xs
xsm
sm
md
lg

‘กทม.’ น้ำท่วมจริง!? เฝ้าระวังรังสิต-ปทุมธานี-กทม. อ่วม.!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



จับตาสถานการณ์น้ำท่วมใน กทม. รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผอ.ศูนย์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติ ม.รังสิต ระบุมีโอกาสเป็นไปได้แล้ว แม้ปริมาณน้ำจะน้อยกว่าปี 2554 แต่ในด้านวิศวกรรมมีแรงดันและพลังสูงทำให้คันดินป่าโมกแตก โอกาสไหลเข้ารังสิต ปทุมธานี กทม.เทียบปริมาณเท่าแม่น้ำยม อีกทั้งพายุเตี้ยนหมู่ หอบน้ำมาถล่มไทยครึ่งของเขื่อนป่าสักในภาคกลาง และจะมีพายุลูกใหม่เข้ามาในเดือนตุลาคม ชี้ถึงเวลาที่รัฐต้องเร่งแก้วิกฤตในพื้นที่ กทม.ที่อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล เสนอทางรอดให้ กทม.ไม่รีบลงมือจะเสียหายมหาศาล และต้องไม่ลืมว่าภัยพิบัติทางธรรมชาติจะรุนแรงสูงขึ้นทั้งฝนและภัยแล้งจะสาหัสกว่าเดิม 3-4 เท่า!!

วิกฤตน้ำท่วมที่กำลังเกิดขึ้นจากฝนตกหนักในหลายพื้นที่บริเวณตอนบนของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งเกิดจากอิทธิพลของร่องมรสุมพาดผ่านภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง และอิทธิพลของพายุโซนร้อน ‘เตี้ยนหมู่’ ซึ่งปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้ประเทศไทยตอนบนมีปริมาณฝนเพิ่มขึ้น กอรปกับฝนตกหนักติดต่อกันรุนแรง ทำให้มวลน้ำจำนวนมากไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาที่จังหวัดนครสวรรค์ โดยเฉพาะจากแม่น้ำวัง และแม่น้ำปิง ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยายังคงเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน มีคำเตือนจากกรมอุตุนิยมวิทยาว่า อาจมีพายุเข้ามาอีกหนึ่งลูกในช่วงวันที่ 5-6 ตุลาคมนี้ จากบริเวณทะเลจีนใต้ หากเกิดการก่อตัวเป็นพายุจริง และมีการเคลื่อนตัวขึ้นไปฝั่งตอนบนหรือตอนกลางของประเทศเวียดนาม ซึ่งถ้ามาฝั่งตอนกลางก็จะกระทบกับประเทศไทยและอาจรุนแรงเหมือนพายุเตี้ยนหมู่ ได้เช่นกัน

น้ำท่วมพื้นที่ลุ่มน้ำลำเชียงไกร จ.นครราชสีมา เมื่อ 25 ก.ย. 2564 (ภาพ : กรมชลประทาน)


อย่างไรก็ดี ภาพน้ำท่วมในพื้นที่ต่างๆ ที่ปรากฏสู่สายตานั้น ไม่ว่าจะเป็นที่ จ.สุโขทัย จ.ชัยภูมิ โดยเฉพาะที่ อ.บ้านหมี่ และ อ.ท่าวุ้ง จ.ลพบุรี ทำให้สังคมเริ่มมีความกังวลว่าจะเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เหมือนปี 2554 หรือไม่? และ กทม.จะได้รับผลกระทบเช่นเดียวกันหรือไม่?

โดยผู้ที่เกี่ยวข้องคาดการณ์กันว่าด้วยปริมาณน้ำที่มีอยู่ขณะนี้ยังน้อยกว่าเมื่อปี 2554 และอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ยังสามารถรองรับได้ และกรมชลประทานได้มีแผนลำเลียงสู่ทุ่งรับน้ำหลากตอนล่างภาคกลาง จำนวน 10 ทุ่ง รวมพื้นที่อาจจะถึง 1 ล้านไร่ไว้น่าจะเพียงพอ ประกอบกับกรมชลประทานได้มีระบบควบคุมการปิดเปิดประตูระบายน้ำ คลองลัดโพธิ์ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดสมุทรปราการ ตามจังหวะขึ้นลงของน้ำทะเลเพื่อเร่งระบายน้ำออกสู่ทะเลให้เร็วยิ่งขึ้น

ส่งผลให้กรุงเทพฯ น่าจะรอดจากวิกฤตน้ำท่วม หรือถ้าจะมีท่วมบ้างก็จะไม่รุนแรง!

รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ - ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์
รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต และ ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และนายกสภาวิศวกร บอกว่า ในฐานะที่เป็นวิศวกรและเชี่ยวชาญเรื่องน้ำด้วยกัน จึงไม่ได้มองแค่ปริมาณน้ำฝนหรือพายุที่เข้ามาเพียงเท่านั้น แต่จะต้องมองทะลุถึงความเสี่ยงในเรื่องภัยพิบัติตามธรรมชาติที่กำลังเกิดขึ้น และเมื่อมีข้อมูลชี้ชัดว่า กทม.มีโอกาสจะจมบาดาล รวมทั้งเราไม่สามารถที่จะย้าย กทม.หนีน้ำได้ ก็ต้องเลือกที่จะอยู่กับน้ำด้วยวิธีการจัดการเหมือนประเทศต่างๆ ทั่วโลก หรือที่สิงคโปร์จัดทำ

“คันดินป้องกันน้ำท่วมริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง ทรุดเป็นแนวยาวก็คือแตก ทำให้น้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยา ทะลักเข้าท่วมบ้านประชาชนรวดเร็ว บางจุดท่วมเป็นเมตร การจะซ่อมในภาวะแบบนี้ทำได้ยากมาก แล้วแตกที่ป่าโมกน้ำจะไปไหนรู้หรือไม่ นี่สิน่าห่วง”

รศ.ดร.เสรี ย้ำว่า ได้ทำโมเดลจำลองซึ่งจะบอกถึงความสูงต่ำของพื้นที่และลำน้ำ แต่ยังไม่เรียบร้อยพอจะคาดเดาได้ว่า ตรงบริเวณป่าโมก จะมีทรุดตัวเพิ่มขึ้นทุกวันๆ และการที่คันดินที่ป่าโมกแตก เป็นการช่วยจังหวัดอยุธยาได้มากเพราะน้ำจะไปที่อยุธยาน้อยลง ขณะที่ปริมาณน้ำที่ไหลไปอยุธยาก็สูงจากน้ำที่ไหลจากเขื่อนป่าสัก และน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยามาบรรจบกันที่อยุธยาตรงเกาะเมืองนั่นเอง

“ที่ป่าโมกแตกปริมาณน้ำจะอยู่ที่ 100 ลบ.ม.ต่อวินาที การจะเข้าไปซ่อมแซมก็ยาก และพื้นที่แตกจะขยายเพิ่มออกไปเป็น 200-300 ลบ.ม.ต่อวินาที หากซ่อมไม่ทัน มวลน้ำตรงนี้จะไหลไปไหน ทิศทางน่าจะไปรังสิต ปทุมธานี และโซนตะวันออกของ กทม.ก็ต้องรอดูผลจากแบบจำลองก่อน”

นอกจากนี้ สิ่งที่ต้องมองให้รอบด้านคือปริมาณน้ำที่มีอยู่นั้นไม่ใช่น้ำเหนือ แต่เป็นน้ำฝนที่ตกหนักและรุนแรง คือ ‘เตี้ยนหมู่’ หอบน้ำมาจำนวนมหาศาล และเทลงมาจึงเกิดการกระฉอกขึ้นไปสูงเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีแรงดันสูง ทำให้คันกั้นน้ำแตกได้

“ปริมาณน้ำไม่ได้ทำให้คันดินแตก แต่เราต้องดูทั้งปริมาณและปริมาตรของน้ำที่ไหลเข้าแม่น้ำเจ้าพระยาและยิ่งมีความสูงเท่าไหร่ ความดันน้ำยิ่งมากที่จะทะลุทะลักออกไป”

รวมไปถึงต้องดูด้วยว่าระดับน้ำที่สถานีวัดน้ำที่ อ.บางไทร ยังมีอัตราการไหลของน้ำเพียง 2,130 ลบ.ม.ต่อวินาที แต่ถ้าเมื่อไหร่มีการปล่อยน้ำที่บางไทรถึง 2,500 ลบ.ม.ต่อวินาที จะทำให้จังหวัดอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี กทม.และสมุทรปราการ มีระดับน้ำขึ้นสูงจากเดิม 0.3-1.0 เมตร ต้องจับตาดูที่สถานีบางไทร จะชี้ให้เห็นว่า กทม.จะเป็นเช่นไร


รศ.ดร.เสรี ยืนยันว่า ภัยพิบัติตามธรรมชาติจะมีความรุนแรงมากขึ้นจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นทุกวัน น้ำยิ่งระเหยมากขึ้นจะมีการนำไอน้ำเก็บไว้ในชั้นบรรยากาศ เมื่อถึงฤดูมรสุมจะทำให้น้ำกลั่นมาเป็นฝน และในทุกๆ 1 อุณหภูมิ 1 องศา จะมีปริมาณน้ำในชั้นบรรยากาศ 7-10% ทำให้อนาคตข้างหน้าในฤดูมรสุม ฝนจะตกหนักกว่าปกติ

“จะตกหนักกว่าปกติ 1 ถึง 3 เท่า และในช่วงหน้าแล้งจะมีอุณหภูมิที่สูงขึ้น ทำให้น้ำในแหล่งกักเก็บไม่มี ดินจะแตกระแหง ซึ่งจะทำให้แล้ง 2 ถึง 4 เท่า”

อีกทั้ง กทม.มีสภาพเป็นแอ่งกระทะ จากการที่เกิดแผ่นดินทรุดเพราะมีการขุดเจาะน้ำบาดาล โดยเฉพาะในโซนตะวันออก ประกอบกับ กทม.ต้องรับทั้ง 3 น้ำคือ น้ำเหนือ น้ำฝนและน้ำหนุน จึงทำให้ กทม.มีภาวะเสี่ยงสูง และเคยมีการเสนอให้มีการย้ายเมืองหลวงโดยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในยุค คสช. ได้ให้สภาพัฒน์ไปทำการศึกษาเพื่อย้ายเมืองหลวง กทม.ไปอยู่ในพื้นที่สูงขึ้น แต่ยังไม่มีความคืบหน้า

รศ.ดร.เสรี บอกว่า เมื่อ กทม.อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล ซึ่งมีโมเดลศึกษากันหลากหลาย มีการหาค่าเฉลี่ยที่มีโอกาสเกิดขึ้นและเป็นไปได้สูงพบว่าน้ำทะเลมีอัตราสูงขึ้นอีก 10 ปี จะสูงขึ้น 10 เซนติเมตร อีก 30 ปีจะสูงขึ้นอีก 50 เซนติเมตร และอีก 80 ปีคือใน ค.ศ.2100 จะสูงขึ้นอีก 80 เซนติเมตร และถ้า กทม.ไม่เร่งดำเนินการอะไรที่จะป้องกันก็จะอยู่ไม่ได้

“เราจะดูแค่ค่าเฉลี่ยไม่ได้ ต้องดูปลายทางจริงๆ ว่า หนักที่สุดคืออะไร และมีแนวโน้มที่จะไปทางนั้น เหมือนกับพายุเตี้ยนหมู่ไม่ใช่แค่ฝนที่มา เราเป็นวิศวกรรู้ว่าเตี้ยนหมู่เทียบเท่ากับเอาน้ำครึ่งเขื่อนป่าสักคือ 500 ล้านลบ.ม.มาดัมป์ลงในภาคกลาง เหนือเขื่อนและใต้เขื่อนเจ้าพระยา เห็นแล้วว่าผลกระทบเป็นอย่างไร ซึ่งสถิติ เดือนตุลาคมจะมีพายุเข้ามาหลายลูก ถ้าไม่เข้าถือว่าโชคดีไป แต่ถ้าเข้าเหมือนเตี้ยนหมู่อีก 1-2 ลูกจะเป็นอย่างไร”

โมเดลกรณีเลวร้ายที่สุดที่น้ำจะท่วมกรุงเทพมหานคร อ.เสรี ศุภราทิตย์ ได้ประมวลผลข้อมูลปัจจุบันออกมาเป็นแบบจำลองวิกฤตอุทกภัยในครั้งนี้
ขณะที่โมเดลจำลองชี้ให้เห็นว่า ในวันที่ 8-9 ตุลาคมนี้ น่าจะมีพายุเข้ามาค่อนข้างสูง และกรมอุตุนิยมวิทยา ออกมาประกาศเตือนเช่นกัน และยิ่งไปลงพื้นที่พบว่า คันดินที่ป่าโมกแตก ทำให้คิดถึงเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ซึ่งคนกรุงเทพฯ อาจบอกน้ำเหนือไม่มาก แต่จริงๆ แล้วแรงดันหรือยอดมันสูงเท่ากับปี 2554 นั่นหมายถึงว่ามีการปล่อยน้ำลงเจ้าพระยา 2,800 ลบ.ม. เหลืออีกแค่ 1 เมตรคือช่องว่างที่จะถึงเหมือนปี 2554

“ถ้าระดับน้ำแตะปี 54 เมื่อไหร่ ปริมาณน้ำอาจไม่เท่า แต่ว่าระดับแตะ ในความหมายในเชิงวิศวกรรม หมายความว่า แรงดันเท่ากันจะเกิดอะไรขึ้น (แรงดันเท่ากันอยู่ที่ความสูง แรงดันน้ำยิ่งสูง พลังยิ่งเยอะ) เหมือนแรงดันที่ทำให้คันดินป่าโมกแตก 20 เมตร และอาจขยายออกไปอีก ซึ่งเริ่มต้นที่ 100 ลบ.ม.ต่อวินาที ชาวบ้านอาจมองไม่ออก ให้รู้และเทียบกับแม่น้ำยม 400 ลบ.ม.ออกไปยังแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งอาจมีการแตกเพิ่มจะทำให้ปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นด้วย

ดังนั้น จึงต้องเฝ้าดูพายุลูกใหม่ซึ่งจากภาพถ่ายต่างๆ เราไม่รู้ว่าอนาคตจะเข้ามาทางเส้นไหน จะมาเหนือเขื่อนอุบลรัตน์ หรือใต้เขื่อนสิริกิติ์ มาใต้เขื่อน และอยู่เหนือนครสวรรค์ หรือใต้นครสวรรค์ เราไม่รู้ แต่เราต้องประเมินความเสี่ยงในทุกเส้นทางเก็บไว้ ซึ่งมีเวลาแค่ 8 วัน และหากพายุลูกใหม่เทมาที่ กทม.เพียงแห่งเดียวจะเป็นอย่างไร นี่คือการส่งสัญญาณให้เห็นแล้วว่า กทม.มีความเสี่ยงอย่างไร


สำหรับเมืองใหญ่ในต่างประเทศก็ประสบปัญหาคล้ายๆ ประเทศไทย คืออยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล มีพายุฝน หากเราจะเลือกย้ายเมืองหลวงออกไปยิ่งเป็นไปไม่ได้ เมืองอัมสเตอร์ดัม -8 เมตรเข้ายังจัดการได้ กทม.แค่ 0.5-1.5 ระดับเฉลี่ย บางที่อาจต่ำกว่าในโซนตะวันออก ต้องเร่งวางแผนเพื่ออนาคตต่อไป

“ความเสียหายที่เกิดขึ้นปัจจุบันปีละ 2 หมื่นล้าน อีก 30 ปีข้างหน้าจะเสียหายปีละ 140,000 ล้าน และอีก 50 ปี ตัวเลขจะกลายเป็นปีละล้านล้านบาท จากวันนี้ ถึงรุ่นลูกเรา ความเสียหายไม่รู้กี่สิบล้านๆๆ เสียหายหนักมาก มากกว่างบประมาณของประเทศไทยในปัจจุบันกว่า 3-4 เท่า”

รศ.ดร.เสรี บอกว่าได้มีการเสนอแนวทางจัดการไว้ตั้งแต่มีการเสนอยกระดับถนนเป็นคันกันน้ำซึ่งก็มีการมองไว้หลายพื้นที่ และทำ B0X CULVERTS หรืออุโมงค์ระบายน้ำเพื่อให้น้ำไหลผ่านได้ หรือมีประตูปิด-เปิด ซึ่งวิธีการนี้รัฐต้องชดเชยให้เจ้าของที่ดินที่ได้รับผลกระทบด้วย หรือที่เสนอกันคือมีการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ในอ่าวไทย ตั้งแต่พื้นที่ชะอำ ต่อเนื่องไปจนถึงพัทยา และต้องหาวิธีการพัฒนาพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมทั้งยังมีวิธีการอื่นๆ อีกที่จะต้องมีการวางแผนศึกษากันต่อไป

“รัฐต้องเร่งศึกษา เพราะแต่ละวิธีต้องใช้เวลานาน ขณะที่ภัยพิบัติตามธรรมชาติมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นกว่าเดิม จะย้ายเมืองหลวงก็ทำไม่ได้ ต้องหาวิธีอยู่ร่วมกันให้ได้ดีที่สุด หากตัดสินใจช้า ความเสียหายทางเศรษฐกิจจะยิ่งสูงขึ้น”

รศ.ดร.เสรี บอกว่า สถานการณ์อันใกล้นี้น้ำจะท่วม กทม.หรือไม่ให้จับตาดูพายุลูกใหม่ที่กำลังจะเข้ามา และระดับน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาและเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ รวมทั้งแรงดันน้ำที่จะเกิดขึ้น และคันดินที่ป่าโมกแตกจะมีแนวโน้มสูงขึ้นหรือไม่ รวมไปถึงสถานีวัดน้ำบางไทรเกิน 3,000 ลบ.ม.เมื่อไหร่ คน กทม.ก็มีโอกาสเสี่ยงสูงเช่นกัน!