xs
xsm
sm
md
lg

เจ้าพ่ออสังหาฯ ปะทะเจ้าพ่อการตลาด “เศรษฐา-มิ่งขวัญ” ใครเหนือกว่า!?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



วัดฝีมือ “หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ” 2 พรรคหลักที่มีโอกาสจัดตั้งรัฐบาลสูงสุด “มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์” ลูกรักคนใหม่ค่ายพลังประชารัฐ งัดกลยุทธ์การบริหารและการตลาดที่เคยลือลั่นมาแล้วเมื่อครั้งพลิกโฉม “ช่อง 9 อสทม” สู่โมเดิร์นไนน์ทีวี และเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ เมื่อครั้งเป็นหัวหน้าพรรคเศรษฐกิจใหม่ได้คะแนนนิยมถล่มทลายจนกลายเป็น “ม้ามืด” ในสภามาแล้ว ด้านเจ้าพ่ออสังหาฯ “เศรษฐา ทวีสิน” ที่เพื่อไทยเตรียมส่งเข้าประกวด การันตีฝีมือจากการสร้างกำไรให้แสนสิริถึงปีละ 2 พันล้าน ในช่วงที่ไทยกำลังเผชิญวิกฤตโควิด เขามีเป้าหมายจะลดความเหลื่อมล้ำในสังคม ชี้ ช่วงหาเสียง พท.ยังคงได้เปรียบ เหตุมี “คนแดนไกล” และ 2 กุนซือใหญ่ของพรรคเป็นผู้วางแนวทาง-ร่างนโยบาย

เป็นที่ฮือฮาอย่างมากสำหรับการเปิดตัว “นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์” ซึ่งจะเข้ามาเป็นมือเศรษฐกิจ และหนึ่งในแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เคียงคู่กับ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ

ซึ่งนาทีนี้พรรคที่ประเมินแล้วว่าน่าจะเป็นคู่แข่งที่ช่วงชิงการเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งครั้งหน้า คงหนีไม่พ้น พรรคพลังประชารัฐ” กับ พรรคเพื่อไทย” โดยพลังประชารัฐนั้นแม้คาดว่าฤทธิ์ของพลังดูดจะทำให้พรรคมีขนาดเล็กลง เปลี่ยนจากพรรคขนาดใหญ่กลายเป็นพรรคขนาดกลาง แต่เชื่อว่าจะสามารถจับมือกับพรรคอื่นเพื่อจัดตั้งรัฐบาลได้ไม่ยาก เนื่องจาก พล.อ.ประวิตร ยังมีเสียง ส.ว. จำนวนมากที่พร้อมยกมือสนับสนุนในการโหวตเลือกนายกฯ ขณะที่พรรคเพื่อไทยซึ่งประกาศ “แลนด์สไลด์” หมายเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลก็มีแนวโน้มว่าจะได้ ส.ส.มากที่สุดในสภา และหากจับมือกับพรรคอื่นๆ กระทั่งมีเสียงเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา คือ เกินกว่า 375 เสียง ก็สามารถชนะคะแนนในการโหวตเลือกนายกฯได้เช่นกัน

โดย “มือเศรษฐกิจ” ของทั้ง 2 พรรคนั้นถือเป็นหนึ่งในจุดขายในการสู้ศึกเลือกตั้งครั้งหน้า ซึ่งหากประมือเปรียบมวยกันระหว่าง “นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์” ที่ถูกวางตัวให้เป็นแม่ทัพด้านเศรษฐกิจ พ่วงด้วยตำแหน่งหนึ่งในแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคพลังประชารัฐ กับ “นายเศรษฐา ทวีสิน” ซึ่งมีข่าวว่ากำลังจะเปิดตัวในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทย และหนึ่งในแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค เคียงข้าง “อุ๊งอิ๊ง” น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ประธานที่ปรึกษาด้านการมีส่วนร่วมและนวัตกรรม และหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ต้องบอกว่างานนี้น่าจะสูสีเลยทีเดียว!

นโยบายที่ นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์  ใช้หาเสียงในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ในฐานะหัวหน้าพรรคเศรษฐกิจใหม่
“มิ่งขวัญ” เจ้าพ่อการตลาด

สำหรับ “นายมิ่งขวัญ” หัวหอกทีมเศรษฐกิจ วัย 70 ปี ของ “พรรคพลังประชารัฐ” นั้น ฝีมือในการทำงานถือว่าไม่ธรรมดา เขามีฉายาว่า “เจ้าพ่อนักการตลาด” จุดเด่นของมิ่งขวัญคือมีประสบการณ์ทั้งด้านการบริหาร การตลาด การโฆษณาประชาสัมพันธ์ รวมทั้งมีประสบการณ์ในการทำงานทางการเมืองมาตั้งแต่ยุครัฐบาลทักษิณ 1 ข้อสำคัญยังมีสายสัมพันธ์กับทุกฝั่งการเมือง

ซึ่งการเลือกตั้งในปี 2562 ที่ผ่านมา มิ่งขวัญ ในฐานะหัวหน้าพรรคเศรษฐกิจใหม่ถือเป็นม้ามืด โกยคะแนนโค้งสุดท้าย ชูนโยบายหารายได้เข้าประเทศทุกทิศทุกทาง ลดราคาน้ำมัน ลดค่าไฟฟ้า เพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ ส่งบันเทิงไทยไปตลาดโลก ค้าขายออนไลน์ต้องเป็นของคนไทย ซึ่งล้วนโดนใจทั้งวัยรุ่น วัยทำงาน ไปจนถึงผู้สูงอายุ กระทั่งวัยรุ่นตั้ง #ลุงมิ่งใจดี สนั่นทวิตเตอร์ แถมลุงมิ่งยังขายนโยบายผ่านเพลงแร็ปโดนๆ เอาใจ First Voters อีกด้วย ซึ่งตรงนี้ถือเป็นการปิดจุดอ่อนเรื่องการเข้าถึง “คนรุ่นใหม่” ของพรรคพลังประชารัฐได้ในระดับหนึ่ง

นายมิ่งขวัญ จบนิติศาสตรบัณฑิต จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และประกาศนียบัตรหลักสูตรการพัฒนาผู้บริหารระดับสูง จากมหาวิทยาลัยแห่งเพนซิลเวเนีย สหรัฐอเมริกา ส่วนในการทำงานนั้นเรียกได้ว่าเขาเป็นลูกหม้อโตโยต้าเลยทีเดียว โดยเขาเริ่มทำงานเป็นพนักงานฝ่ายขาย บริษัทโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ก่อนเลื่อนตำแหน่งไปแผนกการตลาด ประชาสัมพันธ์ โฆษณา และสื่อสารองค์กร เป็นผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ และยังเป็นเลขานุการมูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย ที่น่าสนใจคือ มิ่งขวัญ เป็นพนักงานคนเดียวในบรรดาพนักงาน 70,000 คนของเครือโตโยต้าทั้งหมดที่สามารถข้ามขั้นจากผู้จัดการฝ่าย ขึ้นไปเป็นผู้อำนวยการ ขณะที่การเลื่อนตำแหน่งตามจารีตการบริหารแบบญี่ปุ่นจะเรียงตามลำดับอาวุโสและชั้นงาน นั่นแสดงให้เห็นถึง “ฝีมือ” ที่ไม่ธรรมดาของชายผู้นี้

นายมิ่งขวัญ ได้ปฏิรูปสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 9 อสมท สู่ความเป็นสถานีโทรทัศน์ที่ทันสมัย ภายใต้ชื่อ “โมเดิร์นไนน์ทีวี”
มีผลงานตั้งแต่รัฐบาล “ทักษิณ 1”

ในสมัยรัฐบาลทักษิณ 1 นายมิ่งขวัญ มีโอกาสเข้าช่วยงาน นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในขณะนั้น โดยเป็นที่ปรึกษาเกี่ยวกับการท่องเที่ยว และเป็นผู้ริเริ่มการประชาสัมพันธ์งานเย็นทั่วหล้ามหาสงกรานต์ เทศกาลตรุษจีนไชน่าทาวน์เยาวราช และเทศกาลดนตรีพัทยา ซึ่งถือว่าเป็นแคมเปญที่ประสบความสำเร็จเกินความคาดหมาย

ส่วนผลงานที่สร้างชื่อให้นายมิ่งขวัญ มากที่สุดคือ การพลิกโฉมองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย (อสมท) โดยหลังจากที่นายมิ่งขวัญ ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย (อสมท)ในปี 2545 เขาได้ปฏิรูปสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 9 อสมท ที่ถูกกล่าวขานว่าเป็น "แดนสนธยา" ให้กลายเป็นสถานีโทรทัศน์แห่งความทันสมัย ภายใต้ชื่อ “โมเดิร์นไนน์ทีวี” ปรับรูปแบบการนำเสนอโดยออนแอร์ตลอด 24 ชั่วโมง เพิ่มความสัมพันธ์กับเครือข่ายสำนักข่าวชั้นนำทั่วโลก เช่น CNN/CNBC/AP/Reuters/VOA ของสหรัฐฯ BBC ของสหราชอาณาจักร NHK ของประเทศญี่ปุ่น และ CCTV ของประเทศจีน รวมทั้งดำเนินการแปรรูปจากรัฐวิสาหกิจซึ่งเป็นองค์กรภาครัฐ สู่การเป็นรัฐวิสาหกิจในรูปบริษัทมหาชนจำกัด โดยขายหุ้นเพื่อระดมทุนผ่านตลาดหลักทรัพย์ ภายใต้ชื่อบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) หรือ MCOT

นายมิ่งขวัญ เคยสังกัดพรรคเพื่อไทย ในช่วงปี 2551-2556
เพราะผิดหวังจึงสั่งลา

สำหรับเส้นทางการเมืองแล้ว นายมิ่งขวัญถือว่าเติบโตมากับพรรคของทักษิณ โดยหลังเกิดการรัฐประหาร ปี 2549 นายมิ่งขวัญตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) เพื่อรับผิดชอบเรื่องการนำเสนอแถลงการณ์ของ นายทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีที่ถูกรัฐประหาร และต่อมาในปี 2550 นายมิ่งขวัญ ได้รับการทาบทามจากพรรคพลังประชาชน ให้เป็นหัวหน้าคณะทำงานด้านเศรษฐกิจ ซึ่งการเลือกตั้งในเดือน ธ.ค.2550 มิ่งขวัญ ได้รับเลือกเป็น ส.ส.ระบบสัดส่วน เขต 6 กรุงเทพมหานครและปริมณฑล จากนั้น ก.พ.2551 เขาได้รับความไว้วางใจให้นั่งในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ ควบ รมว.พาณิชย์ จากนั้น ส.ค. 2551 โยกไปเป็น รมว.อุตสาหกรรม แต่เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญ ตัดสินให้นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นพ้นจากตำแหน่ง ส่งผลให้คณะรัฐมนตรีทั้งคณะสิ้นสุดลง ในวันที่ 9 ก.ย.2551 ด้วย

ต่อมา 2 ธ.ค.2551 ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคพลังประชาชน นายมิ่งขวัญ จึงได้ย้ายไปสังกัดพรรคเพื่อไทย จากนั้นต้นปี 2554 ช่วงที่พรรคเพื่อไทยเป็นฝ่ายค้าน นายมิ่งขวัญ ได้รับความไว้วางใจจาก นายทักษิณ ให้ทำหน้าที่เป็น “ผู้นำ” อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ครั้งนั้นนายมิ่งขวัญได้ประกาศว่าเขาจะเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าการที่เขาประกาศกร้าวออกมาเช่นนั้นน่าจะเพราะมีความมั่นใจเนื่องจากได้พูดคุยกับผู้ใหญ่มาระดับหนึ่งแล้ว แต่ปรากฏว่าหลังการยุบสภาของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ทีมยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ได้เสนอชื่อ “น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ในฐานะ ส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 1 และถูกวางตัวเป็นนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ขณะที่นายมิ่งขวัญ ถูกดีดไปเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 6 ของพรรค และถูกลดบทบาทอย่างต่อเนื่อง ทำให้เขาผิดหวังอย่างมาก สุดท้ายในปี 2556 มิ่งขวัญ จึงตัดสินใจลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย และเว้นวรรคทางการเมืองไปถึง 6 ปี

นายมิ่งขวัญ ประกาศลาออกจากการเป็น ส.ส.พรรคเศรษฐกิจใหม่ เนื่องจากจุดยืนทางการเมืองที่แตกต่างกัน
มุ่งมั่นในจุดยืน

ก่อนจะกลับมาเข้ามาเล่นการเมืองอีกครั้งในนามหัวหน้าพรรคเศรษฐกิจใหม่ โดยการเลือกตั้งในเดือน มี.ค.2562 เขาได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีของพรรคเพียงคนเดียว ซึ่งนายมิ่งขวัญ ประกาศว่าพรรคเศรษฐกิจใหม่จะไม่เข้าร่วมกับพรรคพลังประชารัฐเพราะอุดมการณ์ทางการเมืองต่างกัน แต่ยังไม่ทันที่พลังประชารัฐจะตั้งรัฐบาล 22 พ.ค.2562 นายมิ่งขวัญ ก็ลาออกจากการเป็นหัวหน้าพรรคเศรษฐกิจใหม่เพราะเห็นท่าทีที่เอนเอียงไปทางพลังประชารัฐของสมาชิกพรรคเศรษฐกิจใหม่หลายคน อย่างไรก็ดี เขาไม่ได้ลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรค ขณะที่ในช่วงแรกพรรคเศรษฐกิจใหม่ยังทำหน้าที่ในฐานะพรรคร่วมฝ่ายค้าน กระทั่ง ม.ค.2563 ที่ประชุมกรรมการบริหารพรรคเศรษฐกิจใหม่ได้มีมติให้พรรคเศรษฐกิจใหม่ “ถอนตัวจากพรรคร่วมฝ่ายค้าน” แต่นายมิ่งขวัญ ยังคงทำหน้าที่ฝ่ายค้านต่อไป โดยระบุว่า ส.ส.มีอิสระ ไม่จำเป็นต้องทำตามมติพรรค โดยนายมิ่งขวัญ ได้อภิปรายถึงความล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีอย่างดุเดือด

จากนั้นเดือน ก.พ.2565 นายมิ่งขวัญ ได้ประกาศลาออกจากการเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเศรษฐกิจใหม่ และในเดือน ต.ค.2565 เขาได้ไปนั่งเป็นหัวหน้าพรรค “โอกาสไทย” ซึ่งเปลี่ยนชื่อมาจากพรรค "รักษ์ผืนป่า" ตามคำเชิญของนายดำรงค์ พิเดช และล่าสุดได้ตัดสินใจย้ายเข้าสังกัดพรรค "พลังประชารัฐ" ในฐานะมือเศรษฐกิจ และหนึ่งในแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นตำแหน่งที่นายมิ่งขวัญเคยตั้งเป้าหมายไว้ โดยให้เหตุผลว่าเหตุที่ร่วมงานกับพลังประชารัฐเพราะวันนี้ไม่มี “พล.อ.ประยุทธ์”

จึงนับได้ว่าตลอดระยะเวลา 15 ปี บนเส้นทางการเมืองได้บ่มเพาะให้นายมิ่งขวัญมีทั้งชั้นเชิง และประสบการณ์อยู่พอตัว ทั้งในเรื่องคอนเนกชัน การเจรจาต่อรอง และการออกแบบนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาปากท้องที่โดนใจประชาชน เมื่อบวกกับโอกาสที่เข้าไปทำงานในฐานะรัฐมนตรี และที่ปรึกษาด้านการท่องเที่ยวที่ทำให้เห็นผลงานอย่างเป็นรูปธรรม จึงส่งผลให้ในการหาเสียงเลือกตั้งครั้งหน้านายมิ่งขวัญ ดูจะได้เปรียบกว่านายเศรษฐา จากพรรคเพื่อไทยอยู่ไม่น้อย แต่สิ่งที่เป็น “จุดอ่อนสำคัญ” ของนายมิ่งขวัญ คือพรรคพลังประชารัฐไม่มีทีมเศรษฐกิจที่มาช่วยคิดช่วยทำ ช่วยวางแคมเปญ ต่างจากพรรคเพื่อไทยที่นอกจากจะมี “นายใหญ่แห่งดูไบ” เป็นไกด์แล้ว ยังมีกุนซืออีกหลายคนที่ร่วมระดมสมอง

นายเศรษฐา ทวีสิน เจ้าพ่ออสังหาฯ ซึ่งมีข่าวว่ากำลังจะเปิดตัวในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทย
เจ้าพ่ออสังหาฯ
“เศรษฐา ทวีสิน”


ด้าน “นายเศรษฐา ทวีสิน” ว่าที่หัวหน้าทีมเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทย และหนึ่งในแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค นั้นถือเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก เขาถูกเรียกขานว่า “เจ้าพ่ออสังหาฯ” ด้วยว่าไม่ว่าจะหยิบจับโครงการไหนก็ล้วนประสบความสำเร็จไปเสียหมด

นายเศรษฐา ปัจจุบันอายุ 59 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาโท ด้านการเงินจาก Claremont Graduate School สหรัฐอเมริกา เขาเริ่มการทำงานในตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการผลิตภัณฑ์ บริษัท P&G ประเทศไทย (จำกัด) เมื่อปี 2529 ก่อนหันมาทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยปัจจุบันเศรษฐาดำรงตำแหน่งประธานอำนวยการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หนึ่งในยักษ์ใหญ่ของวงการอสังหาฯ ซึ่งแม้ช่วง 2 ปีที่ผ่านมาไทยจะประสบปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำจากผลกระทบของโควิด-19 บรรดาธุรกิจอสังหาฯ ต่างเจ็บตัวกันทั่วหน้า และส่งผลให้ยอดกำไรสุทธิของแสนสิริลดลงไปบ้าง แต่ด้วยกลยุทธ์ในการบริหารที่สามารถพลิกเกมได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ปี 2564 แสนสิริมีรายได้ถึง 29,747.52 ล้านบาท และทำกำไร 2,017 ล้านบาท

ประเด็นหนึ่งที่นายเศรษฐา มุ่งมั่นขับเคลื่อนคือ การลดความเหลื่อมล้ำในสังคม
ต้องการลดความเหลื่อมล้ำในสังคม

สำหรับเส้นทางการเมืองนั้น ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นายเศรษฐา มีจุดยืนทางการเมืองที่ชัดเจนว่าเขายืนอยู่ข้างพรรคการเมืองที่เรียกตัวเองว่าฝั่งประชาธิปไตย หลังรัฐประหารปี 2557 เขาถูกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกประกาศเรียกไปรายงานตัว และเมื่อรัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขึ้นบริหารประเทศ นายเศรษฐาก็วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ อยู่เป็นระยะ นอกจากนั้นเขายังได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับประเด็นทางสังคม การเมือง และการแก้ไขปัญหาของประเทศในหลายช่องทางอย่างต่อเนื่อง ทั้งโดยการสื่อสารผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ โดยเฉพาะ “ทวิตเตอร์” การให้สัมภาษณ์สื่อ หรือแม้แต่ในงานแถลงผลประกอบการของแสนสิริก็ตาม เช่น ตั้งคำถามถึงความเท่าเทียมด้านสิทธิทางการเมืองและที่มาของ ส.ว. 250 คน เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจในช่วงโควิด

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาประเด็นที่นายเศรษฐา มักพูดถึงอยู่เสมอคือ “การลดความเหลื่อมล้ำ ทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม” อีกทั้งยังได้ดำเนินโครงการต่างๆ อย่างเป็นรูปธรรม เขาชี้ว่า การเลือกตั้งครั้งหน้า พรรคการเมืองต้องแข่งขันกัน 3 เรื่อง คือ 1.การแก้ปัญหาเรื่องรายได้และปากท้องของประชาชน ไม่ใช่ปากท้องของเจ้าสัว 2.ความมั่นใจเรื่องสุขภาพ-สาธารณสุข และ 3.การแก้ปัญหาสังคม โดยเฉพาะเรื่องความแตกแยกเกลียดชัง ซึ่งจุดยืนของนายเศรษฐา นั้นได้ใจมวลชนคนรักเพื่อไทยไปไม่น้อย

แนวคิดและมุมมองของ เศรษฐา มีความทันสมัย ตรงใจคนรุ่นใหม่
โดนใจวัยรุ่น

นอกจากนั้น ที่ผ่านมาแนวคิดและมุมมองของเศรษฐานั้นเรียกได้ว่าตรงใจคนรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการต่อต้านกระบวนการ ‘กินรวบ’ ที่สร้างความเหลื่อมล้ำในสังคม วิธีบริหารบุคลากรแบบ ‘Inclusive’ ที่นายเศรษฐาใช้ในการบริหารแสนสิริ คือให้ความสำคัญกับทุกคน พนักงานทุกระดับมีความเสมอภาค เป็นผู้บริหารที่ลูกน้องสามารถเข้าถึงได้ นอกจากนั้น ช่องทางการสื่อสารที่นายเศรษฐาใช้สื่อโซเชียลเป็นหลัก โดยเฉพาะทวิตเตอร์ ยังเป็นสื่อที่เข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี จึงเชื่อว่าในการเลือกตั้งครั้งหน้านอกจากนายเศรษฐาจะได้คะแนนจากนักธุรกิจบางกลุ่มแล้ว ยังสามารถกวาดคะแนนจากกลุ่มคนรุ่นใหม่ วัยรุ่น วัยทำงานได้ไม่น้อยทีเดียว

ทั้งนี้ จุดแข็งอย่างหนึ่งของพรรคเพื่อไทยคือทีมเศรษฐกิจไม่ได้ทำงานเพียงลำพัง ที่ผ่านมา นโยบายต่างๆ ของพรรค รวมทั้งนโยบายเศรษฐกิจล้วนผ่านกระบวนการคิดของ “ทักษิณ ชินวัตร” ซึ่งร่วมกับทีมยุทธศาสตร์พรรค โดยมี “หมอมิ้ง” นพ.พรหมมินทร์ เลิศสุริย์เดช คณะกรรมการยุทธศาสตร์และทิศทางการเมือง และ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี แกนนำกลุ่มแคร์ และอดีตรักษาการผู้อำนวยการพรรคเพื่อไทย เป็นผู้ขับเคลื่อน ซึ่งในการเลือกตั้งหลายครั้งที่ผ่านมาล้วนพิสูจน์แล้วว่านโยบายเหล่านี้ประสบความสำเร็จ และได้รับเสียงตอบรับจากประชาชนกระทั่งนำไปสู่คะแนนนิยมที่ล้นหลาม

“เพื่อไทย” ใช้นโยบายแก้จนเป็นจุดขายในการเรียกคะแนนเสียง ในการเลือกตั้งครั้งหน้า
“พท.” ใช้นโยบายแก้จนเป็นจุดขาย

ล่าสุด เมื่อวันที่ 6 ธ.ค.2565 ที่ผ่านมา น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ประธานคณะที่ปรึกษาด้านการมีส่วนร่วมและนวัตกรรม พรรคเพื่อไทย และหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ได้เปิดเผยถึงนโยบายของพรรคเพื่อไทยว่า หากพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล ภายในปี 2570 หรือหลังจากที่ได้บริหารงานครบ 4 ปี จะเกิดความเปลี่ยนแปลงที่ดีต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนหลายด้านด้วยกัน โดยในส่วนของนโยบายด้านเศรษฐกิจ ได้แก่

1.สร้างอาชีพ สร้างรายได้ โดยจากปี 2566 จนถึงปี 2570 พรรคเพื่อไทยจะทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของประเทศเติบโตอย่างต่ำเฉลี่ยร้อยละ 5% ต่อปี ช่องว่างความเหลื่อมล้ำจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยจะใช้แนวคิด “รดน้ำที่ราก” เพื่อให้ต้นไม้งอกงามได้ทั้งต้น ทั้งที่น้ำมีจำกัด ซึ่ง 1 คนในทุกครอบครัวจะได้รับโอกาสเข้าอบรมทักษะอาชีพโดยไม่มีค่าใช้จ่าย โดยร่วมมือกับสถาบันอาชีวะทั้งรัฐและเอกชนกว่า 800 แห่งทั่วประเทศ และเลือกทักษะอาชีพที่กำลังเป็นที่ต้องการของตลาด เช่น นักสร้างคอนเทนต์ นักออกแบบมัลติมีเดีย แฟชั่นดีไซเนอร์ ทำให้มีรายได้คนละไม่ต่ำกว่า 200,000 บาทต่อปี สามารถสร้างงานทักษะสูงได้ 20 ล้านตำแหน่ง และในปี 2570 คนไทยต้องได้ค่าแรงขั้นต่ำไม่ต่ำกว่า 600 บาทต่อวัน เงินเดือนของผู้จบการศึกษาระดับปริญญาตรี ต้องอยู่ที่ 25,000 บาทขึ้นไป พรรคเพื่อไทยจะสร้างแนวทางการหารายได้ใหม่ คู่ขนานไปกับรายได้ดั้งเดิม ซึ่งจะเป็นหนทางหนึ่งในการแก้ปัญหาหนี้สินของประชาชนที่มีอยู่ก่อนหน้านี้ เนื่องจากพรรคเพื่อไทย ‘ไม่ใช่แค่พักหนี้’ แต่จะ ‘ล้างหนี้’ จนหมดสิ้น

2.ให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งทุน โดยพรรคเพื่อไทยจะเปิดโอกาสให้ประชาชนที่ต้องการสร้างเนื้อสร้างตัว หรือวิสาหกิจชุมชนที่กำลังเติบโต สามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้หลากหลายด้วยอัตราดอกเบี้ยต่ำ มีกองทุนหมู่บ้านที่ขยายบทบาทมากขึ้น กองทุนร่วมทุน และการระดมทุนแบบ crowdfunding ส่งเสริมการแข่งขันพัฒนาธุรกิจของขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ด้วยการอำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจทุกขั้นตอนแบบ one stop service สร้างกติกาการแข่งขันที่เสรีและเท่าเทียม ทลายการผูกขาดในธุรกิจและอุตสาหกรรมที่กีดขวางความคิดสร้างสรรค์ของรายเล็กรายย่อย เช่น สุรา เบียร์ ไวน์ผลไม้

นโยบายเรื่องการลดราคาพลังงานเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายจับตาว่าถ้าทำได้จริงจะส่งผลให้เพื่อไทยได้รับคะแนนนิยมมากยิ่งขึ้น
3.ขับเคลื่อนสู่ระบบการใช้เงินดิจิทัล โดยจะผลักดันให้ในปี 2570 ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางด้านนวัตกรรมของ Asean มีการใช้เงินสกุลดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลาง (CBDC : Central Bank Digital Currency) แทนเงินสด ป้องกันการคอร์รัปชั่นในการเมืองแบบ ‘ลิงกินกล้วย’ ทุกวันนี้ได้เป็นอย่างดี ประชาชนทุกคนมีบัญชีธนาคาร และมีกระเป๋าเงินดิจิทัล (Digital Wallet) ของตนเอง รัฐบาลกลายเป็นรัฐบาลดิจิทัลเต็มรูปแบบ การเข้าถึงบริการของรัฐทำได้ง่าย สะดวก ทุกหมู่บ้านของประเทศไทยมีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง สถานที่สาธารณะทุกแห่งมี wifi ฟรี

4.ปรับลดราคาพลังงาน โดยจะรื้อโครงสร้างราคาพลังงาน ซึ่งจะส่งผลให้ค่าน้ำมัน ค่าแก๊ส ค่าไฟลดลงทันที อีกทั้งจะรณรงค์และส่งเสริมพลังงานแสงอาทิตย์ในระดับครัวเรือน เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันลง

ดังนั้น ภารกิจหลักในช่วงหาเสียงเลือกตั้งของนายเศรษฐาในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจและหนึ่งในแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทยคือการอธิบายและสื่อสารนโยบายที่พรรควางไว้ให้ฐานคะแนนของพรรคซึ่งมีทั้งประชาชนคนรากหญ้า พ่อค้านักธุรกิจ และมวลชนคนรุ่นใหม่เข้าใจและเห็นภาพว่าเขาจะได้ประโยชน์อะไรจากนโยบายเหล่านี้ และหากเพื่อไทยได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล จะเป็นโอกาสในนายเศรษฐา ได้พิสูจน์ฝีมือในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจให้เป็นที่ประจักษ์ต่อไป