xs
xsm
sm
md
lg

อาจารย์นิด้า! ชี้ ‘ชัชชาติ’ ใช้ Symbolic Politics จับกระแสเหนือความจริงปลุกคน กทม.มีความหวัง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ศ.ดร.ชาติชาย ณ เชียงใหม่ อาจารย์คณะพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ นิด้า สะท้อนภาพการขับเคลื่อนทางการเมืองของ ‘ชัชชาติ สิทธิพันธุ์’ เป็นรูปแบบ symbolic politics ที่เน้นขายกระแสซึ่งคนรุ่นเก่ามองว่าเป็นการ ‘โม้’ เพราะ กทม.มีสารพันปัญหา แต่ไร้ ‘อำนาจ-หน้าที่’ ทำได้แค่มือประสานสิบทิศกับ 20 กระทรวงที่เป็นเจ้าของอำนาจแท้จริง แต่โดนใจคนรุ่นใหม่เปรียบเสมือน ‘GOD’ ชี้จุดเด่นใช้วิธีบริหารแบบ interactive governance ทำให้ทุกอย่างแก้ไขได้อย่างรวดเร็ว เป็นผลจากการที่รู้ลึกและรู้จริงในระดับเส้นเลือดฝอย แนะผู้ว่าฯ กทม.ต้องระวังการอย่าทำตัวเป็นพระเอกขี่ม้าขาวทุกเรื่อง พร้อมผลักดันทีมงานโชว์ผลงานมากขึ้น

ทุกๆ การเคลื่อนไหวของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. สามารถยึดครองพื้นที่สื่อสิ่งพิมพ์และสื่อโซเชียลได้อย่างต่อเนื่อง สะท้อนภาพของคนทำงาน เอาจริงในทุกๆ ประเด็นปัญหาที่คน กทม.ต้องเผชิญมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งฝนตก น้ำท่วม การจราจร มลพิษ ขยะล้นเมือง รวมไปถึงการทุจริตคอร์รัปชัน และปัญหาเศรษฐกิจปากท้องของคนยากคนจน จะต้องได้รับการแก้ไขเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น

อย่างไรก็ดี สิ่งที่นายชัชชาติ บอกกับคน กทม.ตั้งแต่ช่วงการหาเสียง และหลังชนะเลือกตั้งว่าจะต้องทำอะไร อย่างไร ไปจนถึงระดับเส้นเลือดฝอย ล้วนเป็นปัญหาที่เขาได้เข้าไปสัมผัสจริง ไม่ใช่ ‘โม้’ เพราะ กทม.เป็นเมืองใหญ่และเป็นเมืองหลวงของประเทศที่มีความสำคัญในด้านเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง ขณะที่ประชากรที่อาศัยอยู่ที่นี่ก็มีความหลากหลาย

สำหรับสิ่งที่นายชัชชาติ กำลังขับเคลื่อนออกไปนั้น จึงเป็นความเชื่อมั่น และความคาดหวังของชาว กทม. 1.3 ล้านเสียงที่เลือกนายชัชชาติ โดยตรง ผนวกกับคนที่ไม่ได้เลือกนายชัชชาติ ก็ต้องจับตาดูเช่นกันว่าผู้ว่าฯ กทม.ที่แข็งแกร่งในปฐพีจะทำได้จริงหรือเก่งแค่การพีอาร์ให้คนหลงเชื่อเท่านั้น


ศ.ดร.ชาติชาย ณ เชียงใหม่ กรรมการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง และอาจารย์คณะพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ระบุว่า หากจะมองปรากฏการณ์ชัชชาติ ฟีเวอร์! นั้นต้องมองไปที่ความตั้งใจหรือความทะเยอทะยานอยากทำงานการเมืองของนายชัชชาติ มีสูงจึงลงพื้นที่คลุกคลีกับปัญหาใน กทม.ไม่ต่ำกว่า 3 ปี จนสามารถตีโจทย์แตกว่าการจะทำงานการเมืองให้ได้ผลต้องเริ่มที่สนามเล็ก คือ กทม.ที่สามารถจัดการได้ดีกว่าการเข้าไปเล่นในสนามใหญ่ที่มีปัญหาใหญ่กว่า

“เขาอ่านทะลุว่าการทำการเมืองได้ดีต้องรู้จักคน ในช่วง คสช.ยึดอำนาจเขาก็พยายามศึกษาปัญหา กทม.คุยกับคนที่รู้ เรียนรู้และเข้าใจปัญหาทีละเรื่อง เป็นขั้นเป็นตอน และหาแนวร่วม ซึ่งแนวร่วมของเขาก็มาจากจุฬาคอนเนกชัน และคนที่เคยทำงานร่วมกัน”

โดยนายชัชชาติ มีการวิเคราะห์ในเชิงโครงสร้างประชาชนจึงเข้าใจดีว่า กลุ่มเป้าหมายที่มีอายุต่ำกว่า 30 ปี ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ที่เบื่อหน่ายการเมือง อยากเห็นการแก้ปัญหา กทม.ในรูปแบบของการริเริ่ม ไม่ใช่จมอยู่กับการทำงานแบบเดิมๆ เช่น แก้ปัญหาจราจรแบบเดิมๆ โดยไม่พยายามหาทางเลือกใหม่

ที่สำคัญในระหว่างรอการเลือกตั้ง ซึ่งไม่รู้ว่าจะเลือกตั้งเมื่อไหร่ เขาก็ไม่อายที่จะขอเสียงชาว กทม.ว่าตัวเขาจะสมัครผู้ว่าฯ กทม.ขอให้เชียร์ อีกทั้งต้องยอมรับว่าสถานการณ์โควิด มีส่วนช่วยมาก ขณะที่รัฐบาลได้รับผลกระทบ โดยนายชัชชาติ ได้ต่อสายกับกลุ่มเส้นด้าย กลุ่มคนรุ่นใหม่ กลุ่มจิตอาสา ซึ่งคนเหล่านี้ได้กลายเป็นแนวร่วมในการเสนอแนะปัญหาต่างๆ ใน กทม.ในที่สุด

ศ.ดร.ชาติชาย ย้ำว่า ให้ดูวิธีการนำเสนอของนายชัชชาติ จะออกมาในรูปของ soft presentation ภาพการหิ้วถุงแกง การขึ้นรถเมล์ การพูดคุยกับชาวบ้านแบบเป็นกันเองในทุกพื้นที่ ภาพที่ไลฟ์สดในการทำงานแบบใกล้ชิดรู้ว่าปัญหาแต่ละพื้นที่มีอะไรและบุคลิกที่อ่อนน้อม เข้าถึงง่ายจึงทำให้คน กทม.พอใจ

“คุณชัชชาติ เข้าใจดีว่ากระแสสำคัญกว่าความจริง จึงตีโจทย์แตก และใช้ได้ผล จึงเสนอสิ่งที่มันสร้างกระแสได้ อย่างไปร่วมดนตรีในสวน เราจะเห็นความต่างระหว่างคุณชัชชาติ กับรัฐบาลทันที เราเห็นภาพเขาร้องเพลง เต้นไปกับทีมนักดนตรี เต้นกับชาวบ้าน มันได้ใจ คนดูมีความสุข ส่วนรัฐบาลจะเจอภาพเปิดงานตัดริบบิ้น แต่คุณชัชชาติ ไม่ใช่ เขามีทีมพีอาร์ คอยกดไลก์ กดแชร์ เล่นเฟซบุ๊ก และใช้เทคโนโลยีเข้ามาจัดการกระแสและจัดการปัญหาได้ดี”


ดังนั้น ชาว กทม.จึงได้เห็นการลงพื้นที่ต่างๆ ไปดูการขุดลอกท่อระบายน้ำซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง กทม.กับกรมราชทัณฑ์ เพื่อเตรียมการรับน้ำท่วม หรือการตรวจพื้นที่การก่อสร้างถนน พบว่าการก่อสร้างที่ไหนล่าช้าบ้าง และเป็นอุปสรรคต่อการจราจร ก็เร่งให้มีการแก้ไข เป็นต้น

“คุณชัชชาติ จะไลฟ์สดในทุกพื้นที่ ให้ทุกคนรู้ทันทีว่าเขากำลังทำอะไร”!

ศ.ดร.ชาติชาย บอกอีกว่า ตั้งแต่นายชัชชาติ เข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ ชาว กทม.ได้พบเห็นสิ่งที่ผู้ว่าฯ กทม.นำเสนอออกสู่สายตา คือสามารถเข้ากับทุกสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว (sense and respond) ด้วยท่าทางที่คล่องแคล่ว กระฉับกระเฉง ซึ่งเป็นมิติใหม่ในทางการเมือง

อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นภาพว่าเขาทำการบ้านมาอย่างดี มีการวิเคราะห์ปัญหาที่มาจากการพูดคุยกับชาวบ้าน จากนั้นจึงนำเสนอออกมาสู่สาธารณชน แต่สุดท้ายจะได้ผลหรือไม่ได้ผล เป็นคนละเรื่องกัน แต่อย่างน้อยประชาชนก็ได้เห็นว่าเขาไม่ใช่ผู้ว่าฯ ที่เข้ามาฝึกงาน

“คุณชัชชาติ รู้ว่างาน กทม.มีปัญหาในแต่ละเรื่องจะแก้ให้เสร็จสิ้นแบบสะเด็ดน้ำจริงๆ เป็นไปไม่ได้ เขาจึงเลือกที่จะใช้สื่อโซเชียลเพื่อเป็นการส่งสัญญาณ ส่งภาพ ส่งข่าวสารในแง่มุมต่างๆ ให้เห็นว่ากำลังจับเรื่องนั้นเรื่องนี้ตามนโยบายที่หาเสียงอยู่นะ ในทางรัฐศาสตร์การทำการเมืองแบบนี้เรียกว่า symbolic politics”

การดึงระบบ ‘ทราฟฟี่ฟองดูว์’ (Traffy Fondue) ที่พัฒนาโดย สวทช.มาเชื่อมต่อเข้ากับระบบรับแจ้งปัญหาออนไลน์
ขณะที่ภาพที่ปรากฏให้เห็นในการทำงานของนายชัชชาติ ก็คือการจัดการปกครอง หรือการบริหารบ้านเมืองแบบปฏิสัมพันธ์ (interactive governance ) กับพื้นที่ กับกลุ่มต่างๆ ทั้งรับฟัง และตอบสนองในเวลาเดียวกันไม่ว่าจะเป็นการเปิดเฟซบุ๊ก มีกลุ่มไลน์ต่างๆ หรือการดึงระบบ ‘ทราฟฟี่ฟองดูว์’ (Traffy Fondue) ที่พัฒนาโดย สวทช.มาเชื่อมต่อเข้ากับระบบรับแจ้งปัญหาออนไลน์ ก็ทำให้ปัญหาเส้นเลือดฝอย หรือปัญหาที่อยู่ใกล้ตัวได้รับการแก้ไขเร็วขึ้น ซึ่งในอดีตถ้าประชาชนร้องเรียนเข้าไปก็จะเป็นการรายงานตามลำดับชั้น กว่าจะได้รับการแก้ไขจึงใช้เวลานาน

“คุณชัชชาติ มาถูกทางแล้ว ไม่ว่าถนนหนทาง เป็นหลุมเป็นบ่อ ก็แจ้งกันเข้ามา เอาปัญหาแต่ละกลุ่มมาดู ซึ่งต้องไม่ลืมว่าคนกรุงเทพฯ เป็นคนปากกัดตีนถีบ มีปัญหาหลายด้านมาก ซึ่งเป็นหน้าที่ กทม.ที่จะต้องไปช่วยประคับประคองให้พออยู่ได้ เพราะถ้าคนไม่มีข้าวจะกิน คงไม่ไปสนใจ เรื่องฟุตปาธ ท่อแตก หรือพวกไม่มีงานทำ นอนซมอยู่กับบ้าน ไม่มีค่าน้ำไฟ โดนไล่ที่ ซึ่งเป็นปัญหาจริงๆ แต่ กทม.ไม่มีหน้าที่โดยตรงไปแก้ แต่ต้องเข้าไปดูแลว่าจะประสาน หรือช่วยอย่างไร”

ศ.ดร.ชาติชาย ระบุว่า จริงๆ แล้วภารกิจของผู้ว่าฯ กทม.มันยากที่ต้องไปแก้ปัญหาที่อยู่นอกเหนืออำนาจและหน้าที่ ซึ่งเป็นปัญหาพื้นฐาน แต่ผู้ว่าฯ กทม.ต้องทำ ไม่ทำก็ไม่ได้ วิธีทำก็คือต้องไปตามหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ เช่นปัญหาผู้สูงอายุ การศึกษาของเด็ก อาชีพ ความปลอดภัย ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ กทม.จะจัดการได้คนเดียว แต่เมื่อเกิดในพื้นที่ กทม.ก็ต้องไปทำ

“เช่นกรณีผู้สูงอายุ ซึ่งเราเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การดูแลไม่ใช่มีแค่บัตรผู้สูงอายุใหม่ จัดทีมไปเยี่ยมผู้สูงอายุ หรือสร้างโรงพยาบาลผู้สูงอายุ แค่นี้ไม่พอ เพราะผู้สูงอายุยังมีประโยชน์อีกเยอะแยะ ต้องให้เขามีคุณค่า มีบทบาท มีการดูแลกัน ป้องกันและส่งเสริมสุขภาพจิตให้มากขึ้น ซึ่งเราจะเห็นคนเกษียณอายุไปแล้วมีปัญหาด้านอารมณ์ บางคนเป็นซึมเศร้า”




ขณะเดียวกัน.ยังไม่เห็นระบบหรือแพกเกจใหญ่ของผู้ว่าฯ ชัชชาติ ในเรื่องการสร้างความมั่นคงให้ผู้สูงอายุในเมือง ที่จะนำเสนอออกมาเป็นโมเดลใหม่ ที่ไม่ใช่เป็นภารกิจปกติ (function based) อย่างที่ผ่านมา

ส่วนภารกิจใหญ่ของผู้ว่าฯ กทม.ที่จะทำให้ กทม.ขับเคลื่อนได้นั้นจะต้องทำหน้าที่ประสานสิบทิศกับหน่วยงานต่างๆ ที่มีอำนาจและหน้าที่โดยตรง เพราะในพื้นที่ กทม.มีสารพันปัญหา มีกระทรวงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องถึง 20 แห่งอยู่ที่ กทม.ทั้งสิ้น

“เช่นเรื่องความปลอดภัยทางอาหาร ผัก ผลไม้ ข้าว เนื้อสัตว์ ปลา ต้องสะอาด ปลอดภัย หากชาวบ้านได้รับความเดือดร้อน กทม.จะนิ่งดูดายไม่ได้”

ศ.ดร.ชาติชาย กล่าวว่า สิ่งที่ผู้ว่าฯ กทม.ต้องระวังอย่างยิ่งเพราะเริ่มมีกระแสวิจารณ์ว่าเป็นการสร้างภาพมากจนเกินไป จึงต้องมีการนำเสนออะไรออกสู่สังคมในเชิงที่ว่า ‘ตัวเขา’ ไม่ใช่พระเอกขี่ม้าขาวบ้าง เพราะสุภาษิตไทยที่ว่า ทำดี ทำเด่น อย่าล้ำเส้น จะเป็นภัย ย่อมสะท้อนนิสัยคนในสังคมได้เป็นอย่างดี ดังนั้น ควรลดบทบาทตัวเองลง และผลักดันในรูปของทีมงานชัชชาติ มากขึ้น

“คุณชัชชาติ ต้องซื้อใจคนที่ไม่เลือกเขาให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มที่แคลงใจกับเขา เพราะบางครอบครัวลูกๆ มองคุณชัชชาติ เหมือน GOD ส่วนพ่อแม่ที่ผ่านโลกมามาก ก็มีอาการหมั่นไส้ เพราะมองว่าผู้ว่าฯ โม้ จากนโยบาย 214 ข้อพูดง่ายๆ มัน over เพราะ กทม.มีอำนาจหน้าที่เพียงกระจิบมือเดียว แต่สิ่งที่นำเสนอเหมือนเป็นหัวหน้าคณะปฏิวัติ แต่พยายามมองว่าเป็นการนำเสนอรูปแบบใหม่ที่โดนใจคนรุ่นใหม่ซึ่งหยิบจับกระแสแต่ไม่ใช่ความจริง”

ในทางรัฐศาสตร์ถือเป็นการทำการเมืองเชิงสัญลักษณ์ (symbolic politics) เพราะปัญหามันเยอะมากจะแก้ภายใน 5 วัน 7 วัน หรือ 3 ปี คนที่เข้าใจก็รู้ว่านี่เป็นการพูดเชิงสัญลักษณ์ จริงๆ ทำไม่ได้หรอก แต่เข้าใจเหตุที่ผู้ว่าฯ กทม.ต้องนำเสนอ เพื่อที่จะทำให้คน กทม.สบายใจว่าผู้ว่าฯ ชัชชาติแก้ปัญหาได้




“คุณชัชชาติ พูดจาฉะฉาน ทำอะไรรวดเร็วทันใจคนรุ่นใหม่ เปรียบได้เหมือนกับคนที่เสพข้อมูล คุณชัชชาติ ป่วยเป็นโรคมะเร็ง แค่หมอเอายาทาสะดือให้ก็รู้ว่าสบายขึ้น ซึ่งการเมืองในยุคนี้ในต่างประเทศก็ทำแบบเดียวกัน ถ้าเป็นผมเป็นผู้ว่าฯ กทม.ก็ทำแบบนี้เช่นกัน เพราะโดยธรรมชาติ คนมีเรื่องให้คิดมาก พอมาเจอเรื่องส่วนรวม คุณชัชชาติ ฉลาด หยิบประเด็นขึ้นมาเสนอผ่านโซเชียล ผ่านไป 3 วันคนก็ลืมแล้ว เพราะมีเรื่องใหม่ๆ เกิดขึ้นทุกวัน”

ดังนั้นสิ่งที่นายชัชชาติ นำเสนอจึงเป็นการสร้างความหวังให้คน กทม.โดยอาศัยแนวร่วมกลุ่มต่างๆ ที่ไม่พอใจระบบ ไม่พอใจสถาบันฯ ไม่พอใจรัฐบาล จนดูเหมือนว่านายชัชชาติ เป็นน้ำเย็นชโลมใจให้คนกลุ่มดังกล่าว

แต่ถึงอย่างไรคน กทม.ก็ต้องให้โอกาสผู้ว่าฯ ชัชชาติ พิสูจน์ฝีมือว่าการทำการเมืองแบบ symbolic politics หรือการเมืองขายกระแส จะประสบความสำเร็จ ผลักดัน กทม.เป็นเมืองน่าอยู่ได้จริงหรือไม่!?

ติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่