มือกฎหมายเชื่อพรรคไทยรักษาชาติ มีสิทธิ์ถูกยุบ โดยเฉพาะคนใน กกต.ชี้ ถ้อยแถลงของ ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ จะมัดคอตนเองเป็นปรปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ส่งผลให้กรรมการบริหารพรรคถูกตัดสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต เทียบเคียงกรณีนายยงยุทธ ติยะไพรัช ทุจริตเลือกตั้ง ติงหากทักษิณ ชินวัตร ยังสู้ต่อ คงต้องดันทายาทสายตรง 'โอ๊ค-เอม-อุ๊งอิ๊ง -ลูกเขย-ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ลูกเจ๊แดง' ออกมาสู้หากลูก 'พายัพ-เยาวเรศ' ถูกตัดสิทธิ์ ด้านเพื่อไทย แจงได้รับผลกระทบบ้าง แต่เวลาที่เหลืออยู่อาจแก้สถานการณ์ที่เพลี่ยงพล้ำได้ เพราะรากหญ้ายังไม่เอา พปชร.!
กรณีพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) ใกล้ถึงจุดจบ หลังจากที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้รับแจ้งรายชื่อบุคคล เพื่อเสนอแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี 1 รายชื่อของพรรคไทยรักษาชาติ และ กกต.ได้พิจารณาแล้วเห็นว่าการเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค ทษช. เข้าข่ายความผิดเป็นปรปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองพ.ศ. 2560 มาตรา 92 จึงได้รวบรวมหลักฐานเสนอไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อสั่งยุบพรรค ทษช. และศาลรัฐธรรมนูญได้รับคำร้องของ กกต.ไว้แล้ว
สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาเมื่อ ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องของกกต. ไว้พิจารณาจนนำไปสู่การยุบพรรค ตามที่ กกต.เสนอ จะส่งผลต่อพรรค ทษช. และการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในวันที่ 24 มีนาคมนี้อย่างไร
แหล่งข่าวจาก กกต. บอกว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในเรื่องของการเสนอให้มีการยุบพรรค ทษช. เป็นเรื่องที่ กกต.สามารถรวบรวมหลักฐานได้รวดเร็ว เนื่องเพราะสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเวลาสั้นๆ นับจากวันที่ 8 ก.พ.จนกระทั่งเมื่อวันที่ 13 ก.พ.จึงได้มีมติเสนอไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้มีการยุบพรรค ทษช.
“ถ้าย้อนไปดูคำแถลงของพรรคไทยรักษาชาติ จะเป็นคำสารภาพได้อย่างดี เพราะคำที่ใช้ก็เป็นคำราชาศัพท์ ซึ่งก็แปลว่าผู้ใช้ก็รู้ถึงสถานะของแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่เสนอเข้ามาเป็นอย่างดี และรู้ว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งหมายรวมถึงพระบรมราชวงศ์ทุกพระองค์ทรงดำรงสถานะอยู่เหนือการเมือง จึงต้องมองกันที่เจตนาเป็นสำคัญ จะมาบอกว่าทูลกระหม่อมฯ เป็นสามัญชนเพราะได้ลาออกจากฐานันดรศักดิ์ไปเมื่อปี 2515 แต่ในใจพรรคไทยรักษาชาติก็รู้ใช่หรือไม่ จึงใช้คำราชาศัพท์”
ดังนั้นถ้อยแถลงของ ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช หัวหน้าพรรค ทษช. ที่บอกออกไปนั้น จึงเท่ากับเป็นข้อความที่ทำให้พรรค ทษช.ดิ้นไม่หลุดในเหตุการณ์ครั้งนี้
แต่กระบวนการพิจารณาจะออกมาเช่นไรนั้น เป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาชี้ขาด!
ด้าน นายไพบูลย์ นิติตะวัน หัวหน้าพรรคประชาชนปฏิรูป ซึ่งเป็นผู้ยื่น กกต.ขอให้สั่งให้พรรค ทษช.ระงับการเสนอพระนาม ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนฯ ในรายชื่อบัญชีนายกรัฐมนตรีของพรรค และขอให้ กกต.วินิจฉัยการกระทำของพรรค ทษช.ครั้งนี้ เป็นการเข้าข่ายขัดต่อระเบียบ กกต.ว่าด้วยวิธีการหาเสียง และลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พศ. 2561 หมวด 4 ลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้ง ข้อ 17 ที่ว่า
“ห้ามผู้สมัครพรรคการเมือง หรือผู้ใดนำสถาบันพระมหากษัตริย์มาเกี่ยวข้องในการหาเสียง' หรือไม่นั้น ว่า หากศาลรัฐธรรมนูญรับเรื่องไว้พิจารณาจะเข้าสู่ขั้นตอนให้พรรค ทษช. ยื่นคำชี้แจง ก็อาจจะใช้เวลาประมาณ 5หรือ 7 วัน ก็ได้ เพราะศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจกำหนดว่าจะต้องยื่นภายในกี่วัน หลังจากนั้นศาลฯ จะนำไปพิจารณา ซึ่งศาลฯ อาจจะพิจารณาไม่ต้องไต่สวนก็ได้ ถ้ามีหลักฐานเพียงพอ
“ทุกอย่างเป็นอำนาจศาลฯ ก็อาจจะใช้เวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์ ศาลก็จะวินิจฉัย หากวินิจฉัยว่าเป็นการกระทำที่เป็นปรปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ศาลก็จะสั่งยุบพรรคเมื่อไหร่ กรรมการบริหารพรรคก็จะถูกตัดสิทธิ์ในการลงสมัครรับเลือกตั้งตลอดที่กฎหมายฉบับนี้บังคับใช้ เพราะในกฎหมายไม่ได้เขียนเวลาเอาไว้”
ส่วนสิทธิในการตั้งพรรคและสิทธิในการเป็นสมาชิกพรรค บรรดากรรมการบริหารที่ถูกตัดสิทธิ์ไปจะกลับมาภายหลัง 10 ปี
แต่สิ่งที่จะต้องจับตาก็คือ หากศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคก่อนการเลือกตั้ง จะมีผลให้บรรดาผู้สมัครทั้งระบบเขตและบัญชีรายชื่อหมดสิทธิ์ทันที และจะย้ายไปสังกัดพรรคอื่นไม่ได้ ซึ่งก็แปลว่าไม่มีพรรค ทษช.อยู่ในสนามเลือกตั้งในการเลือกตั้งวันที่ 24 มีนาคมนี้
“คาดว่า กกต. น่าจะเสนอไปยังศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ กกต.มีอำนาจยับยั้งในการประกาศชื่อ ส.ส. ผู้สมัคร ส.ส.และบัญชีรายชื่อพรรคไทยรักษาชาติ จนกว่าศาลฯ จะมีคำวินิจฉัยออกมา เพราะถ้ายังพิจารณาไม่เสร็จ หากมีการเลือกตั้ง กกต.ก็อาจจะยังไม่มีการประกาศชื่อ เพราะการเป็น ส.ส.ไม่ได้เป็นในวันเลือกตั้ง แต่จะเป็น ส.ส.ต่อเมื่อ กกต.รับรองใน 60 วันหลังเลือกตั้ง”
อย่างไรก็ดี สิ่งที่จะเป็นประโยชน์ที่สุดและเพื่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง นายไพบูลย์ บอกว่า ศาลฯ คงต้องตัดสินใจโดยเร็วและก่อนจะมีการเลือกตั้ง ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นเช่นไร 'ยุบ-ไม่ยุบ' เชื่อว่าสังคมต้องรับได้
ด้านอดีตผู้พิพากษา บอกว่า หากศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรค สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาในกรณีของกรรมการบริหารพรรค ประกอบด้วย ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช หัวหน้าพรรค, นายฤภพ ชินวัตร รองหัวหน้าพรรคคนที่ 1, นางสุณีย์ เหลืองวิจิตร รองหัวหน้าพรรคคนที่ 2, นายพฤฒิชัย วิริยะโรจน์ รองหัวหน้าพรรคคนที่ 3, นพ.พงษ์ศักดิ์ ภูสิทธิ์สกุล รองหัวหน้าพรรคคนที่ 4, นายมิตติ ติยะไพรัช เลขาธิการพรรค, นายต้น ณ ระนอง รองเลขาธิการพรรคคนที่ 1, นายวิม รุ่งวัฒนจินดา รองเลขาธิการพรรคคนที่ 2, นายคณาพจน์ โจมฤทธิ์ รองเลขาธิการพรรคคนที่ 3, นายพงศ์เกษม สัตยาประเสิรฐ โฆษกพรรค, นางสาวขัตติยา สวัสดิผล รองโฆษกพรรค, นางสาวชยิกา วงศ์นภาจันทร์ นายทะเบียนสมาชิกพรรค, นางวรรษมล เพ็งดิษฐ์ เหรัญญิกพรรค, นายจุลพงศ์ โนนศรีชัย กรรมการบริหารพรรค และ รศ.ดร.รุ่งเรือง พิทยศิริ กรรมการบริหารพรรค(ยื่นใบลาออกจาก ทษช.แล้ว) จะเป็นไปตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 หมวด 4 มาตรา 42 (13) เคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่ากระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือตั้ง อีกทั้งการยุบพรรคตามมาตรา 92 ในการตัดสิทธิทางการเมืองยังยึดบรรทัดฐานเดียวกับศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในมาตรา 235 ที่ระบุไว้ว่า
“ผู้ใดถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งไม่ว่ากรณีใด ผู้นั้นไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นตลอดไป และไม่มีสิทธิดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ”
สำหรับกรณีการตัดสิทธิของกรรมการพรรค ทษช. นั้นจะคล้ายคลึงกับกรณีของนายยงยุทธ ติยะไพรัช ซึ่งขาดคุณสมบัติของการเป็นสมาชิกพรรคการเมือง จึงทำให้ไม่สามารถสมัคร ส.ส.ได้ตลอดชีวิต ซึ่งเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ (13) เคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่ากระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือตั้ง และคดีนายยงยุทธ ยังมีผลให้พรรคพลังประชาชนถูกยุบพรรคในปี 2551
“หากศาลฯ สั่งยุบพรรค กรรมการ ทษช.ที่ถูกตัดสิทธิตลอดชีวิต จะเห็นว่าเป็นลูกหลานนายทักษิณ ทั้งนายฤภพ ชินวัตร ลูกชายนายพายัพ ชินวัตร นางสาวชยิกา วงศ์นภาจันทร์ ลูกสาวนางเยาวเรศ ชินวัตร ซึ่งหากนายทักษิณ ยังไม่วางมือหรือคิดจะสู้ต่อไปก็คงเหลือสายตรงอย่าง โอ๊ค เอม อุ๊งอิ๊ง ลูกเขย (ณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ สามีเอม) และลูกชายเจ๊แดง อย่าง นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์”
รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก นักวิชาการด้านนิติศาสตร์ ชี้แจงผลทางกฎหมายเกี่ยวกับการเสนอยุบพรรคไทยรักษาชาติ ว่าตราบใดที่ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีคำสั่งยุบพรรค สมาชิกพรรคไทยรักษาชาติก็สามารถหาเสียงและทำกิจกรรมการเมืองได้ตามปกติ แต่ถ้าศาลมีคำสั่งยุบพรรค ผลที่เกิดขึ้นจะแยกเป็น 2 กรณี คือ สั่งยุบก่อนหรือหลังการเลือกตั้ง ถ้าตัดสินก่อนเลือกตั้งสมาชิกทุกคนสามารถย้ายพรรคได้ แต่ลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่จะมีขึ้นในวันที่ 24 มี.ค. 2562 นี้ไม่ได้ เนื่องจากกฎหมายกำหนดให้สมาชิกฯ ต้องสังกัดพรรคก่อนลงสมัครรับเลือกตั้ง 90 วัน
แต่ถ้าตัดสินหลังวันเลือกตั้ง กรณีเป็นผู้สมัครพรรคไทยรักษาชาติที่ได้รับเลือกเป็น ส.ส. สามารถย้ายไปเป็น ส.ส.ภายใต้สังกัดพรรคการเมืองอื่นได้ภายใน 30 วัน โดยให้นับคะแนนทั้งในส่วนของ ส.ส.เขต และปาร์ตี้ลิสต์ ส่วนกรรมการบริหารพรรค รัฐธรรมนูญฉบับใหม่กำหนดว่าต้องถูกตัดสิทธิทางการเมือง ลงเลือกตั้งอีกไม่ได้ตลอดชีวิต ถ้าเป็นกรรมการบริหารพรรคที่ลงสมัครรับเลือกตั้งแล้วได้รับเลือกเป็น ส.ส. ผลการเลือกตั้งจะเป็นโมฆะ และต้องมีการเลือกตั้งในเขตนั้นใหม่
ขณะที่แหล่งข่าวจากพรรคเพื่อไทย บอกว่า หากพรรค ทษช. ถูกยุบก่อนหรือหลังเลือกตั้ง โดย กกต.ยังไม่ประกาศรับรอง ส.ส.ที่ชนะการเลือกตั้งมานั้น พรรคเพื่อไทยก็ต้องอยู่ในความเสี่ยงเช่นกัน เนื่องจากในการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคเพื่อไทยได้ส่งผู้สมัคร ส.ส. เขต เพียง 250 คน ในระบบบัญชีรายชื่อ 100 คน ส่วนพรรค ทษช. ส่งผู้สมัคร ส.ส. 150 คน ส่วนบัญชีรายชื่อ 120 คน หาก ทษช.ถูกยุบไป ก็จะทำให้ตัวเลข ส.ส.เขตและบัญชีรายชื่อที่พรรคคาดไว้ก็ไม่น่าจะได้ตามเป้าหมาย แม้ว่าจะมีพรรคเพื่อชาติ ที่มี นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ เป็นหัวหน้าพรรค, พรรคเสรีรวมไทย ของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส, พรรคประชาชาติ ของนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา และพรรคอนาคตใหม่ ของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ร่วมเป็นพันธมิตรกันก็ตาม
“ปัญหาของพรรค ทษช. จะบอกว่าไม่มีผลกระทบกับเพื่อไทยก็ไม่ได้ แต่เราเชื่อว่าด้วยระยะเวลาที่เหลืออยู่จนกว่าจะถึงวันที่ 24 มีนาคม ก็น่าจะพอแก้เกมได้บ้าง ต้องยอมรับว่ากระแสตกลงมาบ้าง แต่มันก็แค่ระยะสั้นๆ ก็ต้องดูว่าจะรับมืออย่างไร”
ส่วนพรรคที่มีกระแสขึ้นมาบ้างในเวลานี้ ก็น่าจะเป็นพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเพื่อไทยก็ได้มีการติดตามและประเมินสถานการณ์อยู่เป็นระยะ ขณะที่พรรคพลังประชารัฐ แม้จะมีความนิยมในตัว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่ก็เชื่อว่าบรรดาคนรากหญ้า และคนในเมืองในพื้นที่ต่างจังหวัดยังมองว่าเป็นการสืบทอดอำนาจของ คสช. ซึ่งก็เป็นผลให้คะแนนของพลังประชารัฐไม่ได้โดดเด่นขึ้นมาแต่ประการใด


