xs
xsm
sm
md
lg

สมาคมครูฯ ตั้งกองทุนแก้หนี้ ตั้งเป้าช่วยครู 2 แสนคน ใน 10 ปี

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


“สมาคมพัฒนาครูไทย” เสนอแนวทางแก้หนี้ครู 1.2 ล้านล้านบาท ที่กู้จากสหกรณ์ครู-ธ.ออมสิน เผยตั้งกองทุนฯ ระดมเงินจากสมาชิกเพื่อรับโอนหนี้ไม่เกิน 3 ล้าน พร้อมทั้งดึงแบงก์เอกชนรับซื้อหนี้ที่เกินกว่า 3 ล้าน โดยคิดดอกเบี้ยแค่ 5% ต่อปี ลดภาระการผ่อน พร้อมทยอยปรับลดระยะเวลาผ่อนชำระจาก 30 เหลือ 10 ปี เชื่อแก้หนี้ครูทั้งประเทศได้ใน 10 ปี ขณะที่ “พรรคครูไทยฯ” ขู่ถอนตัว หากรัฐบาลไม่สนับสนุน

กล่าวได้ว่าปัญหาหนี้สินครูถือเป็นปัญหาระดับที่ยืดเยื้อมานานหลายปี และถือเป็นจุดกำเนิดของ “สมาคมพัฒนาครูไทย” ในฐานะนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2556 ภายใต้การรับรู้ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ โดยเป็นการรวมตัวของสมาชิกครูทั่วประเทศและบริหารงานในรูปคณะกรรมการที่มาจากการคัดเลือกสมาชิกครูตั้งแต่ระดับอำเภอจนถึงระดับภาค และมีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ปัญหาหนี้ครูและพัฒนาการศึกษาไทยสู่ระดับสากล ซึ่งที่ผ่านมาสมาคมฯได้เข้าพบและประชุมทำความเข้าใจทั้งกับกระทรวงศึกษาธิการ สภาผู้แทนราษฎร รัฐสภา สภานิติบัญญัติแห่งชาติ รวมถึงประชุมร่วมกับครูทั่วประเทศ รวมแล้วกว่า 400 ครั้ง เพื่อขับเคลื่อนแนวทางในการแก้ปัญหาหนี้ครู
ดร.ปรีชา เมืองพรหม นายกสมาคมพัฒนาครูไทย
ดร.ปรีชา เมืองพรหม นายกสมาคมพัฒนาครูไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบันสมาคมพัฒนาครูไทยมีสมาชิกครูทั้งที่ลงทะเบียนแล้วและกำลังรอลงทะเบียนประมาณ 1 หมื่นคน ได้จัดตั้ง “โครงการพัฒนาครูสู่ชีวิตใหม่” เพื่อช่วยแก้ปัญหาหนี้สินครูทั้งประเทศซึ่งมีอยู่ประมาณ 1.2 ล้านล้านบาท เนื่องจากเห็นว่าปัจจุบันครูมีปัญหาหนี้ถึง 3 ก้อน คือ หนี้ที่กู้จากสหกรณ์ออมทรัพย์ครู หนี้ในโครงการพัฒนาชีวิตครูที่กู้จากธนาคารออมสิน และหนี้ในโครงการเงินกู้ ช.พ.ค.ซึ่งดูจะเป็นโครงการที่ซ้ำซ้อนและเพิ่มภาระให้ครู เพราะนอกจากครูจะมีภาระในการชำระเงินต้นและดอกเบี้ยเงินกู้ ช.พ.ค.แล้วยังมีภาระต้องค้ำประกันเงินกู้ให้แก่ครูด้วยกันด้วย

โดย “โครงการพัฒนาครูสู่ชีวิตใหม่” มีแผนที่จะรับโอนและไถ่ถอนหนี้สินของครูที่กู้จากสหกรณ์ออมทรัพย์ครู จำนวน 7 แสนล้านบาท และหนี้สินที่กู้จากธนาคารออมสิน จำนวน 5 แสนล้านบาท โดยดำเนินการผ่าน 2 หน่วยงานคือสถาบันการเงินเอกชน และกองทุนพัฒนาครูสู่ชีวิตใหม่ ซึ่งภายใต้การกำกับดูแลของสมาคมพัฒนาครูไทย โดยสถาบันการเงินเอกชนจะไถ่ถอนหนี้จากสหกรณ์ครูและธนาคารออมสินออกมาก่อน หลังจากนั้น 1 ปี กองทุนพัฒนาครูฯ จะทยอยรับโอนหนี้ซึ่งไม่เกินรายละ 3 ล้านบาทจากสถาบันการเงินมาดูแล ส่วนสถาบันการเงินเอกชนจะดูแลหนี้ในส่วนที่เกินรายละ 3 ล้านบาท และหนี้ที่ไม่เกินรายละ 3 ล้านบาทในส่วนที่กองทุนฯ ยังไม่พร้อมจะดูแล

ทั้งนี้จะให้ครูผ่อนชำระหนี้กับสถาบันการเงินหรือกองทุนพัฒนาครูฯ ในอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 5% ต่อปี ซึ่งถูกกว่าอัตราดอกเบี้ยที่สหกรณ์ออมทรัพย์ครูและธนาคารออมสินกำหนด ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 6% กว่าๆ ต่อปี และเมื่อกองทุนเข้มแข็งและมีศักยภาพมากขึ้นก็จะทยอยโอนหนี้ทั้งหมดจากสถาบันการเงินมาดูแลเอง

โดยขณะนี้มีสถาบันการเงินเอกชนแสดงความสนใจที่จะเข้าร่วมโครงการแล้ว แต่ยังไม่ขอเปิดเผย อย่างไรก็ดีจะต้องมีการแก้ไขกฎหมายเพื่อให้สถาบันการเงินเอกชนสามารถเข้าร่วมโครงการแก้หนี้ครูได้เช่นเดียวกับสถาบันการเงินของรัฐ สำหรับวิธีการผ่อนชำระนั้นหลังจากที่กระทรวงศึกษาธิการเห็นด้วยและให้การสนับสนุนโครงการ ทางสมาคมฯ จะประสานงานกับสำนักงานการศึกษาประจำจังหวัดเพื่อดำเนินการหักชำระหนี้ผ่านบัญชีเงินเดือนครู
ตัวแทนจากหลายหน่วยงานร่วมประชุมหารือกับสมาคมพัฒนาครูไทย
ยกตัวอย่างเช่น ครู A กู้เงินจากธนาคารออมสิน 3,000,000 บาท ผ่อนชำระเงินต้นไปแล้ว 500,000 บาท เหลือเงินต้น 2,500,000 บาท สถาบันการเงินเอกชนก็ไถ่ถอนหนี้มาให้กองทุนพัฒนาครูฯ ดูแลต่อ โดยจ่ายเงินต้นให้ธนาคารออมสิน 2,500,000 บวกค่าใช้จ่ายในการโอน 100,000 บาท และค่าประกันที่ขาดอีก 200,000 บาท รวมเป็น 2,800,000 ล้าน จากนั้นครู A ก็ผ่อนชำระเงินต้นให้กองทุนพัฒนาครูฯ 2,800,000 ล้าน พร้อมดอกเบี้ย 5% ต่อปี ซึ่งจากการคำนวณพบว่าการปรับโครงสร้างหนี้ดังกล่าวช่วยลดภาระหนี้สินของครู A ได้ถึง 3.9 ล้านบาท

ดร.ปรีชา กล่าวต่อว่า สำหรับที่มาในส่วนของเงินกองทุนพัฒนาครูนั้นจะมาจากการระดมเงินออมจากครูซึ่งเข้าเป็นสมาชิกของกองทุนพัฒนาครูสู่ชีวิตใหม่ เพื่อปรับโครงสร้างหนี้คนละ 500-1,500 บาท/เดือน ซึ่งกองทุนจะมีเงินปันผลให้ไม่น้อยกว่า 1% ต่อปี และเมื่อชำระหนี้หมดแล้วจะเลิกเป็นสมาชิกกองทุนและถอนเงินออมออกไปก็ได้ โดยเบื้องต้นตั้งเป้าว่าจะมีสมาชิกกองทุนประมาณ 10,000 คน และกองทุนจะมีเงินเข้ามาเดือนละ 5- 15 ล้านบาท หลังจากระดมเงินออมได้ 1 ปี และมีเงินออมประมาณ 60-180 ล้านบาท กองทุนพัฒนาครูฯ ก็จะเริ่มรับโอนหนี้จากสถาบันการเงินมาดูแล

ซึ่งเชื่อว่าหลังจากการแก้ปัญหาหนี้สินครูตามแนวทางของโครงการพัฒนาครูสู่ชีวิตใหม่เริ่มดำเนินการจะมีครูทั่วประเทศให้ความสนใจเข้าร่วมโครงการและร่วมเป็นสมาชิกของกองทุนพัฒนาครูไทยเพิ่มมากขึ้น โดยสมาคมฯ ตั้งเป้าหมายสมาชิกกองทุนพัฒนาครูฯ อยู่ที่ 200,000 คน ซึ่งหากมีสมาชิกเพิ่มขึ้นเงินทุนหมุนเวียนของกองทุนก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

“สำหรับวงเงินที่ครูจะผ่อนชำระกับสถาบันการเงินเอกชนหรือกองทุนพัฒนาครูฯ ในแต่ละเดือนนั้นเงินต้นจะน้อยกว่าหรือเท่ากับที่ผ่อนชำระกับสหกรณ์ออมทรัพย์ครูหรือธนาคารออมสิน ส่วนดอกเบี้ยจะน้อยกว่าแน่นอน โดยดอกเบี้ยของกองทุนจะอยู่ที่ 5% ต่อปี ขณะที่ดอกเบี้ยสหกรณ์ฯและธนาคารฯ อยู่ที่ 6% กว่าๆ ต่อปี อีกทั้งสัญญาในการผ่อนชำระหนี้จะสั้นลง คือจากเดิมสัญญากู้กับธนาคารออมสินแบบใช้ทรัพย์ค้ำประกันมีระยะเวลา 30 ปี เมื่อผ่อนชำระกับสถาบันการเงินฯ หรือกองทุนฯไปได้ 5 ปี จะปรับลดสัญญาเหลือ 20 ปี จากนั้นทุก 5 ปีของการผ่อนชำระจะปรับลดระยะเวลาลงอีก 5 ปี กระทั่งเหลือระยะเวลาผ่อนชำระ 10 ปี นอกจากนั้นเมื่อผ่อนชำระไปได้ระยะหนึ่งวงเงินที่ครูผ่อนชำระกับกองทุนในแต่ละเดือนจะลดลงด้วย โดยกองทุนจะนำเงินออมที่ครูผู้กู้ฝากกับกองทุนมาหักกับหนี้ที่ต้องชำระ” นายกสมาคมพัฒนาครูไทย ระบุ

ดร.ปรีชา กล่าวต่อว่า แนวทางการแก้ปัญหาหนี้สินของครูดังกล่าวเกิดจากการหารือร่วมกันระหว่างสมาคมพัฒนาครูไทย ตัวแทนจากกระทรวงศึกษาธิการ ตัวแทนจากฝ่ายการเมือง อย่างไรก็นี้แนวทางนี้จะนำไปสู่การปฏิบัติได้จริงก็ต้องได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการ โดยตนได้ประสานไปยังตัวแทนฝ่ายการเมืองเพื่อเสนอแนวทางการตั้งกองทุนฯ เพื่อแก้ปัญหาหนี้ครูให้แก่ นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แล้ว จากนั้นต้องมีการหารือและทำ MOU ร่วมกันระหว่างสมาคมพัฒนาครูไทย กระทรวงศึกษาธิการ และสถาบันการเงินดังกล่าว เพื่อทำความเข้าใจและและกำหนดวิธีการร่วมกัน

ส่วนคณะกรรมการและเจ้าหน้าที่ที่จะเข้ามาบริหารกองทุนพัฒนาครูฯ นั้นจะต้องผ่านการอบรมจากธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อให้สามารถบริหารกองทุนได้อย่างนักการเงินมืออาชีพ โดยมีสมาคมพัฒนาครูไทยเป็นผู้กำกับดูแลกองทุนฯ และกระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้กำกับนโยบาย

ทั้งนี้ ครูที่ต้องการเข้าร่วมโครงการพัฒนาครูฯ เพื่อลดภาระการชำระหนี้ ต้องสมัครเข้าเป็นสมาชิกกองทุนพัฒนาครูสู่ชีวิตใหม่ โดยมีค่าแรกเข้า 100 บาท และค่าสมาชิกปีแรก 1,000 บาท ส่วนปีต่อๆ ไปค่าสมาชิกจะเหลือปีละ 100 บาท โดยกองทุนฯ จะหักค่าสมาชิกผ่านธนาคารกรุงไทย

นายกสมาคมพัฒนาครูไทย ระบุว่า เพื่อให้ปัญหาหนี้สินครูหมดไปอย่างแท้จริงและพัฒนาคุณภาพชีวิตครูให้มั่นคงยั่งยืน สมาคมพัฒนาครูไทยจึงไม่ได้ทำแค่ตั้งกองทุนเพื่อลดภาระในการชำระหนี้ให้ครูเท่านั้น แต่ยังมีโครงการเพิ่มรายได้ให้แก่ครอบครัวครูควบคู่ไปอีกด้วย อาทิ ทำโครงการร้านค้าครูไทย ซึ่งทางสมาคมได้ประสานกับห้างค้าปลีกและมหาวิทยาลัยต่างๆ เพื่อเปิดร้านขายเครื่องดื่มในห้างค้าปลีกและมหาวิทยาลัย โดยสมาคมฯ เป็นผู้ลงทุนและให้สมาชิกในครอบครัวครูหรือครูที่เกษียณอายุไปแล้วทำหน้าที่ขายแล้วแบ่งรายได้กับสมาคมฯ ซึ่งเป็นการสร้างอาชีพสร้างรายได้ให้แก่ครอบครัวครู เมื่อมีรายได้เพิ่มก็ไม่ต้องกู้หนี้ยืมสิน ทำให้ครอบครัวของครูมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อันเป็นการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้สมาคมพัฒนาครูไทยได้กำหนดพื้นที่เป้าหมายในการดำเนิน “โครงการพัฒนาครูสู่ชีวิตใหม่” ซึ่งประกอบด้วยการไถ่โอนและปรับโครงสร้างหนี้เพื่อช่วยลดภาระการชำระหนี้ของครู และโครงการเพิ่มรายได้ให้ครอบครัวครู ทั้ง 4 ภาคของประเทศ โดยการดำเนินโครงการในแต่ละภาคจะแบ่งเป็นกลุ่มจังหวัดซึ่งจะมี 3-5 จังหวัดอยู่ในกลุ่มเดียวกัน รวมเป็น 4 ภาค 20 กลุ่มจังหวัด ดังนี้ ภาคเหนือ มี 4 กลุ่มจังหวัด ได้แก่ 1.เชียงราย 2.แพร่ 3.เพชรบูรณ์ 4.ตาก, ภาคกลาง มี 7 กลุ่มจังหวัด ได้แก่ 1.ปทุมธานี 2.นนทบุรี 3.กาญจนบุรี 4.สุพรรณบุรี 5.ลพบุรี 6.นครนายก 7.เพชรบุรี, ภาคอีสาน มี 5 กลุ่มจังหวัด ได้แก่ 1.นครราชสีมา 2.ขอนแก่น 3.อุบลราชธานี 4.อุดรธานี 5.นครพนม และภาคใต้ มี 4 กลุ่มจังหวัด ได้แก่ 1.กลุ่มสุราษฎร์ธานี 2.กระบี่ 3.ตรัง 4.สงขลา

“เรามีเป้าหมายที่จะแก้ปัญหาหนี้ของครูให้ได้ 200,000 คน โดยช่วงแรกเราจะเริ่มแก้หนี้ของครูที่อยู่ในภาคใต้ก่อน ซึ่งเชื่อว่าแนวทางนี้จะทำให้สามารถแก้ไขปัญหาหนี้สินของครูทั่วประเทศ มูลค่ารวม 1.2 ล้านล้านบาท ให้หมดไปได้ภายใน 10 ปี หากจะแก้หนี้ครูรัฐบาลต้องกำหนดแนวทางนี้เป็นนโยบายและปฏิบัติอย่างจริงจัง เมื่อครูไม่มีหนี้และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น คุณภาพในการสอนก็ดีขึ้นตามไปด้วย ประเทศไทยจะมีทั้งครูและเด็กที่มีคุณภาพ” ดร.ปรีชา กล่าว

ดร.ปรีชายังกล่าวด้วยว่า ขณะนี้แนวทางแก้หนี้ครูดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากหลายภาคส่วน โดยเฉพาะพรรคครูไทยเพื่อประชาชนซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลที่ชูนโยบายปลดหนี้ครู และพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน

“ทางพรรคอนาคตใหม่แสดงความเห็นด้วยกับแนวคิดนี้และขอไฟล์เอกสารไปศึกษา ขณะที่พรรคครูไทยฯ มาร่วมประชุมและกำหนดแนวทางแก้หนี้ครูกับสมาคมพัฒนาครูไทยอย่างต่อเนื่อง โดยนายปรีชา บุญเพลิง หัวหน้าพรรคครูไทยฯ พูดชัดเจนว่าถ้ารัฐบาลไม่รับแนทางนี้พรรคครูไทยฯ ก็จะถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล ไปร่วมกับฝ่ายค้าน” นายกสมาคมพัฒนาครูไทย ระบุ


กำลังโหลดความคิดเห็น...