xs
xsm
sm
md
lg

'บิ๊กตู่' กระชับอำนาจเบ็ดเสร็จ ตั้ง 'PMDU' เดินหน้าลดความเหลื่อมล้ำ!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


จับตายุทธศาสตร์ 'บิ๊กตู่' อยู่ยาวแน่ เดินหน้ากระชับอำนาจ-รวมศูนย์ใน พปชร.ต้องอยู่ที่บิ๊กตู่เพียงคนเดียว บรรดากลุ่มต่างๆ จะมีสถานะเท่าเทียมกัน ทั้งกลุ่ม 'สมคิด-สามมิตร-กปปส.' ไม่มีใครมีอำนาจเหนือใคร ขณะที่ ครม.เดินหน้าทำงาน ระบุ 'PMDU' จะเป็นแขน-ขาในการทำงานให้บิ๊กตู่ผลักดัน 12 นโยบายได้สำเร็จโดยมี KPI ชี้วัดชัดเจน ด้าน 'ดร.แหม่ม' โฆษกรัฐบาล แจงบิ๊กตู่ เน้นประเด็นแรก PMDU ต้องสร้างเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็ง หวังลดความเหลื่อมล้ำที่ประเทศไทยติดอันดับสูงสุด!

แม้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะเป็นรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำก็ตาม แต่ถึงวันนี้เชื่อได้ว่ารัฐบาลบิ๊กตู่จะอยู่ครบเทอมหากรวมที่อยู่มาแล้ว 5 ปี ก็เท่ากับรัฐบาลบิ๊กตู่อยู่ถึง 9 ปี ซึ่งเป็นเรื่องที่พรรคฝ่ายค้านที่มีพรรคเพื่อไทย เป็นแกนนำ คงไม่อยากให้เกิดขึ้น

ส่วนประเด็นสำคัญที่จะทำให้รัฐบาลบิ๊กตู่ไปไม่รอด อยู่ที่การเกิด 'สนิมเนื้อใน' ภายในพรรคพลังประชารัฐ และนี่คือจุดอ่อนที่ '3 ป.' มองทะลุปุโปร่ง ไปถึงพรรคร่วมรัฐบาลด้วยเช่นกัน

ตรงนี้จึงเป็นที่มาของการเดินหน้า 'กระชับอำนาจและรวมศูนย์อยู่ที่บิ๊กตู่' เท่านั้น หากไม่ทำเช่นนี้ รัฐบาลบิ๊กตู่เอาไม่อยู่แน่นอน!

แหล่งข่าวจากพรรคพลังประชารัฐ บอกว่า ได้มีการวิเคราะห์สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งในเรื่องเศรษฐกิจ การเมือง สังคม ตั้งแต่รัฐบาล คสช. กระทั่งมีการเลือกตั้ง ไปจนถึงมีรัฐบาลบิ๊กตู่ 2 และมีการแถลงนโยบายรัฐบาลที่ผ่านมา ทุกอย่างมีการนำมาประมวลผลแล้วก็รู้ว่าจุดอ่อนของรัฐบาลบิ๊กตู่อยู่ตรงไหนบ้าง และจะแก้อย่างไรในทุกๆ เรื่อง ที่จะนำไปสู่เป้าหมายให้ประชาชนอยู่ดี กินดี ลดความเหลื่อมล้ำในทุกๆ ด้าน รวมไปถึงการพัฒนาประเทศ นำไปสู่เศรษฐกิจเติบโต โดยไม่ทิ้งคนอีกกลุ่มไว้ข้างหลัง

เพราะเมื่อบิ๊กตู่ก้าวสู่การเป็นนักการเมืองอาชีพแล้ว ก็ต้องเร่งปิดจุดอ่อนที่กำลังเกิดขึ้นให้ได้ !

“ก่อนหน้าจะเห็นว่า 3 ป.ไม่เข้ามาเกี่ยวข้องกับพลังประชารัฐ แม้คนนอกจะรู้ว่าเป็นพรรคของใคร แต่เพื่อไม่ให้ถูกโจมตีว่าเป็นพรรคทหารก็ปล่อยให้ รองนายกฯ สมคิด ดำเนินการไป จนดูเหมือนว่าบิ๊กตู่ บิ๊กป้อม ไร้อำนาจในการตัดสินใจ จนเกิดความวุ่นวายภายในพรรค เกิดการแย่งอำนาจในก๊วนต่างๆ”

ไม่เพียงเท่านั้น ประชาชนระดับรากหญ้ากำลังเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจแสนสาหัส เกิดความเหลื่อมล้ำรุนแรง และการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจระยะสั้นๆ ไม่น่าเป็นไปได้ การส่งออกก็ติดลบ

เมื่อเป็นเช่นนี้ บิ๊กตู่ จึงต้องเดินหน้าแก้ปัญหาทั้งภายในพรรค และการผลักดันให้คณะรัฐมนตรีขับเคลื่อนนโยบาย 12 ด้านให้เป็นรูปธรรมที่สุด

แหล่งข่าวระบุว่า เวลานี้เป็นช่วงที่บิ๊กตู่พร้อมที่สุด ที่จะรวมศูนย์อำนาจในพรรคไว้ที่บิ๊กตู่ ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีในระบอบประชาธิปไตย ที่มีทั้งอำนาจ บารมี มากกว่านายกรัฐมนตรีคนอื่นๆ ที่ผ่านมา หรือหัวหน้าพรรคการเมืองคนใด ทั้งกับกองทัพ นักการเมือง โดยเฉพาะกับกองทัพ ในฐานะรัฐมนตรีกลาโหม ที่จะเป็นสิ่งการันตีความมั่นคงให้กับรัฐบาลได้อยู่แล้ว

อีกทั้งการที่กลุ่มพี่น้อง 3 ป. ทั้ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา และบิ๊กตู่ เกี่ยวก้อยกันไปเช่นนี้ ยังทำให้บรรดานักการเมืองในพรรคที่คิดจะเบี้ยวหรือคิดจะป่วนต้องหยุดคิดได้เช่นกัน เพราะพี่ใหญ่ก็มีลีลาและวิธีจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นได้เช่นกัน

“บิ๊กตู่ ยังมี 250 ส.ว. และองค์กรอิสระ เป็นมือเป็นไม้ให้กับรัฐบาล ส่วนเรื่องกลุ่มทุน ไม่ต้องพูดถึงเพราะในสมาชิกพรรครู้กันอยู่ว่าอะไร อย่างไร และเลือกตั้งที่ผ่านมาใครดูแลบรรดา ส.ส.”

แหล่งข่าวบอกว่า ในทางการเมืองการรวมศูนย์มาอยู่ที่บิ๊กตู่ เป็นสิ่งที่ต้องทำ และไม่ใช่เรื่องเสียหายหรือน่ารังเกียจแต่อย่างใด เพราะหากไม่ทำเช่นนี้จะคุมบรรดา ส.ส. แต่ละก๊วนไม่อยู่ และจะเป็นการแก้ปัญหาไม่ให้ก๊วนไหนมีอำนาจมากเกินไป หรือมาบีบหรือต่อรองได้ ดังที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว

นี่คือวิธีการจัดการสนิมเนื้อในที่ดีที่สุด ที่บิ๊กตู่กำลังเลือกใช้!

“นายกฯ ต้องทุบได้ ใครไม่ดีก็ปรับออก คนเหล่านี้ก็จะมุ่งมั่นทำงานเพื่อรักษาสถานะของตัวเองเอาไว้ และยังเร่งผลิตผลงานที่รับผิดชอบหากไม่มีผลงานก็ต้องออกจากตำแหน่ง การจะเลือกปรับ ครม.ของบิ๊กตู่ก็จะทำได้ตลอดเวลา ซึ่งในที่สุดจะจัดการภาพยี้ไปได้”

ในการรวมศูนย์อำนาจของบิ๊กตู่ จะปรากฏชัดเมื่อมีการปรับโครงสร้างพรรค พปชร.ที่จะเกิดขึ้นกลุ่มทหารของบิ๊กตู่ ที่จะมี 3 ป.เป็นแกนนำจะมีอำนาจมากสุดตามหลักการ Divide and Rule ส่วนกลุ่มอื่นๆ จะมีสถานะไม่ได้แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ที่มี นายอุตตม สาวนายน นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ฯลฯ, กลุ่ม กปปส.มีนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ฯลฯ, กลุ่มสามมิตร มีนายสมศักดิ์ เทพสุทิน นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ฯลฯ, กลุ่มตระกูลคุณปลื้ม มีนายสนธยา และนายอิทธิพล คุณปลื้ม เป็นแกนนำ ฯลฯ, กลุ่มปักษ์ใต้ ได้ 13 ส.ส.มีนายสุชาติ จันทรโชติกุล เป็นแกนนำ, กลุ่มโคราช มีนายวิรัช รัตนเศรษฐ เป็นแกนนำ, กลุ่มสันติ พร้อมพัฒน์ ส.ส.เพชรบูรณ์ เป็นแกนนำ, กลุ่ม ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นต้น

“นายกฯ ไม่ปรับแบบนี้ไปไม่รอด เพราะการบริหารการเมืองไม่เหมือนการสั่งทหารเข้าแถว ซึ่งวิธีนี้เป็นการจัดการไม่ให้กลุ่มสมคิด กลุ่มสามมิตร รวมกันได้ จนเกิดมีอำนาจต่อรองสูงในพรรคและไปเชื่อมกลุ่มอื่นๆ ที่ย้ายมาจากเพื่อไทยได้ด้วย ส่วนกลุ่ม กปปส.ก็พยายามเตะตัดขากลุ่มสมคิด พยายามดึงคนที่มีประสิทธิภาพเข้ามาเพื่อสกัดไม่ให้กลุ่มสมคิด ยึดอำนาจในพรรคได้เช่นกัน”

ประเด็นนี้คนในพรรค พปชร.บอกว่า กลุ่ม กปปส.ที่มีนายณัฏฐพล และนายพุทธิพงษ์ เป็นแกนนำ ไม่ใช่มีสถานะเป็นคู่ขัดแย้งกับกลุ่ม ดร.สมคิด แต่ต้องถือว่าเป็นคู่แข่งที่พร้อมจะขึ้นมามีอำนาจแทน

แหล่งข่าวบอกว่า ความขัดแย้งภายในพรรคบิ๊กตู่ไม่ยอมปล่อยให้ผ่านไป เพราะเกรงว่าบรรดาส.ส.พวกนี้จะก่อกบฏหรือไปสำแดงฤทธิ์ในช่วงการอภิปราย หรือมีการป้อนข้อมูลให้ฝ่ายตรงข้ามจึงต้องรีบจัดการและต้องให้ ส.ส.ที่มีอยู่สามารถชี้แจง ตอบโต้ ประเด็นต่างๆ ที่พรรคฝ่ายค้านอภิปรายได้ด้วย ไม่ใช่ทำหน้าที่แค่ยกมือประท้วง ดังเช่นที่เกิดขึ้นมาแล้วในการแถลงนโยบาย

“วิธีรวมศูนย์อำนาจแบบนี้ ทักษิณ ชินวัตร ใช้ในการบริหารพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชนและพรรคเพื่อไทย เพื่อไม่ให้ ส.ส.หรือรัฐมนตรีก๊วนใดมาต่อรองได้ ไม่ยอมให้ใครมีอำนาจเหนือตัวเอง ใครหือก็ไม่ต้องได้ตำแหน่ง ส.ส.พวกนี้ก็จะเกรงใจไม่กล้าต่อรอง และการมีอำนาจชัดเจนทำให้สั่งได้ ใครได้ตำแหน่งแล้ว ก็ไม่ควรมีตำแหน่งซ้ำซ้อน ต้องให้คนอื่นได้บ้าง ก็จะทำให้ทุกคนมุ่งทำงานเป็นหลัก

ดังนั้นการที่บิ๊กตู่กระชับอำนาจ จึงไม่ใช่เรื่องเสียหายทางการเมือง ตรงกันข้ามสิ่งที่บิ๊กตู่ ดำเนินการนั้นก็เพื่อพี่น้องประชาชนคนไทย หากเป็นเช่นนี้บิ๊กตู่ก็จะสามารถระดมคนดีๆ คน เก่งๆ เข้ามาช่วยงานเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจและพัฒนาประเทศได้ง่าย

“ไปชวนใครมา ใครๆ ก็อยากมาช่วย เพราะรัฐบาลบิ๊กตู่ก็เป็นรัฐบาลประชาธิปไตยแล้ว และก็เห็นว่าบิ๊กตู่ตั้งใจจริง
นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
อย่างไรก็ดี นอกจากการกระชับอำนาจใน พปชร.แล้ว ในคณะรัฐมนตรีก็มีการแบ่งงานชัดเจน และครม.เห็นชอบตั้ง สำนักดำเนินนโยบายของนายกรัฐมนตรี (Prime Minister's Delivery Unit : PMDU) ทำหน้าที่ขจัดปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินการแต่ละนโยบายของรัฐบาล พร้อมช่วยเหลือแต่ละกระทรวงอย่างบูรณาการ

ด้าน นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า PMDU เกิดขึ้นในรัฐบาลบิ๊กตู่ 1 มาแล้ว แต่ครั้งนี้นายกฯ ต้องการให้เห็นผลมากขึ้น เพราะรัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลพรรคร่วม จึงต้องมีคนสอดประสานแต่ละกระทรวงเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายหลัก 12 ข้อของรัฐบาล ซึ่งแต่ละนโยบาย และแต่ละกระทรวงที่ดำเนินงานไปนั้นจะมี KPI เพื่อวัดความสำเร็จของการปฏิบัติงานชัดเจน

“ทุกนโยบายของรัฐจะอธิบายสังคมได้ว่าทำอะไรไปแล้ว คืบหน้าแค่ไหน ติดปัญหาอะไร แผนปฏิบัติต้องทำอย่างไร ทั้ง 12 นโยบายจะเน้นทุกอย่าง แต่เริ่มแรกนายกฯ ต้องการเน้นเรื่องปากท้อง ความยากจนก่อน ซึ่งเน้นย้ำให้ลงไปที่เศรษฐกิจฐานรากให้ได้ ให้เข้มแข็ง เพราะเศรษฐกิจมหภาค เราทำมากพอสมควร และทำต่อ”

โฆษกรัฐบาล อธิบายต่อว่า หากเศรษฐกิจฐานรากเข้มแข็ง รายได้ก็จะกระจายลงไปได้มากขึ้น ความเหลื่อมล้ำก็จะลดลง ตรงนี้คือเป้าหมายที่ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องการโดยต้องไม่ลืมว่าประเทศไทยถูกระบุว่าเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำสูงที่สุดในโลกไปแล้วจึงเป็นปัญหาใหญ่ที่รัฐบาลต้องการจะแก้ไข ไม่เช่นนั้นอาจมีปัญหาตามมาจากความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้น

นอกจากนี้ PMDU จะเป็นเครื่องมือในการช่วยให้บิ๊กตู่ ในฐานะประธาน ครม.เศรษฐกิจ ทำงานได้คล่องตัวมากขึ้น เพราะมีหลายภาคส่วนตั้งข้อสังเกตว่าบิ๊กตู่จะเข้าใจปัญหาเศรษฐกิจหรือไม่ และจะแก้ไขได้อย่างไร ซึ่ง PMDU ก็จะมาช่วยสอดประสานในการทำงาน หรืออาจมาช่วยกรองงานก่อนเข้าครม.เศรษฐกิจก็เป็นได้ ซึ่งเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับนายกฯ สั่งการ

“คนที่จะมาเป็นผู้อำนวยการ PMDU จะมาจากการสรรหา ต้องทำงานหนักมาก และอำนาจก็จะเยอะมาก ส่วนตำแหน่งอื่นๆ น่าจะเป็นการยืมตัว มีทั้งข้าราชการและไม่ใช่ข้าราชการ นักวิชาการจากที่ต่างๆ เพื่อเข้ามาเป็นแขนขาให้ท่านนายกฯ”

สำหรับนโยบายแรกที่บิ๊กตู่ต้องการให้ PMDU ผลักดันอย่างเป็นรูปธรรมก็คือการแก้ปัญหาเศรษฐกิจฐานรากและลดความเหลื่อมล้ำที่เป็นอยู่ให้ดีขึ้น หากโครงการนี้บิ๊กตู่ทำได้ ก็จะลดการโจมตีจากพรรคฝ่ายค้าน รวมไปถึงการออกมาชุมนุมเรียกร้องกดดันรัฐบาลได้เช่นกัน

ขณะที่ศึกภายในพรรคพลังประชารัฐ ก็จะถูกจัดการเรียบร้อยโดยไม่มีกลุ่มก๊วนออกมาปัดแข้งปัดขา เพราะอำนาจการตัดสินใจเบ็ดเสร็จอยู่ที่บิ๊กตู่ เพียงคนเดียว!
ทั้งหมดนี้คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้รัฐบาลบิ๊กตู่ อยู่ยาว!



กำลังโหลดความคิดเห็น...