นักการเงินชี้มาตรการแบงก์ชาติไม่ใช่ลดหนี้ พักต้น-พักดอก ยืดหนี้ แค่มาตรการช่วยให้ผ่อนน้อยลง ดอกเบี้ยอาจเพิ่มขึ้นบ้าง แต่ถ้าทำให้ช่วงนี้ไม่ฝ่าวิกฤตไปได้ แนะสำรวจตัวเองทั้งฝั่งรายได้และหนี้สินที่มีทั้งหมด เดินหน้าคุยกับเจ้าหนี้แต่ละรายเพื่อหาทางออก สิ่งที่ต้องรู้สินเชื่อ เช่าซื้อ จำนำทะเบียนรถ หากไม่ไหวจริงๆ คืนรถได้ แต่ภาระอาจยังไม่หมด หากการขายทอดตลาดได้ราคาที่ต่ำกว่ามูลหนี้คงค้าง ลูกหนี้ต้องรับภาระส่วนต่าง เตือนสติหากแบกหนี้หลายทางไม่ไหวให้ทิ้งส่วนที่ไม่สำคัญ ยึดมีเงินเลี้ยงชีพคนในครอบครัวเป็นหลัก ส่วนลูกหนี้ที่ไหวแนะให้ผ่อนชำระตามปกติ
การระบาดระลอกที่ 3 ของโควิด-19 ในช่วงก่อนเทศกาลสงกรานต์ 2564 โดยที่ประชาชนยังสามารถเดินทางกลับภูมิลำเนาได้ ส่งผลให้ภายหลังมีจำนวนผู้ติดเชื้อเป็นจำนวนมาก รวมถึงตัวเลขผู้เสียชีวิตต่อวันที่เพิ่มขึ้น และพื้นที่ผู้ติดเชื้อกระจายไปตามจุดเสี่ยงต่างๆ รวมถึงในเรือนจำที่มีผู้ติดเชื้อเป็นจำนวนมาก กลายเป็นปัญหาให้รัฐบาลต้องเร่งแก้ปัญหาทั้งมาตรการช่วยเหลือ สร้างโรงพยาบาลสนามรองรับสถานการณ์ และพยายามเร่งฉีดวัคซีนให้ประชาชนอย่างรวดเร็ว เพื่อสกัดกั้นการแพร่ระบาด
ด้วยมาตรการป้องกันการแพร่ระบาด ส่งผลต่อผู้ประกอบการในบางอาชีพที่สุ่มเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อต้องหยุดให้บริการ เจ้าของกิจการต้องขาดรายได้ กระทบถึงพนักงานอาจจะตกอยู่ในสถานะที่ขาดรายได้หรืออาจถึงขั้นตกงานกะทันหัน ขณะที่ภาระของชีวิตที่ยังต้องแบกรับอยู่ไม่ได้หมดไป หนี้บัตรเครดิต สินเชื่อบุคคล หนี้รถ หนี้บ้านยังคงเดินหน้าต่อ กลายเป็นปัญหาที่ตัวลูกหนี้และสถาบันการเงินต้องมาหาทางออกร่วมกัน โควิด-19 ที่กินระยะเวลามากกว่า 1 ปี หลายธุรกิจไม่สามารถเดินต่อไปได้ แม้รัฐบาลจะให้ความช่วยเหลือทั้งภาคธุรกิจและภาคประชาชนในระดับหนึ่ง แต่เป็นเพียงแค่ระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น
แบงก์ชาติช่วยรอบ 3
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)ได้ออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่มต่างๆ มาตั้งแต่ปี 2563 ปัจจุบันได้ออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยระยะที่ 3 เมื่อ 14 พฤษภาคม 2564 โดยให้เหตุผลดังนี้
สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังมีความไม่แน่นอนสูง การระบาดระลอกใหม่ยังส่งผลกระทบเป็นวงกว้างและรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะผลกระทบต่อภาคธุรกิจบริการ โรงแรม ร้านอาหาร รถบริการรับส่งคน ซึ่งมีพนักงานและลูกจ้างได้รับผลกระทบเป็นจำนวนมาก ทำให้รายได้หายไปหรือลดลง และมีสัญญาณว่าลูกหนี้รายย่อยมีความยากลำบากในการชำระหนี้มากขึ้น โดยการประเมินของสถาบันการเงินพบว่า ลูกหนี้รายย่อยที่ได้รับความช่วยเหลือจากมาตรการเดิมยังคงต้องการความช่วยเหลือต่อเนื่องและมีลูกหนี้ใหม่ที่ต้องการรับความช่วยเหลือในครั้งนี้ ซึ่งเป็นความเปราะบางที่สะสมมาตั้งแต่การระบาดของโควิด-19 ในระลอกแรก จำเป็นจะต้องช่วยเหลือในเรื่องภาระหนี้ที่มีอยู่กับสถาบันการเงิน
ด้วยเหตุผลดังกล่าว ธปท. จึงได้ร่วมมือกับผู้ให้บริการทางการเงิน ผ่านสมาคมและชมรมต่างๆ รวม 8 แห่ง ออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยระยะที่ 3 เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบ โดยยกระดับมาตรการเดิมให้ตอบสนองต่อสถานการณ์ที่รุนแรงขึ้น ซึ่งมุ่งเน้นช่วยลดภาระหนี้ในระยะยาว มีทางเลือก มีความยืดหยุ่น และมีวิธีปฏิบัติที่ชัดเจน สามารถช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับความเดือดร้อนได้อย่างเหมาะสม ซึ่งจะครอบคลุมสินเชื่อ 4 ประเภท ดังนี้
1.บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล (Revolving & Installment Loan) : เน้นการบรรเทาภาระหนี้ โดยขยายระยะเวลาการชำระหนี้ให้ยาวขึ้น และจ่ายอัตราดอกเบี้ยลดลง
2.สินเชื่อจำนำทะเบียนรถยนต์และรถจักรยานยนต์ : เพิ่มทางเลือกการพักชาระค่างวด และสำหรับลูกหนี้จำนำทะเบียนรถยนต์ที่ได้รับผลกระทบรุนแรง ให้มีทางเลือกในการคืนรถ โดยหากมีภาระหนี้คงเหลือจากการขายประมูล ผู้ให้บริการทางการเงินสามารถช่วยลดภาระหนี้ให้สอดคล้องกับสถานะของลูกหนี้
3.เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ : กำหนดแนวทางในการควบคุมอัตราดอกเบี้ยตลอดอายุสัญญา (Effective Interest Rate: EIR) ไม่ให้สูงขึ้นกว่าอัตราดอกเบี้ยเดิม และปรับวิธีการคิดดอกเบี้ยช่วงที่พักบนค่างวดที่พักชาระหนี้ สำหรับลูกหนี้เช่าซื้อรถยนต์ที่ได้รับผลกระทบรุนแรง ให้มีทางเลือกในการคืนรถ โดยหากมีภาระหนี้คงเหลือจากการขายประมูล ผู้ให้บริการทางการเงินสามารถช่วยลดภาระหนี้ให้สอดคล้องกับสถานะของลูกหนี้
4.สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อที่มีที่อยู่อาศัยเป็นหลักประกัน : เพิ่มทางเลือกด้วยการพักเงินต้นและจ่ายดอกเบี้ยบางส่วน และให้ลูกหนี้สามารถทยอยชำระคืนเป็นขั้นบันได (step up) ตามความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้
เข้าร่วมได้ถึงสิ้นปี
ทั้งนี้ ลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบสามารถแจ้งความประสงค์รับความช่วยเหลือได้ตั้งแต่วันที่ 17 พฤษภาคม-31 ธันวาคม 2564 ผ่านช่องทางต่างๆ ของผู้ให้บริการทางการเงิน โดย ธปท. ขอให้ผู้ให้บริการทางการเงินให้ความช่วยเหลือที่เหมาะสมกับสถานะของลูกหนี้ตามมาตรการที่กำหนด รวมทั้งให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติมตามนโยบายของผู้ให้บริการทางการเงิน
นอกจากนี้ ธปท. มีช่องทางสนับสนุนในการช่วยเหลือลูกหนี้ที่เดือดร้อน ดังนี้
1.มหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้ สำหรับการช่วยเหลือลูกหนี้บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล ได้ขยายเวลาออกไปถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2564 และจะเพิ่มการไกล่เกลี่ยหนี้เช่าซื้อในระยะต่อไป
2.โครงการหมอหนี้เพื่อประชาชน เพื่อเป็นแหล่งให้ข้อมูลและข้อแนะนาเกี่ยวกับการแก้ไขหนี้รายย่อยและธุรกิจ ซึ่งลูกหนี้สามารถเรียนรู้ด้วยตนเองและนาไปแก้ไขปัญหา หรือบอกต่อข้อแนะนำแก่ผู้ใกล้ชิดได้ โดยศึกษาข้อมูลได้ทาง www.bot.or.th/app/doctordebt/
ลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบสามารถศึกษาและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับมาตรการช่วยเหลือได้ที่ผู้ให้บริการทางการเงินของท่าน ผ่านช่องทางต่างๆ
สำหรับลูกหนี้ที่ยังมีศักยภาพ ธปท. สนับสนุนให้ทยอยชำระหนี้อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากการพักชำระเงินต้น และ/หรือดอกเบี้ยจะยังคงมีการคิดดอกเบี้ยตามระยะเวลาการกู้ยืมอยู่ ซึ่งจะทำให้ภาระการชำระหนี้ของลูกหนี้เพิ่มขึ้นในระยะยาว
สิ่งที่ต้องรู้
นักการเงินให้คำแนะนำวิธีการฝ่าวิกฤตด้านการเงินในช่วงโควิด-19 ในครั้งนี้ว่า โควิด-19 ถือว่ากระทบต่อเศรษฐกิจหนักกว่าเหตุการณ์เรื่องลดค่าเงินบาท เพราะลงไปถึงผู้ที่ใช้แรงงานในหลายภาคส่วน อีกทั้งสถานการณ์โควิดที่ลากยาวมาปีกว่า ทำให้ธุรกิจได้รับผลกระทบมีปัญหาเรื่องรายได้หนักเบาแตกต่างกันไป ในแง่ของแรงงานที่อยู่ในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ รายได้หดหาย หรืออาจต้องตกงานนั้น หากท่านยังมีภาระหนี้สินอยู่ต้องหาทางแก้ปัญหา
ลำดับแรกคือ ท่านต้องสำรวจหนี้สินที่มีอยู่ทั้งหมด ประเมินรายได้ในขณะนี้ว่ามีเท่าไหร่ หางานใหม่หรือทำอาชีพใหม่ได้หรือไม่ โดยต้องไม่ลืมว่าต้องหักในส่วนของค่าใช้จ่ายสำหรับการกินอยู่ของคนในครอบครัวไว้ก่อนว่าเหลือเงินเท่าไหร่ เพียงพอต่อการผ่อนชำระหนี้สินที่มีอยู่หรือไม่ จากนั้นจัดลำดับความสำคัญของหนี้ อะไรจำเป็น อะไรไม่จำเป็น แล้วเข้าไปปรึกษากับเจ้าหนี้แต่ละราย ซึ่งสถาบันการเงินในระบบนั้นทางธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกมาตรการช่วยเหลือเพื่อบรรเทาภาระของลูกหนี้ไว้ทุกประเภท
แก้หนี้บัตรดอกเบี้ย 12%
หนี้ส่วนบุคคลประกอบด้วย หนี้บัตรเครดิต สินเชื่อบุคคล สินเชื่อมอเตอร์ไซค์-รถยนต์ สินเชื่อจำนำทะเบียนรถ สินเชื่อบ้าน หนี้สินเหล่านี้ทางธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกมาตรการช่วยเหลือให้ลูกหนี้มา 3 ครั้ง
หลักการคือช่วยเจรจากับสถาบันการเงินที่ออกสินเชื่อ ให้ลดดอกเบี้ยเพื่อช่วยเหลือประชาชน เสนอแนวทางการยืดหนี้ให้ยาวขึ้น เสนอเรื่องพักชำระเงินต้นและหรือดอกเบี้ย รวมหนี้ให้เป็นก้อนเดียวกัน ถือเป็นการช่วยเหลือกันระหว่างลูกหนี้กับเจ้าหนี้ เพราะหากยึดเกณฑ์เดิมลูกหนี้ก็จะไม่มีความสามารถในการชำระหนี้ได้ สถาบันการเงินก็จะมีปัญหาเรื่องหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้
ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า การช่วยเหลือไม่ใช่การยกหนี้ให้ลูกหนี้ ลูกหนี้ยังต้องมีภาระผ่อนชำระเจ้าหนี้ตามเดิม เพียงแต่จะมีเงื่อนไขที่ยืดหยุ่นจากเดิม เพื่อลดภาระค่างวดลูกหนี้ที่ประสบปัญหา อันเนื่องมาจากรายได้ที่ลดลง เพื่อให้ลูกหนี้มีเงินพอใช้จ่ายในการดำรงชีวิต
วิธีการดีที่สุดคือ การเดินเข้าไปปรึกษากับเจ้าหนี้ โดยต้องแจ้งถึงภาระหนี้ก้อนอื่นๆ ด้วย (ถ้ามี) เพื่อหาทางออกร่วมกันและเป็นการแสดงถึงเจตนาดีว่า ท่านไมได้เบี้ยวหนี้
ในส่วนของหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคล ทางแบงก์ชาติได้ออกมาตรการช่วยเหลือหลายแนวทางทั้งลดดอกเบี้ย ผ่อนชำระขั้นต่ำเหลือ 5% พักชำระเงินต้น พักดอกเบี้ย ปรับเป็นหนี้ระยะยาว
ทุกแนวทางไม่ใช่การลดหนี้ แต่เป็นการทำให้ลูกหนี้ผ่อนชำระต่อเดือนน้อยลง เพื่อประคองตัวให้ผ่านพ้นสถานการณ์นี้ไปก่อน แน่นอนว่าอาจทำให้มีภาระที่นานขึ้น ดอกเบี้ยรวมในระยะยาวอาจมีมากกว่าเดิม แต่แบงก์ชาติช่วยลดดอกเบี้ยบัตรเครดิตให้เหลือ 12% สินเชื่อบุคคลเหลือ 22% และยังสามารถใช้วงเงินที่เหลือในบัตรได้ สำหรับผู้ที่ยังไม่เป็น NPL
ส่วนผู้ที่ไม่ไหวจริงๆ และเป็น NPL ยังมีช่องทางคลินิกแก้หนี้ ดอกเบี้ย 4-7% แต่ต้องแลกกับการมีชื่อติดเครดิตบูโร ไม่สามารถใช้วงเงินที่เหลืออยู่ได้
คืนรถ-ภาระยังไม่หมด
กรณีเช่าซื้อรถยนต์ มอเตอร์ไซค์ หรือสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ แนวทางช่วยเหลือมีทั้งลดค่างวด ขยายเวลา พักชำระค่างวดไปจนถึงคืนรถ ตัวหลักการไม่ต่างจากเรื่องของบัตรเครดิตหรือสินเชื่อบุคคล แต่เนื่องจากเป็นสินเชื่อที่มีหลักประกันคือรถยนต์หรือมอเตอร์ไซค์ ในกรณีที่ทำทุกวิธีแล้ว หากยังไม่สามารถผ่อนชำระต่อไปได้ อาจต้องคืนรถให้เจ้าหนี้ แต่ภาระของท่านยังไม่หมด
หากเจ้าหนี้นำรถของท่านไปเปิดประมูลหรือขายทอดตลาดแล้วได้ราคาที่ต่ำกว่ามูลหนี้คงค้างที่มีอยู่ เช่น เหลือหนี้อยู่ 500,000 บาท แต่ขายรถออกไปได้ที่ 300,000 บาท ท่านต้องรับภาระส่วนต่างตรงนั้นอีก 200,000 บาท ซึ่งตรงนี้แบงก์ชาติเปิดโอกาสให้ลูกหนี้และเจ้าหนี้ต้องมาหารือกันในการบรรเทาภาระที่เกิดขึ้น
ส่วนหนี้บ้าน แนวทางช่วยเหลือเหมือนกัน และเปิดโอกาสให้คนที่มีสินเชื่อประเภทอื่นนำมารวมกับสินเชื่อบ้านได้ แต่ต้องเป็นสถาบันการเงินเดียวกัน ซึ่งในทางปฏิบัติแล้วเป็นไปได้น้อย เนื่องจากส่วนใหญ่กู้บ้านกับกู้รถหรือหนี้บัตรมักเป็นคนละสถาบันการเงิน แต่หากเป็นสถาบันการเงินเดียวกันก็โชคดีที่นำเอาหนี้มารวมกับหนี้บ้านได้ กลายเป็นสินเชื่อระยะยาว ซึ่งหนี้บ้านส่วนใหญ่แล้วดอกเบี้ยจะต่ำกว่าสินเชื่อประเภทอื่น เพราะเป็นหลักประกันที่มูลค่าด้อยลงน้อย
แต่หากยื้อต่อไม่ไหวก็ต้องปล่อยให้บ้านตกเป็นของแบงก์เจ้าหนี้ เมื่อขายบ้านออกไปแล้วมีมูลค่าต่ำกว่าหนี้คงค้าง ลูกหนี้ที่พ้นกรรมสิทธิ์จากการเป็นเจ้าของบ้านไปแล้วก็ต้องเข้าร่วมรับผิดชอบส่วนต่างดังกล่าวเช่นกัน
แบกเท่าที่ไหว-อย่ายึดติด
นักการเงินให้คำแนะนำเพิ่มเติมว่า วิกฤตโควิด-19 ถือเป็นวิกฤตที่หนักที่สุดต่อระบบเศรษฐกิจไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทย ทั่วโลกก็เจอปัญหานี้เช่นเดียวกัน คนที่เจอปัญหานี้ต้องยอมรับสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ต้องหันมามองแนวทางในการแก้ปัญหาภาระหนี้สินที่มีอยู่ว่าควรจะจัดการอย่างไร
สำหรับคนที่มีภาระหนี้สินหลายด้าน ไม่ควรท้อแท้หรือสิ้นหวัง เพราะเรื่องการแก้ไขปัญหาหนี้สินมีทางออกเสมอ เพียงแต่ต้องยอมรับกับเงื่อนไขบางประการ ถึงอย่างไรเจ้าหนี้ก็ต้องคำนึงถึงเรื่องที่ให้ลูกหนี้มีเงินเพียงพอต่อการดำรงชีพเป็นหลัก หากเกิดปัญหาที่เจ้าหนี้ให้ความช่วยเหลือต่ำกว่ามาตรการของธนาคารแห่งประเทศไทยแล้ว ท่านสามารถร้องเรียนได้ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน 1213 หรือทางด่วนแก้หนี้
ส่วนลูกหนี้ที่อยู่ในสถานะที่ถูกฟ้องร้องทางธนาคารแห่งประเทศไทยมีมหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้ ให้ลูกหนี้และเจ้าหนี้มาหาทางออกร่วมกัน และยังมีโครงการหมอหนี้เพื่อประชาชนคอยให้คำปรึกษา
นาทีนี้หากท่านคิดว่าอะไรที่แบกภาระต่อไปไม่ไหว แนะนำให้ท่านต้องยอมทิ้งภาระดังกล่าวไปก่อน เลือกในสิ่งที่จำเป็นที่สุดเป็นลำดับแรก ไม่ต้องกลัวเรื่องการเสียหน้าหรือเสียงคนรอบข้าง เอาตัวเองและครอบครัวให้รอดเป็นหลัก เพราะหากทุกอย่างผ่านพ้นไปได้ ท่านยังมีโอกาสที่จะกลับไปเป็นเจ้าของทรัพย์เหล่านั้นได้อีกครั้ง


