมีการวางแผนรับมือจากทุกภาคส่วน

“ปัจจุบันมีประชากรไทยรวมประมาณ 65.9 ล้านคน แต่มีคนอายุ เกิน 60 ประมาณ 20กว่า% และ อีก 8-9 ปี จะขึ้นไป 33% ขณะที่คนที่อยู่วัยทำงาน ประมาณ 60 % ดูแล คนที่ไม่ได้ทำงาน 40% แต่อีก 8-9 ปีข้างหน้า คนวัยทำงาน เหลือ 55 %คนไม่ใช่วัยแรงงาน คนแก่ ขึ้นมา 45 % ก็จะสร้างปัญหาและภาระของคนวัยทำงาน 3 ต่อ 1 คน ซึ่งจะเป็นปัญหาต่อการสร้างรายได้ของประเทศเมื่ออัตราผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น”

อย่างไรก็ดีเมื่อไทยต้องเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจดังกล่าว จึงเป็นเรื่องท้าทายรัฐบาลใหม่ในการจัดการปัญหาทั้งหมด แต่สิ่งที่น่าห่วงคือเราจะหวังให้ทางการเมืองเข้ามาแก้ไขได้อย่างมีประสิทธิภาพก็น่าจะเป็นเรื่องที่ลำบาก เพราะคุณภาพทั้งของพรรคและบุคลากรทางการเมืองที่มองเห็นในขณะนี้ เรียกว่า ‘ยังไม่ถึง’

แต่ถ้าเราได้รัฐบาลใหม่ที่มีคุณภาพเข้ามาบริหารประเทศ ควรจะต้องเร่งแก้ไขและกอบกู้วิกฤตครั้งนี้ ดังนี้คือ

ประการแรก ต้องเร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยเอาคัสเตอร์จุดแข็งของเรา เช่น การท่องเที่ยว อาหาร การเกษตร สุขภาพ มาปรับสร้าง infrastructure เช่น ด้านอาหาร นำเทคโนโลยีมาใช้ ปรับปรุง upskill แรงงานทางด้านอาหารและสร้างสินค้า อาหารให้มีมูลค่าเพิ่ม ทางด้านเทคโนโลยีและมีคุณภาพ โดยมี "เบนช์มาร์ก" (Benchmark) คือ มีมาตรฐานโลก ซึ่งทุกวันนี้ เราแข่งกัน ทุกอย่างต้องมีมาตรฐานโลก

“ด้านเทคโนโลยี ต้องชัด ด้านท่องเที่ยว หรืออาหาร จะพัฒนาอย่างไร หรือด้านต้นทุนต่ำ คุณภาพดี มีมาตรฐานระดับโลกก็ต้องเน้นฝึกแรงงาน และ จับประเด็นสินค้าที่เรามีจุดแข็ง ส่วนสินค้าเกษตร ข้าวที่เราแพ้เวียดนาม ส่วนอินเดียราคาข้าวก็ถูกกว่าเรา เพราะเป็นข้าวนิ่ม ที่ตลาดต้องการ ไทยก็ต้องมีการทุ่มงบในการทำวิจัยและพัฒนาพันธุ์หรือR&D เพื่อไปสู้กับประเทศคู่แข่งได้”

ประการที่สอง เร่งกระตุ้นการลงทุนจากต่างชาติ โดยเฉพาะในพื้นที่ EEC หากรัฐบาลทำการบ้านหนัก ๆ ไทยอาจโชคดีเศรษฐกิจขยายตัวได้ถึง 2% เพราะไม่เช่นนั้นปี2569 อาจเหลือแค่ 1.4-1.5 %เท่านั้น

ประการที่สาม ต้องเร่งพัฒนาระบบการศึกษาที่ทำให้เด็กสามารถเข้าใจขีดความสามารถของตัวเอง คือ พัฒนาตั้งแต่เด็กเลย เรียนรู้ภาษาอังกฤษใน3-4-5 ปี ที่สามารถ อ่านอะไรขึ้นมาได้ เพื่อเรียนรู้ในวิธีการอ่านหนังสือเยอะ ๆ ซึ่งเป็นจุดเริ่ม ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาโดยสร้างเด็กไทยต้องเก่งกว่าเดิม

ประการที่สี่ ในระยะสั้น มีการupskill แรงงาน เอาคนที่มีความชำนาญมาสอน เช่นด้านการเกษตร เพื่อเป็นการกระตุ้นคุณภาพให้ดีขึ้น โดยเน้นตัวไหนสำคัญเร่งด่วน ไม่ว่า จะด้านการเกษตร ด้านSMEs ด้านอาหาร ที่สำคัญรัฐต้องทุ่มเรื่องR&D ก็จะทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นขึ้นมาได้






“เศรษฐกิจไทย ช่วง10 กว่าปี มานี้ เราอยู่ ที่ 2% ถือว่าต่ำมาก และวินัยทางการคลัง เราอยู่บนหน้าผาทางการคลัง ถ้าหนี้สาธารณะเราสูงขึ้นกว่านี้ การขาดดุลงบประมาณมากเกินไป งบลงทุนก็น้อยมาก ทำให้มีปัญหา บริษัทจัดเรตติ้งก็จะมาลดเกรดเรา ซึ่งจะเสี่ยงต่อเสถียรภาพการคลังจะอ่อนแอลง มีผลต่อความเชื่อมั่นในอนาคต”

ขณะเดียวกันนโยบายหาเสียงของพรรคการเมือง เน้นทุ่มการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ส่วนการหาเสียงเรื่องของขีดความสามารถเหมือนจะไม่มีปรากฏ อีกทั้งวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดจากปัจจัยต่าง ๆ มีผลทำให้ในปี 2569 รายได้ของแรงงานมีแนวโน้มหดตัวลงมาก เพราะเอกชนก็มีการลงทุนน้อยลง การส่งออกก็น้อยลงไปด้วย และยังต้องเผชิญกับ Fiscal Spaces หรือ พื้นที่ทางการคลัง ที่ประเทศไทยเหลือน้อยลงและเมื่อเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ คนจนจะยิ่งลำบาก คนรวยไม่ค่อยมีปัญหา

“ยกตัวอย่างที่เห็นชัดเรื่องของอสังหาริมทรัพย์ คนโดมิเนียม ราคาต่ำกว่า 3 ล้านขายไม่ค่อยออก ห้องชุด ราคา 3ล้านขึ้นไปพอขายได้ แสดงให้เห็นว่าสภาวะที่เป็นแบบนี้ คนที่อยู่ในระดับล่างจะยิ่งลำบาก จึงต้องดูว่ารัฐบาลหลังเลือกตั้งจะมีนโยบายปรับโครงสร้างด้านเศรษฐกิจอย่างไร”

อีกทั้งสิ่งที่รัฐบาลจะต้องรีบทำคือเร่งพัฒนาส่งเสริม Reskill- Upskill เพื่อสร้างทักษะใหม่ให้แรงงาน มีความสามารถ ในการแข่งขันเพราะปัจจุบันแรงงานเราเป็นต้นทุนสูง แต่ไม่มีคุณภาพ ซึ่งสิ่งที่รัฐบาลใหม่ต้องทำ คือปรับคุณภาพแรงงานให้มีราคาสูง คือมีผลิตภาพสูงเท่ากับค่าแรงที่ได้รับ

สิ่งสำคัญเราต้องได้รัฐบาลใหม่ที่มีเสถียรภาพ และตัวนายกรัฐมนตรีก็ต้องพร้อมที่จะขับเคลื่อนเพื่อให้ไทยหลุดพ้น‘หน้าผาทางการคลัง’และสร้างศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจก่อให้เกิดความมั่นคงทางการคลังและคุณภาพชีวิตของประชาชนแม้จะอยู่ในสภาวะที่เข้าสู่สังคมผู้สูงวัยก็ตาม !

ข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่


Facebook :https://www.facebook.com/SpecialScoopManagerOnline/
Instragram :https://instagram.com/special.scoop.mgronline
Tiktok :https://vt.tiktok.com/ZSe4j



กำลังโหลดความคิดเห็น