xs
xsm
sm
md
lg

แฉ “ทุนใหญ่” รุกป่าต้นน้ำป่าสัก ทั้งธุรกิจยาง-ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


“ที่ปรึกษาชุดพยัคฆ์ไพร” เผย ปฏิบัติการทวงคืนผืนป่าบรรลุเป้า 4 ปีจับกุมผู้กระทำผิดแล้วกว่าหมื่นราย ผลจากการบูรณาการความร่วมมือของ ศปก.พป. เร่งเพิกถอนเอกสารสิทธิ 2,100 ไร่ ที่ภูขี้ไก่ ชี้ กลุ่มทุนใหญ่ทั้งผู้ประกอบการยางครบวงจร-เจ้าตลาดผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ แห่รุกป่าต้นน้ำป่าสักนับหมื่นไร่ หวังปลูกยางฟันกำไร ระบุ ป่าเหนือตอนล่างวิกฤต เพชรบูรณ์อาการหนักสุด

การบุกรุกทำลายป่ายังคงเป็นปัญหาใหญ่ที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการปราบปรามจับกุมอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่ว่าอย่างไรปัญหาดังกล่าวก็ยังมีให้เห็นอยู่เนืองๆ จนหลายคนสงสัยว่าการบุกรุกป่าลดน้อยลงบ้างหรือไม่ หน่วยงานที่รับผิดชอบมีมาตรการในการดูแลเรื่องนี้อย่างไร และปฏิบัติการ “ทวงคืนผืนป่า” ที่เราได้ยินได้ฟังในช่วงหลายปีที่ผ่านมานั้นประสบความสำเร็จหรือไม่ เพียงใด
นายชีวะภาพ ชีวะธรรม ผู้อำนวยการสำนักป้องกันรักษาป่า และควบคุมไฟป่า ในฐานะที่ปรึกษาชุดปฏิบัติการพยัคฆ์ไพร กรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
นายชีวะภาพ ชีวะธรรม ผู้อำนวยการสำนักป้องกันรักษาป่า และควบคุมไฟป่า ในฐานะที่ปรึกษาชุดปฏิบัติการพยัคฆ์ไพร กรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยสถานการณ์ป่าไม้ในขณะนี้ว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่ป่า 102.156 ล้านไร่ หรือประมาณ 32% ของพื้นที่ประเทศไทยซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 323 ล้านไร่ แม้ตามหลักวิชาการของนานาประเทศจะต้องมีพื้นที่ป่า 40% ของพื้นที่ประเทศ ซึ่งถือว่าพื้นที่ป่าของประเทศไทยยังห่างจากตัวเลขนี้อยู่พอสมควร แต่หากพิจารณาจากภาพรวมถือว่ากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมประสบความสำเร็จในการดูแล ป้องกัน และ “ทวงคืนผืนป่า” โดยในช่วง 4 ปีที่ผ่านมาสามารถจับกุมและดำเนินคดีกับผู้ที่บุกรุกป่าได้นับหมื่นคดี และสามารถดูแลให้พื้นที่ป่ามีจำนวนเท่าเดิม ไม่ลดน้อยลง ซึ่งต่างจากช่วงก่อนหน้านี้ที่จำนวนพื้นที่ป่าลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยป่าหายไปปีละเกือบ 1 ล้านไร่เลยทีเดียว

ทั้งนี้ ความสำเร็จดังกล่าวนั้นเกิดจากการทำงานแบบบูรณาการโดยความร่วมมือของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ภายใต้การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของ ศูนย์ปฏิบัติการพิทักษ์ป่า (ศปก.พป.) ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธาน และมีตัวแทนจาก ชุดพยัคฆ์ไพร กรมป่าไม้, ชุดพญาเสือ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช, ชุดฉลามขาว กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง, กรมที่ดิน กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 4 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร (ศปป.4 กอ.รมน.) ฯลฯ ร่วมเป็นคณะกรรมการ ส่งผลให้ปฏิบัติการทวงคืนผืนป่าเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญกรมป่าไม้ไม่ต้องทำงานอย่างโดดเดี่ยวเหมือนที่ผ่านมา เพราะมีหน่วยงานที่อยู่ใน ศปก.พป. ร่วมกันปฏิบัติการทวงคืนผืนป่า

“แม้ปัจจุบันยังมีการบุกรุกทำลายป่าอยู่ แต่จากปฏิบัติการอย่างเข้มข้นของ ศปก.พป.ในการยึดคืนผืนป่าตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้โดยรวมเรายังมีพื้นที่อยู่เท่าเดิมคือ 102.156 ล้านไร่ เช่น บางปีถูกลักลอบตัดไป 8 หมื่นไร่ แต่เราเอาคืนมาได้ 1 แสนไร่ ต่างจากเมื่อก่อนซึ่งบริหารจัดการแบบเดิมๆ พื้นที่ป่าลดลงปีละเป็นล้านไร่ ตอนนี้กรมป่าไม้ไม่ต้องทำงานคนเดียว หน่วยงานใน ศปก.พป. เข้ามาร่วมลุยด้วย เช่น ถ้า กอ.รมน.พบเห็นการออกเอกสิทธิ์ทับพื้นที่ป่าก็ส่งเรื่องให้กรมที่ดินดำเนินการเพิกถอนเอกสิทธิ์ ขณะที่ดีเอสไอก็ตั้งเรื่องเป็นคดีพิเศษ ปปง.เข้าตรวจสอบเรื่องการฟอกเงิน ถ้ามีข้าราชการเข้าไปเกี่ยวข้อง ป.ป.ท.ก็รับไปดำเนินการ” นายชีวะภาพกล่าว

หัวหน้าชุดพยัคฆ์ไพร ยังให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า จากการสำรวจพบว่าพื้นที่ที่มีการบุกรุกป่ามากที่สุด ได้แก่ พื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง โดยจังหวัดที่ป่าถูกทำลายมากที่สุด ได้แก่ จังหวัดเลย รองลงมาคือ เพชรบูรณ์ และพิษณุโลก ซึ่งทั้ง 3 จังหวัดเป็นพื้นที่ต้นน้ำของแม่น้ำป่าสัก จึงน่าเป็นห่วงว่าหากมีการตัดไม้ทำลายป่าเพิ่มขึ้นจะนำไปสู่วิกฤตการณ์น้ำของลุ่มน้ำป่าสัก

โดยลักษณะการบุกรุกป่าในแต่ละพื้นที่นั้นมีวิธีการคล้ายๆ กัน โดยมีอยู่ 2 วิธี คือ วิธีแรก ชาวบ้านจะเข้าไปบุกรุกแผ้วถางป่าเพื่อครอบครองและทำกิน จากนั้นนายทุนก็เข้าไปซื้อที่ต่อจากชาวบ้านทั้งที่ไม่มีเอกสารสิทธิ ชาวบ้านเมื่อขายที่ไปแล้วก็เข้าไปบุกรุกป่าใหม่ วิธีที่สอง นายทุนร่วมกับข้าราชการ อันได้แก่เจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดิน เจ้าหน้าที่ป่าไม้ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ดำเนินการออกเอกสารสิทธิในพื้นที่ป่าให้แก่กลุ่มทุน

ดังนั้นต้องตัดวงจรการบุกรุกป่าดังกล่าว โดย 1. ยึดคืนผืนป่าที่อยู่ในมือนายทุน พร้อมทั้งดำเนินคดีกับนายทุนดังกล่าว 2. ป้องกันไม่ให้ชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่ป่าบุกรุกป่าเพิ่มขึ้น โดยจัดสรรที่อยู่และที่ทำกินให้เป็นหลักแหล่ง พร้อมทั้งส่งเสริมประสิทธิภาพในการทำกิน 3. ยึดคืนผืนป่าและดำเนินคดีกับผู้ที่บุกรุกป่าหลังปี 2557 ไม่ว่าจะเป็นนายทุนหรือชาวบ้าน 4. ดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนร่วมในการออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบ

สำหรับกลุ่มทุนที่เข้าไปบุกรุกป่านั้น นายชีวะภาพ ชี้ว่ามีกว่า 500 ราย มีทั้งทุนรายย่อย ทุนขนาดกลาง และทุนใหญ่ โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลักๆ ด้วยกัน คือ กลุ่มที่บุกรุกเพื่อปลูกพืชเกษตรเชิงพาณิชย์ เช่น ปลูกยาง ปลูกข้าวโพด ซึ่งนอกจากจะใช้ประโยชน์ในการปลูกพืชเกษตรแล้วกลุ่มนี้ยังหวังด้วยว่าหากที่ดินได้เอกสารสิทธิและมีราคาขึ้นมาก็สามารถขายทำกำไรได้ และกลุ่มที่บุกรุกป่าเพื่อทำแหล่งท่องเที่ยว โรงแรม รีสอร์ต โดยจะบุกรุกพื้นที่ป่าในจังหวัดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวอยู่แล้ว เช่น เชียงใหม่ เลย เพชรบูรณ์ นครราชสีมา ภูเก็ต ซึ่งกลุ่มทุนดังกล่าวนั้นมีทั้งกลุ่มทุนในพื้นที่ เช่น นักการเมืองและผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ กลุ่มนักธุรกิจ และกลุ่มข้าราชการเกษียณ โดยจำนวนพื้นที่ป่าที่แต่ละรายเข้าไปบุกรุกนั้นมีตั้งแต่หลักสิบถึงหลักพันไร่

ยกตัวอย่างกรณี “ภูขี้ไก่” จ.เพชรบูรณ์ ที่มีการออกเอกสารสิทธิ 57 แปลง ทับพื้นที่ป่าจำนวนถึง 2,100 ไร่ ให้แก่นายทุนเพื่อใช้สร้างสวนน้ำทำแหล่งท่องเที่ยว ทางเจ้าหน้าที่ได้เข้าไปตรวจสอบและยึดคืนพื้นที่ป่าแล้ว โดยล่าสุดทางจังหวัดเพชรบูรณ์ได้สรุปว่าเป็นเอกสารสิทธิที่ออกโดยมิชอบ และส่งเรื่องให้กรมที่ดินเพื่อดำเนินการเพิกถอนเอกสารสิทธิ ซึ่งหลังจากที่เพิกถอนแล้วทางกรมป่าไม้จะยื่นฟ้องบริษัทเอกชนเพื่อเรียกค่าเสียหาย หรือกรณี “ภูเรือวโนทยาน” ที่มีการออกเอกสารสิทธิในพื้นที่ป่าภูเรือ จ.เลย ถึง 5,000 ไร่ ให้แก่ตระกูลของนายเปรมชัย กรรณสูต เพื่อทำแหล่งท่องเที่ยวและปลูกพืชเชิงพาณิชย์ ซึ่งได้ดำเนินการเพิกถอนสิทธิ์แล้ว และอยู่ระหว่างดำเนินคดีอาญากับกลุ่มทุนและผู้ที่เกี่ยวข้อง

“นอกจากภูขี้ไก่แล้ว ถัดขึ้นไปซึ่งเป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำยังมีกลุ่มทุนหลายกลุ่มเข้าไปบุกรุก รายละ 2,000 ไร่บ้าง 3,000 ไร่บ้าง รวมแล้วนับหมื่นไร่ โดยมีทุนใหญ่หลายรายร่วมอยู่ด้วย อาทิ ทุนที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ ทุนที่เป็นผู้ประกอบการยางครบวงจร ซึ่งทั้งสองกลุ่มบุกรุกป่าเพื่อปลูกยางพารา ดังนั้นจึงต้องเร่งจัดการให้เร็วที่สุด ไม่เช่นนั้นจะเสียหายหนักมาก และการที่ ศปก.พป. ลงมาจัดการถือเป็นเรื่องจำเป็นเพราะแน่นอนว่า กรณีที่เป็นนายทุนใหญ่ย่อมมีผู้ใหญ่หนุนหลัง ทำให้ข้าราชการในพื้นที่ไม่กล้าเอาผิด” นายชีวะภาพระบุ

ที่ปรึกษาชุดพยัคฆ์ไพร ยังพูดถึงแผนงานในปี 2562 ว่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีเป้าหมายที่จะยึดคืนผืนป่าให้ได้ปีละ 150,000 ไร่ ดังนั้นทั้ง 3 กรมที่มีความเกี่ยวข้องกับป่าไม้ อันได้แก่ กรมป่าไม้, กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ก็ต้องพยายามดำเนินการให้บรรลุผล โดยพื้นที่ป่าที่ยึดคืนมาได้ก็จะดำเนินการปลูกป่าเพื่อฟื้นฟูให้ระบบนิเวศกลับคืนมาต่อไป



กำลังโหลดความคิดเห็น...