บาทอ่อนทะลุ 38 บาท หลายฝ่ายมองท่องเที่ยวรับอานิสงส์ ต่างชาติเที่ยวเมืองไทยถูกลง แต่ต้องดูว่าเศรษฐกิจประเทศต้นทางดีหรือทรุด ตอนนี้ต่างชาติที่เข้ามาส่วนใหญ่เป็นเพื่อนบ้านและเอเชีย ขณะเดียวกัน ในรอบ 1 ปีเงินบาทแข็งค่ากับบางประเทศ โดยเฉพาะเงินเยน พร้อมๆ กับการเปิดประเทศมากขึ้น ตอนนี้ “ญี่ปุ่น” ดึงคนไทยจองเที่ยวทุกเส้นทาง ส่วนเที่ยวยุโรป บาทแข็งเทียบยูโร-ปอนด์ แต่อ่อนกับสวิสฟรังก์ แนะอยากเที่ยวอย่าผ่อน
ค่าเงินบาทที่อ่อนตัวทะลุ 38 บาทต่อดอลลาร์ นับว่าเป็นเรื่องที่หลายฝ่ายจับตามองถึงผลดี-ผลเสียของการอ่อนค่าลงในครั้งนี้ หากมองเฉพาะภาคการท่องเที่ยว ค่าเงินบาทที่อ่อนลงถึงระดับ 38 บาท ย่อมส่งผลดีต่อการท่องเที่ยวในประเทศไทย เพราะนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ถือเงินดอลลาร์เข้ามาสามารถแลกเป็นเงินบาทได้มากขึ้น เดิมแลกได้ 30 บาท หรือ 33 บาท ตอนนี้แลกได้ 37-38 บาทต่อดอลลาร์ พูดง่ายๆ คือเที่ยวเมืองไทยถูกลง
นี่จึงเป็นอีกความหวังหนึ่งที่จะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างประเทศให้มาเที่ยวเมืองไทยมากขึ้น ซึ่งในช่วงนี้อยู่ในช่วงเทศกาลท่องเที่ยวของหลายประเทศ
บาทอ่อน-ดูดนักท่องเที่ยว?
อย่างไรก็ตาม เงินบาทที่อ่อนลงเป็นการอ่อนเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ หากเทียบกับค่าเงินสกุลอื่นพบว่ามีทั้งอ่อนตามดอลลาร์และเงินบาทไทยแข็งกว่าสกุลอื่น (เทียบ 1 ปี) ขณะที่นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวเมืองไทยในระยะนี้ อ้างอิงจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยพบว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาเมืองไทยหลักๆ ยังเป็นประเทศแถบเอเชีย มาเลเซียเข้ามาไทย 14.7% อินเดีย 10.4% ที่เหลือมีสัดส่วนต่ำกว่า 10% ประกอบด้วย สิงคโปร์ เวียดนาม อังกฤษ เกาหลีใต้ สหรัฐฯ เยอรมนี ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น
ค่าเงินบาทที่อ่อนอาจมีสกุลเงินของบางประเทศที่แข็งค่าตามสหรัฐฯ ส่วนจะสามารถโน้มน้าวใจให้พวกเขามาเที่ยวเมืองไทยได้หรือไม่นั้นต้องขึ้นกับองค์ประกอบอื่นด้วยเช่นกัน การฟื้นตัวของเศรษฐกิจแต่ละประเทศหลังโควิด เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อการเดินทาง โซนยุโรปมีปัญหาทั้งค่าครองชีพ เงินเฟ้อ กังวลสงครามรัสเซีย-ยูเครน และในหน้าหนาวนี้อาจเจอปัญหาเรื่องราคาพลังงาน
“เรื่องการท่องเที่ยวต้องเป็นเรื่องของความสบายใจ คนจะเดินทางท่องเที่ยวต้องมีความพร้อมทั้งเวลาและกำลังทรัพย์ ที่ผ่านมา ถ้าสังเกตพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวต่างประเทศให้ดีจะพบว่าพวกเขาได้ปรับลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางลง เช่น พักโรงแรมที่ราคาไม่แพง กินอาหารข้างทางเหมือนคนไทย คือตอบโจทย์ว่าพวกเขาได้เที่ยว แต่เที่ยวบนงบประมาณที่จำกัดกว่าเดิม” หนึ่งในทีมงานที่ติดตามข้อมูลด้านการท่องเที่ยวกล่าว
เยนอ่อน-คนไทยเบนเป้าญี่ปุ่น
ในทางกลับกัน ค่าเงินบาทที่อ่อนลงถึงระดับ 38 บาท จึงเกิดคำถามตามมาว่า มีผลให้คนไทยที่อยากไปเที่ยวต่างประเทศจ่ายแพงขึ้นหรือไม่?
คำตอบคือ จริงบางส่วน ถ้าจะไปเที่ยวประเทศปลายทางที่ต้องใช้เงินดอลลาร์นั้น เราย่อมต้องจ่ายแพงขึ้นแน่ แต่ถ้าปลายทางเป็นประเทศอื่นที่ไม่ใช่ดอลลาร์ แม้เงินบาทไทยอ่อนไปถึง 38 บาท เมื่อเทียบกับค่าเงินบางประเทศแล้วอาจทำให้การท่องเที่ยวประเทศนั้นถูกลง
สำหรับคนไทยที่อยากเที่ยวในตอนนี้ “ญี่ปุ่น” คือตำตอบที่ลงตัวทุกอย่าง หลังจากที่ญี่ปุ่นเริ่มผ่อนคลายมาตรการในการเข้าประเทศมากขึ้น เปิดประเทศแบบไม่ต้องขอวีซ่า สามารถเดินทางท่องเที่ยวได้เองเหมือนก่อนเกิดโควิด ยกเลิกเงื่อนไขที่ต้องไปกับทัวร์ เริ่ม 11 ตุลาคม 2565 นี้
เงื่อนไขนี้กลายเป็นตัวเร่งให้คนไทยหลายคนตัดสินใจเดินทางไปท่องเที่ยวญี่ปุ่นทันที ยอมเปลี่ยนโปรแกรมเดิมที่เคยวางไว้ อีกทั้งช่วงเวลาดังกล่าวถือเป็นไฮซีซันของญี่ปุ่นในช่วงนี้เริ่มกันที่ใบไม้เปลี่ยนสี ถัดไปจะเป็นช่วงหน้าหนาว ซึ่งถือเป็นจุดขายของญี่ปุ่นในสายตาของคนไทย
ทุกชาติต้องแข่งขันกันทำตลาดท่องเที่ยวทั้งนั้น ลดเงื่อนไขที่เป็นอุปสรรคต่อการเดินทางลง หากเห็นว่าสถานการณ์โควิดเบาลง เพราะไม่ต้องลงทุนอะไรเพิ่ม ขายธรรมชาติและวัฒนธรรมที่มีอยู่ ดึงเอาเงินของนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาช่วยหมุนเวียนเศรษฐกิจภายในประเทศ
ที่สำคัญคือค่าเงินเยนอ่อนค่าลงไปเมื่อเทียบกับเงินบาท เคยลงไปแตะระดับ 25 บาทต่อ 100 เยน ตอนนี้อยู่ที่ระดับ 26.7 บาทต่อ 100 เยน ถือว่าเป็นอีกจุดหนึ่งที่หลายคนมองถึงความคุ้มค่าจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เอื้ออำนวย
ประการต่อมา ญี่ปุ่นถือเป็นประเทศที่คนไทยใฝ่ฝัน เมื่อไม่ได้เที่ยวเลยในช่วงเวลาเกือบ 3 ปี และญี่ปุ่นผ่อนคลายเงื่อนไขเดินทางลง ทำให้คนที่มีความพร้อมเริ่มให้ความสนใจญี่ปุ่นขึ้นมาทันทีไม่ว่าจะเคยไปมาแล้ว หรือยังไม่เคยไปเลยก็ตาม
คนเที่ยวหนีเกาหลี
อีกประการหนึ่งคือคู่แข่งด้านการท่องเที่ยวของญี่ปุ่นอย่างเกาหลีใต้ที่ชิงนักท่องเที่ยวชาวไทยนั้น ตอนนี้เข้มงวดกับเรื่องการเดินทางเข้าเมืองของคนไทย มีการปฏิเสธเข้าเมืองเกือบยกลำ ทำให้คนไทยหลายคนที่ไม่ต้องการเจอปัญหาจึงเบนเข็มไปเที่ยวประเทศอื่นแทน เดิมคนที่อยากเที่ยวแต่กังวลเรื่องตม.เกาหลี ก็เที่ยวเวียดนาม สิงคโปร์ ตุรกีแทน ทั้งๆ ที่ค่าเงินวอนเกาหลีนั้นอ่อนค่าเมื่อเทียบกับเงินบาท เมื่อญี่ปุ่นผ่อนคลายจนเกือบปกติจึงเลือกสนใจญี่ปุ่นทันที
ถ้าคุณเลือกสกัดแรงงานผิดกฎหมายเข้าเมืองเป็นหลัก คุณก็ต้องเข้มงวดเป็นพิเศษ สิ่งที่ตามมาคือฝ่ายตรวจคนเข้าเมืองของเกาหลีฟันธงถูกหรือไม่ว่าคนไหนเป็นนักท่องเที่ยวจริง คนไหนแฝงตัวเข้ามาเพื่อหางานทำ การขอ K-ETA ผ่านแต่หน้างานต้องลุ้นอีกที แบบนี้คนเที่ยวจริงๆ คงเปลี่ยนประเทศ
“ตอนนี้ทุกอย่าง Focus ไปที่ญี่ปุ่นเป็นหลัก ทั้งใช้ช่องทางของทัวร์ หรือเลือกที่จะเดินทางเอง เพราะตอนนี้ตั๋วเครื่องบินสำหรับผู้ที่ต้องการเดินทางไปเองราคาสูงกว่าที่พวกบริษัททัวร์มี หากงบประมาณไม่เป็นปัญหาก็เลือกได้ตามความพึงพอใจ” เจ้าของบริษัทนิดหน่อยทัวร์ กล่าว
เมื่อถามว่าเส้นทางไหนยอดนิยม คำตอบคือทุกเส้นทาง ขอให้เป็นญี่ปุ่นเถอะในตอนนี้ ส่วนเส้นทางอื่นตอนนี้ถือว่าเจอกระแสญี่ปุ่นกลบไปเกือบหมด เดิมเวียดนาม สิงคโปร์ ตุรเคีย คนไปกันเยอะ แต่ตอนนี้ทุกคนพูดกันแต่ญี่ปุ่น
บาทแข็ง-อ่อน ต้องดูให้ครบ
เรื่องอัตราแลกเปลี่ยนถือว่ามีผลต่อการตัดสินใจเลือกประเทศที่จะเดินทางในระดับหนึ่ง แต่ต้องพิจารณาองค์ประกอบอื่นควบคู่ไปด้วย เช่น บาทไทยเทียบกับสกุลปลายทางแล้วได้เปรียบมาก แต่ถ้าค่าใช้จ่ายด้านอื่นแพงขึ้น เรื่องค่าเงินที่ได้เปรียบก็อาจเป็นเรื่องที่ไม่คุ้มค่าเช่นกัน
ยกตัวอย่าง ตุรเคีย ถือเป็นอีกหนึ่งเส้นทางยอดนิยมของคนไทย ดินแดน 2 ทวีปทั้งเอเชียและยุโรป เดิมราคาไม่แพงต่ำ 3 หมื่น เที่ยวได้ 1 สัปดาห์หรือเกินกว่านั้น ค่าเงินลีราสิ้นเดือนกันยายนปีที่แล้วอยู่ที่ 3.79 บาท ตอนนี้ 1 ลีราอยู่ที่ 2.05 บาท ดูเหมือนช่วงนี้ถ้าเราเที่ยวตุรกีค่อนข้างคุ้ม แต่พบว่าค่าใช้จ่ายในการเดินทางกลับเพิ่มขึ้นกว่าเดิมอยู่พอสมควร ตรงนี้ต้องมาทบทวนดูว่าคุ้มค่าหรือไม่ ตอนนี้ราคาทัวร์นั่งรถอย่างเดียวอยู่ที่ประมาณ 3-3.5 หมื่นบาท ถ้ามีบินในประเทศราคาจะขยับขึ้นไปอีก ซึ่งมีทั้งบินในประเทศ 1 หรือ 2 เที่ยวบิน
ที่จริงค่าเงินด่อง เวียดนามแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินบาท แต่ด้วยค่าใช้จ่ายในการเดินทางไม่สูงนักเพียง 1 หมื่นต้นๆ เรื่องอัตราแลกเปลี่ยนจึงถูกมองข้ามไป ในช่วงโควิด เวียดนามเขาเตรียมตัวมาไม่น้อย เช่น เวียดนามเหนือมีสิ่งปลูกสร้างใหม่ๆ เช่นสะพานกระจก Bach long ที่ยาวที่สุด และมีจุดถ่ายรูปใหม่ Moana Sapa Cafe แต่ช่วงนี้อาจจะเงียบไปสักพัก เพราะเรื่องของพายุโนรู ที่เวียดนามกลางอย่างดานัง ฮอยอัน รับผลกระทบไปเต็มๆ
ยูโร/ปอนด์ถูกลง-สวิตฯ แพง
ค่าเงินบาทเทียบกับดอลลาร์ที่อ่อนลงไปนั้น อย่าเพิ่งเหมารวมไปถึงเงินสกุลยุโรปว่าจะแข็งค่าตามดอลลาร์ไปทั้งหมด เพราะบางประเทศแถบยุโรปค่าเงินก็อ่อนเมื่อเทียบกับเงินบาทในรอบ 1 ปี เช่น ค่าเงินยูโร ค่าเงินปอนด์ (อังกฤษ) อ่อนลงเมื่อเทียบกับเงินบาท แต่ค่าเงินสวิตฯ กลับแข็งค่าขึ้น หมายถึงคนที่ไปเที่ยวสวิตเซอร์แลนด์มีค่าใช้จ่ายแพงขึ้น ส่วนถ้าเที่ยวที่อังกฤษหรือประเทศที่ใช้เงินสกุลยูโรตรงนี้จะมีค่าใช้จ่ายที่ลดลง ส่วนค่าเงินเดนมาร์ก และนอร์เวย์อ่อนลงเล็กน้อย
ต้องดูกันเป็นประเทศโดยใช้เงินบาทเทียบเงินสกุลปลายทาง คนที่เดินทางท่องเที่ยวบ่อยๆ มักจะคำนึงถึงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนด้วย แต่ถ้าคนที่นานๆ ไปเที่ยวต่างประเทศ ตัวอัตราแลกเปลี่ยนจะไม่ใช่ปัญหาหลัก บางครั้งการตัดสินใจท่องเที่ยวเป็นเรื่องของอารมณ์ล้วนๆ แม้บางครั้งราคาอาจไม่ถูกนัก แต่อยากไปเที่ยวที่นั่นหรือไปพร้อมเพื่อน เรื่องราคา-อัตราแลกเปลี่ยนก็กลายเป็นเรื่องรองลงไปทันที
อย่างไรก็ตาม คนที่ต้องการท่องเที่ยวจริงๆ ควรต้องคำนึงถึงความพร้อมของกำลังทรัพย์มาเป็นอันดับหนึ่ง ไม่แนะนำให้กู้เงินหรือหยิบยืมคนอื่นมาเที่ยว เช่น บางคนรูดบัตรไปก่อนแล้วแบ่งผ่อนชำระ ตอนนี้ท่านต้องยอมรับกับภาระดอกเบี้ยที่ตามมา หรือบริษัททัวร์บางแห่งเปิดให้ผ่อนชำระ 0% นาน 3-10 เดือน จริงอยู่ท่านอาจมีกำลังพอที่จะผ่อนชำระตามเงื่อนไขดังกล่าว แต่อยากให้คิดก่อนเสมอว่า ช่วงที่กำลังเที่ยวหรือเที่ยวเสร็จแล้วควรเก็บเกี่ยวความสุขกลับมาให้มากที่สุด ไม่ควรต้องมากังวลกับภาระที่จะตามมาหลังเที่ยว
ติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่
Facebook :https://m.facebook.com/SpecialScoopManagerOnline/?locale2=th_TH
Tiktok :https://vt.tiktok.com/ZSe4jv


