xs
xsm
sm
md
lg

ชี้ 6 เหตุผล ‘สปส.’ ต้องพ้นจากระบบราชการ รื้อสัดส่วนบอร์ดใหญ่เตะการเมืองออกไป!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



จับตาแรงหนุนให้สำนักงานประกันสังคมออกจากระบบราชการ‘ม.ล.กรกสิวัฒน์เกษมศรี’ อดีตผู้ช่วยเลขาธิการ กบข. ชี้ 6 เหตุผลที่ สปส.ต้องออกจากระบบราชการแจงกองทุน สปส.มีขนาดใหญ่ถึง 2.6 ล้านล้านบาท ควรได้มืออาชีพที่เข้าใจสถานการณ์โลกและรู้เรื่องการลงทุนมาบริหารจะทำให้กองทุนโตแบบมั่นคง เผยยุคนี้เน้นลงทุนแบบThematic Investment ต้องรู้จักเทรดเพื่อสร้าง Dividend Yieldไม่ใช่รอแค่ปันผลจากตราสารหนี้ ยันต้องปรับสัดส่วนบอร์ดใหญ่ให้ฝ่ายประกันตน เป็น50% ส่วนการตั้งบอร์ดตรวจสอบ และอื่น ๆ อย่าให้การเมืองตั้งเชื่อหากการเมืองสั่งให้ทำ ตรวจอย่างไรก็ไม่เจอ แนะผู้ประกันตนต้องทำให้ได้แบบสมาชิก กบข.คุมเข้มการใช้เงิน ยอมรับถ้าไม่แก้ไขกองทุน สปส.ล่มสลายแน่เพราะบริหารผลประโยชน์ได้ 3-5% แต่ตั้งงบใช้สูงแบบนี้มีแต่เจ๊งกับเจ๊า !

ความพยายามรุกคืบของกรรมการผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน คณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ดประกันสังคม : บอร์ดใหญ่) มีเป้าหมายทำให้สำนักงานประกันสังคม (สปส.) เป็นองค์กรที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และมุ่งขยายสิทธิประโยชน์ให้กับผู้ประกันตน พร้อมกับเร่งสร้างดอกผลจากกองทุนประกันสังคมให้มีความมั่นคง ด้วยการปิดทุกช่องโหว่ที่จะทำให้กองทุนฯ นี้ซึ่งมีขนาดใหญ่สูงถึงกว่า 2.6 ล้านล้านบาท มีผู้ประกันตนที่อยู่ในระบบถึง 24.80 ล้านคน (ม.33 , 39, 40 ) ต้องล่มสลายตามที่มีการคาดการณ์กันไว้ในอีก 20-30 ปีข้างหน้า หากปล่อยให้กองทุนต้องมีวิธีการบริหารเช่นปัจจุบัน

ทั้งนี้ รศ.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี กรรมการผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน บอร์ดใหญ่ ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า ทีมประกันสังคมก้าวหน้ามีแนวคิดจะผลักดันให้ สปส.ออกจากระบบราชการ ทำให้การบริหารงานอิสระขึ้น ซึ่ง จะยื่น (ร่าง) พ.ร.บ.ประกันสังคมฉบับใหม่ ในช่วงเดือนมีนาคม 2568

อีกทั้งทีมประกันสังคมก้าวหน้ายังโพสต์ข้อความผ่าน X ระบุว่า กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เป็นองค์กรที่จัดตั้งตามพระราชบัญญัติ กบข. ไม่มีสถานะเป็น “ส่วนราชการ” สามารถจ้างมืออาชีพมาบริหารจัดการได้อย่างง่ายไม่ติดกรอบระเบียบราชการ แต่ทำไมประกันสังคมซึ่งเป็นกองทุนบำนาญของประชาชนถึงยังอยู่ใต้ระบบราชการจัดอยู่ในฐานะ “กรม” ใต้กระทรวงแรงงาน


ส่วนการจะนำกองทุนประกันสังคมออกจากระบบราชการ และบริหารจัดการโดยมืออาชีพแบบกองทุน กบข.นั่นดีไม่ดีอย่างไร?

ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี นักวิชาการอิสระ และกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเคยทำงานในตำแหน่ง ผอ. บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนอยุธยา เจเอฟ จำกัด, กรรมการบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนนครหลวงไทย จำกัด, ประธานกรรมการ บริษัท จีพีเอฟ พร็อพเพอร์ตี้แมเนจเม้นท์ จำกัด, ประธานกรรมการ บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่สำคัญเคยเป็นผู้ช่วยเลขาธิการ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) บอกว่า กองทุนประกันสังคมเป็นกองทุนที่ใหญ่มหาศาลถึง 2.6 ล้านล้านบาท ไม่ควรปล่อยให้อยู่ในมือข้าราชการ พร้อมถามกลับว่ามีความเชี่ยวชาญเพียงพอที่จะดูแลหรือไม่? ดังนั้นจึงเห็นว่ากองทุน สปส.ควรเดินหน้าดังนี้

ประเด็นที่ 1 ต้องออกจากระบบราชการ เพราะกองทุนฯโตขนาดนี้ต้องได้มืออาชีพที่เชี่ยวชาญแบบนักธุรกิจ ไปบริหาร โดยขอให้ไปศึกษาดูคนที่มานั่งบริหารกองทุนประเภทนี้เงินเดือนไม่ได้แพง เมื่อเทียบกับองค์กรใหญ่ๆ อย่าง ปตท.หรือหลายบริษัทในตลาด เพราะคนพวกนี้ไม่ต้องจ้างแพงก็มา ถือว่ามีเกียรติ ยิ่งเป็นเงินของผู้ประกันตนยิ่งต้องดูแลให้ดี

โดยเฉพาะการจะนำเงินของผู้ประกันตนไปใช้จะต้องมีความระมัดระวัง จะอ้างว่าหลักเกณฑ์ที่ประกันสังคมกำหนดไว้ ว่าสามารถนำเงินประกันสังคมมาเพื่อการบริหารจัดการ ได้ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ แต่ใช้จริงประมาณ 3 เปอร์เซ็นต์ ตรงนี้ส่วนตัวคิดว่าไม่ถูกต้อง

“เงินก้อนใหญ่ใช้ไปถึง 3% ก็ต้องมาดีดลูกคิดกันดูนะ เพราะเป็นเงินผู้ประกันตน ซึ่งบริหารกองทุนมีผลตอบแทนแค่ 3-5% แต่กำหนดเพดานเงินได้ 10% แค่ตั้งเพดาน 5% ผู้บริหารกองทุนก็ต้องคิดแล้ว ตั้งเวอร์ๆ แบบนี้มันคิดไปได้ไกลนะ โปร่งใสหรือไม่? ถ้าเป็น กบข.กรรมการฝ่ายข้าราชการ เขาไม่ยอมแน่ ๆ เพราะเงินเป็นของพวกเขา บริหารได้แค่ 3-5 แต่เบิกไปใช้เยอะแบบนี้ สมาชิกจะเหลือเท่าไร ยิ่งถ้าใช้ชนเพดาน มันไม่แฟร์ โอกาสเจ๊งก็มี”

ประเด็นที่ 2 เปลี่ยนสูตรตัวแทนในบอร์ดใหญ่ ที่เคยมีสัดส่วน 3 ฝ่ายอยู่ที่ 7-7-7 คือตัวแทนภาครัฐ ผู้ประกันตนฝ่ายนายจ้าง และผู้ประกันตนฝ่ายลูกจ้าง ต้องเปลี่ยนใหม่ ควรจะเป็นสูตร 25-25-50 นั่นหมายถึง ภาครัฐ 25% นายจ้าง 25% และผู้ประกันตน 50% จึงเป็นสัดส่วนที่เหมาะสมและจะถ่วงดุลได้ดีกว่า

“ปัจจุบันตัวแทนผู้ประกันตนมีแค่ 1/3 จริง ๆ ควรมีครึ่งหนึ่ง ภาครัฐ 25% ถือเป็นพี่เลี้ยง นายจ้างไม่ต้องเยอะ เป็นกฎหมายบังคับอยู่แล้ว นายจ้างมีหน้าที่แค่จ่ายเงินสมทบ ผู้ประกันตนเป็นผู้จ่ายเงิน เพื่อดูแลรักษาพยาบาล เบี้ยชราภาพ จึงควรมีสัดส่วนที่มากกว่า”

ประเด็นที่ 3 กำหนดวาระผู้ที่จะมานั่งเป็นเลขาธิการ ควรกำหนดเป็นเทอม เช่นเทอมละ 3 ปี ต่ออายุได้อีก 1 ครั้ง รวมแล้วไม่เกิน 6 ปี แต่ถ้าบริหารไม่ดี ไม่มีประสิทธิภาพก็ให้ออกได้ตามสัญญาว่าจ้าง ซึ่งคนที่จะมานั่งเป็นเลขาธิการกองทุนฯ ก็ต้องเป็นคนที่มีวิสัยทัศน์รู้เรื่องการเงินการลงทุนระดับโลก จัดการกองทุนเป็น สามารถประสานและติดต่อต่างประเทศได้ ไม่ใช่ให้ข้าราชการที่ไม่เข้าใจมานั่งตรงนี้

“เชื่อเถอะ ถ้า สปส.ออกจากระบบราชการได้ จากนั้นประกาศรับสมัคร คนมาดูแลกองทุน สปส.เชื่อว่ามีคนสนใจเยอะ อาจถึงขั้นยอมลดเงินเดือนจากที่เคยรับอยู่ที่เดิม เพื่อมาบริหารกองทุนเพื่อประเทศ ภาพลักษณ์เขาก็ดูดีตามไปด้วย”

ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี นักวิชาการอิสระ และกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ
ประเด็นที่ 4 ต้องมีบอร์ดลงทุน investment board ที่ตามโครงสร้างถือเป็นลูกบอร์ดใหญ่ บอร์ดลงทุน มีอำนาจที่จะเชิญผู้เชี่ยวชาญเข้ามาเป็นอนุกรรมการได้ พวกนี้จะเชี่ยวชาญการลงทุน ยกตัวอย่างถ้าจะนำเงินกองทุนไปลงทุนในยุคนี้ ลงทุนอะไรดี ก็ต้องวิเคราะห์กันว่าสถานการณ์โลกปัจจุบัน ก็ต้องดูต่อไปว่าธุรกิจอะไรที่จะไปได้ ซึ่งเป็นการลงทุนแบบ Thematic Investment ที่จะผลักดันการเติบโตของเศรษฐกิจ การค้าโลกในระยาว เช่นถ้ามองเรื่องมีสงครามก็ต้องลงทุนกลุ่มยุทธปัจจัย อาหาร ยา แต่ถ้ามองเทรนด์เป็นสังคมผู้สูงอายุ ก็เลือกลงทุนที่ตอบสนองเป็นต้น

“เน้นการปรับพอร์ตไปเรื่อย ๆ จะเทรดหุ้นต้องพิจารณา Dividend Yield (%) พอหุ้นลงถ้ามีกำไรก็เทรดออก แต่ของกองทุน สปส. ดูจะเน้นลงทุน แบบนิ่ง ๆ ไม่ซับซ้อน คือลงทุนในตราสารหนี้ โดยเฉพาะพันธบัตรรัฐบาล พอครบกำหนดก็ได้ผลตอบแทนและเงินต้นคืน ซึ่งก็รู้อยู่ว่าผลตอบแทนน้อยมาก ถ้าปรับเป็นเทรด Dividend Yield จะได้ผลตอบแทนสูง กองทุนก็จะโตขึ้นได้ มีโอกาสเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้ผู้ประกันตนได้ดีด้วย”

ดังนั้นผู้ที่ดูแลกองทุนฯ ต้องเทรดบ้าง คือ ไม่ใช่ 2% ก็พอใจแล้ว ความจริงต้องเทรดบ้าง เพื่อจะได้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้น อาจไม่จำเป็นต้องเก็บเงินสดไว้ในปริมาณที่มาก แต่ต้องมีวิธีการจัดสรรที่เหมาะสม

ประเด็นที่ 5 รื้อโครงสร้างบอร์ดอื่นๆ ปัจจุบันคณะกรรมการการแพทย์ (บอร์ดแพทย์) คณะกรรมการตรวจสอบ (บอร์ดตรวจสอบ) และคณะกรรมการอุทธรณ์ (บอร์ดอุทธรณ์) ที่ล้วนแต่งตั้งโดยรัฐมนตรีแรงงาน ซึ่งเป็นฝ่ายการเมือง ที่มาของบอร์ดเหล่านี้ควรต้องรื้อทั้งหมด โดยเฉพาะบอร์ดตรวจสอบต้องเป็นฝ่ายประชาชน ไม่ใช่ฝ่ายการเมือง

“ถ้าแต่งตั้งโดยรัฐมนตรี หากรัฐมนตรีเข้ามาทำมาหากิน ตรวจสอบอย่างไรก็ไม่เจอใช่มั้ย ยิ่งถ้าได้เลขาธิการซึ่งเป็นข้าราชการแล้ว ฝ่ายการเมืองชี้ไปที่เลขาฯ ว่าให้เอาโปรเจกต์นี้ คนนี้ ถึงจะมีบอร์ดตรวจสอบอย่างไรก็ต้องผ่าน เพราะฝ่ายการเมืองตั้งมากับมือจริงหรือไม่?”

หลักสำคัญผู้ที่จะมานั่งเป็นบอร์ดตรวจสอบ ต้องได้คนที่มีความเชี่ยวชาญเช่นกัน ด้านการเงิน ด้านบัญชี ซึ่งหาไม่ยากเพราะสมาชิกประกันสังคมมีบริษัทกฎหมายและบัญชีมากมาย จึงหาคนที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพ โปร่งใสได้ไม่ยาก ซึ่งถ้าคนที่มาอยู่ในบอร์ดนี้เป็นคนมีหลักการ รับรองเลขาธิการ สปส.เข้ามายุ่งไม่ได้ ถ้าเข้ามายุ่งไม่ได้ ก็ทำตามฝ่ายการเมืองสั่งการไม่ได้เช่นกัน

“ต้องตั้งโดยบอร์ดใหญ่ มีการตั้งอนุกรรมการสรรหาขึ้นมา โฟกัสไปที่ภาคประชาชนที่มีความรู้ในการตรวจสอบ ทั้งความรู้การเงิน กฎหมาย บัญชี หามาให้ครบ ให้บอร์ดใหญ่เลือก อย่าให้ฝ่ายการเมืองเข้ามายุ่งเด็ดขาด”


ประเด็นที่ 6 ที่ควรดำเนินการ คือการนำข้อมูลที่เป็นจริงในเรื่องของโครงสร้างกองทุน สปส.และกบข.มาเทียบกันให้เห็นว่าต่างกันอย่างไร มีค่าบริหารเท่าไร ใช้งบไปกับอะไรบ้าง ผลตอบแทนเป็นอย่างไร กบข.ไปลงทุนอะไรบ้าง เป็นต้น

“เราจะเห็นงบเทรนนิ่ง กบข.ในต่างประเทศจะฟรีเยอะ และไม่เทรนนิ่งกับหน่วยงานในประเทศที่ต้องจ่ายค่าหัวละเป็นแสนๆ รวมแล้วใช้ไปกี่ล้าน อยู่ราชการมาเทรนกับราชการด้วยกัน เหมือนพยายามใช้งบให้หมด แบบนี้ กบข.ไม่ทำ แต่ กบข. จะเทรน เมืองนอก ฝรั่งเทรนหมด ถ้า กบข.จะมีออกค่าใช้จ่ายบ้างจะเป็นค่าโรงแรม ตั๋วเครื่องบิน ที่เหลือเทรนฟรี เพราะเราลงทุนต่างประเทศ กับบริษัทเหล่านี้ เขาต้องเป็นคนจ่ายจึงจะถูกต้อง แต่เท่าที่ฟังมานะ ประกันสังคม ใช้งบเทรนนิ่งค่อนข้างเยอะ”

เมื่อกองทุน สปส.ใหญ่มาก ควรอิง economy of scale ในการบริหารจัดการงบให้ได้ดี ถ้าทำไม่ได้ดี แสดงว่ามีการฟุ่มเฟือยเกิดขึ้นใช่หรือไม่ และไม่ควรคิดว่ามีเพดาน 10% ก็ใช้แค่ 3% ถือว่าเล็กน้อย แต่จริงๆ งบถูกใช้ไปเป็นพันล้าน ถ้าไปทำแบบนี้กับเงิน กบข.รับรองผู้บริหารกองทุนถูกสมาชิก กบข.เล่นงานตายแน่

“ตัวแทนสมาชิก กบข. จะดูละเอียดมากตั้งแต่การจัดทำงบประมาณ ตั้งงบรายจ่ายไปใช้อะไร อย่างไร จะของบไปทำอะไร มีการตัดงบด้วย ถ้าคุณว่าจำเป็นก็ต้อง defend ว่าจำเป็นอย่างไร ไม่ใช่มาตรวจสอบหลังการใช้งบไปแล้ว”

สำหรับเรื่องสิทธิในการรักษาไม่ว่าจะมีการโอนหรือไม่โอนไปให้ สปสช.ดูแล ซึ่งทั้งประกันสังคมและบัตรทองเบื้องต้นควรจะเท่าเทียมกัน แต่เมื่อประกันสังคมนั้นผู้ประกันตนต้องจ่ายก็ควรพิจารณาให้สิทธิอะไรที่มากกว่าหรือไม่ ก็ต้องเป็นเรื่องที่กรรมการผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนคงต้องไปดูแลและเรียกร้องสิทธิต่างๆ ต่อไป


ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ย้ำว่า อยากให้ผู้ประกันตนตื่นตัวกับกองทุน สปส. เพราะต้องไม่ลืมว่า เงินนี้เป็นของผู้ประกันตน เพราะถ้าปล่อยให้บริหารแบบเดิมๆ คนที่จะได้รับผลกระทบก็คือผู้ประกันตนนั่นเอง

“ถ้าไม่ใส่ใจ สักวันหนึ่งเงินกองทุนจะไม่พอรักษา และสิ่งที่เขาจะทำคือลดการรักษาลงไป ลดจำนวนโรค ลดจำนวนการจ่ายยา คุณภาพการรักษาจะเลวลง และถ้าผู้ประกันตนไม่อยากให้กองทุนล่มสลาย ก็ต้องยอมให้เขาลดสิทธิประโยชน์ต่างๆ”

อย่างไรก็ดี โอกาสที่กองทุน สปส.จะล่มสลาย มีหรือไม่นั้น ม.ล.กรกสิวัฒน์ บอกว่า มันล่มสลายได้แน่นอน ถ้าบอร์ดใหญ่ไม่รีบแก้ไขสถานการณ์ต่างๆ ในวันนี้ เพราะทุกอย่างที่เกิดขึ้นเหมือนนาฬิกาปลุก ให้ทุกฝ่ายรีบแก้ไข ถ้าทำได้ก็จะไม่ก้าวไปถึงจุดที่ต้องล่มสลาย เพราะการจะล่มสลายนั้นอยู่ที่การบริหารจัดการของผู้มีอำนาจและหน้าที่ ซึ่งเป็นเรื่องของผู้ประกันตนที่เป็นเจ้าของเงิน ต้องเข้าไปดูแล พร้อมขอข้อมูล การอ้างว่า เปิดเผยไม่ได้ เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพราะเงินนี้เป็นเงินประชาชน ต้องเปิดได้ทุกตัว เปิดให้หมด ยกเว้น มีอะไรในกอไผ่ใช่หรือไม่?

ถึงเวลาแล้วที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต้องเร่งผลักดันให้ สปส.ออกจากระบบราชการและยึดโครงสร้างการบริหารจัดการแบบ กบข. ก็จะทำให้กองทุนโตขึ้น ส่งผลดีต่อผู้ประกันตนทุกระบบได้ประโยชน์สูงสุดต่อไป!

ข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่


Facebook :https://www.facebook.com/SpecialScoopManagerOnline/
Instragram :https://instagram.com/special.scoop.mgronline
Tiktok :https://vt.tiktok.com/ZSe4j


กำลังโหลดความคิดเห็น