xs
xsm
sm
md
lg

EEC ผงาด ต่างชาติแห่ลงทุน ดันการลงทุน-GDP เติบโต

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


“เลขา EEC” เผย โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ดึงการลงทุนขยายตัวถึง 10% เอกชนแห่ยื่นซองประมูล 5 โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน “รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน” CP ยังมาวิน ขณะที่ 42 บริษัท จาก 7 ประเทศ เข้าช่วงชิงโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา สำหรับท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 มีผู้เสนอตัว 32 ราย เร่งเปิดข้อเสนอต้นปีหน้า ส่วนท่าเรือมาบตาพุด ระยะที่ 3 ยื่นซองแล้ว เป้าหมายปี 62 เร่งผลักดัน 10 อุตสาหกรรมหลัก ด้าน “กรมอาชีวะ” จับมือสถานประกอบการปั้นบุคลากรป้อนอุตสาหกรรมใหม่ ภายใต้คอนเซ็ปต์ “เรียนฟรี มีงานทำ

นับว่าประสบความสำเร็จเกินความคาดหมายสำหรับ “โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)” ซึ่งเป็นการพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจใน 3 จังหวัด ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา โดยมีเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อน 10 อุตสาหกรรมที่รัฐบาลต้องการปูทางการพัฒนาประเทศในอนาคต รองรับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ ภายใต้นโยบายไทยแลนด์ 4.0

โดย “ดร.คณิศ แสงสุพรรณ” เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการดังกล่าวว่า ในการพัฒนาเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออกนั้นรัฐบาลได้ดำเนินการใน 5 เรื่องพร้อมกันคือ 1) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน 5 โครงการ 2) ส่งเสริมการลงทุนใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย 3) พัฒนาการท่องเที่ยว 4) พัฒนาสาธารณูปโภคและพัฒนาเมือง และ 5) ส่งเสริมพัฒนาการศึกษาและเทคโนโลยีของชุมชน นั้น แต่ละเรื่องมีการขับเคลื่อนคืบหน้าไปมาก ได้รับการสนับสนุนทั้งจากภาครัฐและเอกชนเป็นอย่างดี
ดร.คณิศ แสงสุพรรณ” เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)
ในส่วนของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน 5 โครงการ อันได้แก่

1. โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสนามบินสุวรรณภูมิ ดอนเมือง อู่ตะเภา ได้เปิดประมูลแล้ว โดยมีเอกชนยื่นประมูล 2 ราย คือ กิจการร่วมค้า บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง จำกัด (CP) และพันธมิตร และกิจการร่วมค้า บีเอสอาร์ (BSR Joint Venture) ซึ่งการรถไฟแห่งประเทศไทยขอพิจารณาข้อเสนอของ CP ก่อน เนื่องจากข้อเสนอมีความเหมาะสมมากกว่า

2. โครงการการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบิน เป็นโครงการที่มีนักลงทุนให้ความสนใจอย่างมาก ล่าสุดมีบริษัทเอกชนยื่นซื้อซองประมูลถึง 42 บริษัท จาก 7 ประเทศ และจะมีการเปิดรับข้อเสนอในปลายเดือน ก.พ. 2562 ซึ่งรัฐบาลมั่นใจว่าสนามบินอู่ตะเภาจะกลายเป็นเมืองการบินภาคตะวันออก (Eastern Airport City) ใน 5 ปีข้างหน้า รองรับผู้โดยสารได้ถึง 60 ล้านคนต่อปี และในอีก 10 ปีข้างหน้าพื้นที่จากพัทยา-ระยอง จะกลายเป็นศูนย์กลางการขยายตัวของการพัฒนาโดยรอบไปสู่การเป็น มหานครการบินภาคตะวันออก (Eastern Aerotropolis) ในที่สุด

3. โครงการศูนย์ซ่อมอากาศยานอู่ตะเภา (TG MRO Campus) เป็นความร่วมมือระหว่างบริษัทการบินไทยและบริษัท Airbus ของประเทศฝรั่งเศส ซึ่งนับเป็นโครงการเทคโนโลยีระดับสูงที่ Airbus ไม่เคยลงทุนกับใครมาก่อน คาดว่าศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานแห่งนี้จะเปิดดำเนินการได้ในปี 2565 ตามแผนเปิดให้บริการในระยะ (เฟส) แรก ตั้งแต่ปี 2565-2583 ซึ่งสามารถรองรับการซ่อมบำรุงอากาศยานได้สูงสุด 80-100 ลำต่อปี ก่อนจะขยายโครงการเพิ่มในเฟส 2 หลังจากปี 2583 เป็นต้นไป พร้อมกันนี้จะมีการฝึกอบรมสร้างบุคลากรด้านช่างอากาศยานตามมาตรฐานสากล อันจะทำให้เกิดการจ้างงานคุณภาพสูงและเป็นฐานเริ่มต้นการพัฒนาอุตสาหกรรมซ่อมบำรุงอากาศยานในอนาคต โดยการบินไทยตั้งเป้าหมายว่าศูนย์ซ่อมแห่งนี้จะกลายเป็นศูนย์กลางการซ่อมบำรุงอากาศยานระดับโลก

4. โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ซึ่งเป็นการพัฒนาให้แหลมฉบังเป็นท่าเรือระดับภูมิภาค เพิ่มความสามารถในการรองรับการขนถ่ายสินค้าจาก 8 ล้าน TEU เป็น 18 ล้าน TEU ขณะนี้มีผู้ยื่นซื้อซอง TOR แล้ว 32 ราย และจะเปิดรับข้อเสนอช่วงเดือน ม.ค.-ก.พ. 2562

5. โครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 ซึ่งเป็นการขยายท่าเรือเพื่อเพิ่มขีดความสามารถและความจุในการขนส่งทางท่อของประเทศไทย ซึ่งเน้นการขนถ่ายสินค้าพลังงาน ขณะนี้มีผู้ยื่นซื้อซอง TOR แล้ว 18 ราย

“เป็นเรื่องน่ายินดีที่โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทั้ง 5 โครงการได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะโครงการศูนย์ซ่อมเครื่องบินที่อู่ตะเภา ซึ่งมีผู้ยื่นประมูลถึง 42 บริษัท ถือว่าเกินความคาดหมายมาก สำหรับโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน 5 โครงการนี้ใช้เงินลงทุนรวม 6.5 แสนล้านบาท แต่เป็นเงินของรัฐแค่ 2 แสนล้าน ที่เหลือเราดึงเอกชนมาร่วมลงทุน และใน 2 แสนล้านนี้เราไม่ได้ลงทุนเป็นเงินทั้งหมด บางส่วนก็เป็นที่ดินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของรัฐอยู่แล้ว ในส่วนของผลตอบแทนของรัฐคาดว่าน่าจะได้เกิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งถือว่าคุ้มค่ามาก” ดร.คณิศ ระบุ
ที่มา:  EEC
ส่วนเรื่องการส่งเสริมการลงทุนใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายนั้น ดร.คณิศ ชี้แจงว่า รัฐบาลจะเน้นการพัฒนา 5 อุตสาหกรรมใหม่ ซึ่งคาดว่าจะมีบทบาทสูงในการสร้างเทคโนโลยีให้กับประเทศไทยในอนาคตก่อน ประกอบด้วย

1. อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ โดยมีการวางแผนสร้างฐานการผลิตหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติในสายการผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการในประเทศและภูมิภาคอาเซียน โดยมุ่งเน้นหุ่นยนต์ที่ใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตยานยนต์ โดยเฉพาะหุ่นยนต์ที่ใช้ในการเชื่อมโลหะที่มาในรูปของแขนหุ่นยนต์ ซึ่งเป็นที่ต้องการอย่างมากของประเทศผู้ผลิตในอาเซียน รองลงมาคือ หุ่นยนต์ที่ใช้ในกระบวนการผลิตอัดฉีดพลาสติก และหุ่นยนต์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เช่น หุ่นยนต์ดำน้ำ และหุ่นยนต์ที่ใช้ในปฏิบัติการทางการแพทย์

2. อุตสาหกรรมการบินและลอจิสติกส์ โดยอุตสาหกรรมการบินเป็นอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะโตเร็วที่สุดในกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ ซึ่งด้านการผลิตและซ่อมบำรุงคาดว่าจะมีอัตราการขยายตัวอยู่ที่ร้อยละ 3.4 ส่วนด้านการขนส่งทางอากาศคาดว่าจะเติบโตร้อยละ 2.8 ขณะที่การขนส่งลอจิสติกส์เป็นอีกอุตสาหกรรมที่ประเทศไทยมีความได้เปรียบทางด้านภูมิศาสตร์ จึงเป็นอุตสาหกรรมสำคัญที่ช่วยสนับสนุนอุตสาหกรรมอื่นๆ

3. อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร เป็นอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะมีอัตราการเจริญเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 3.2 ประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ การให้บริการด้านการแพทย์ผ่านอินเทอร์เน็ตและสมาร์ทโฟน การวิจัยและผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์เพื่อการวินิจฉัยและติดตามผลระยะไกล และการวิจัยยาและผลิตเวชภัณฑ์ โดยจะมุ่งเน้นที่การผลิตยาชีววัตถุคล้ายคลึง (Biosimilar) ซึ่งปัจจุบันมีการเติบโตอย่างรวดเร็วจนมีขนาดใหญ่กว่ายาสามัญทั่วไป

4. อุตสาหกรรมดิจิทัล จะทำให้เกิดธุรกิจพัฒนาและให้บริการซอฟต์แวร์ ทั้ง Embedded Software, Enterprise Software และDigital Content และสามารถพัฒนาเป็นพื้นที่นิคม Software Park มารองรับธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ทั้งในและต่างประเทศ อีกทั้งรัฐบาลยังมีแผนที่จะจัดตั้งศูนย์รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลผู้บริโภค (Analytics and Data Center) เพื่อให้บริการการวิเคราะห์ข้อมูลเจาะลึกของตลาด (Consumer Insights) แก่ธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ โดยสามารถพัฒนาเป็นพื้นที่นิคม Data Center ที่ให้บริการเกี่ยวกับหน่วยจัดเก็บข้อมูลและการประมวลผลออนไลน์

5. อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ เป็นอุตสาหกรรมที่ประเทศไทยมีศักยภาพสูง เนื่องจากมีความพร้อมด้านวัตถุดิบทางการเกษตร จึงเชื่อว่าเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่จะเติบโตอย่างรวดเร็วในอนาคต อาทิ การผลิตเอทานอลจากมันสำปะหลัง ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพที่มีอยู่ ไปสู่การผลิตกรดซักซินิกจากเอทานอล ซึ่งเป็นเคมีชีวภาพ

“ในส่วนของการพัฒนา 5 อุตสาหกรรมใหม่นั้น ขณะนี้มีนักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจเยอะมาก มีเม็ดเงินลงทุนเข้ามาเพิ่มขึ้น รวมแล้วถึง 3 แสนล้านบาท อย่าง ญี่ปุ่น สนใจลงทุนใน LoT (Internet of Things) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ด้านอินเทอร์เน็ต จีน ก็มีนักลงทุนรายใหม่อย่าง อาลีบาบา, หัวเว่ย, เทนเซ็นต์ (บริษัทอินเทอร์เน็ตของจีน), เซี่ยงไฮ้ ออโต้ โมบิล ซึ่งการที่ EEC เป็นที่สนใจอย่างมากน่าจะมาจากการที่โครงการตั้งอยู่บนพื้นที่ซึ่งเป็นเขตอุตสาหกรรมอยู่แล้ว ทำให้ผู้ประกอบการมองเห็นถึงศักยภาพ” เลขาฯ EEC กล่าว
ที่มา: EEC
ดร.คณิศ กล่าวต่อว่า สำหรับเรื่องการพัฒนาการท่องเที่ยว รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณ 500 ล้านบาท เพื่อพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่ 3 จังหวัด EEC (ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา) อาทิ ทำเลนจักรยาน ส่วนเรื่องการพัฒนาสาธารณูปโภคและพัฒนาเมือง ก็มีการผลักดันเมืองใหม่อัจฉริยะบ้านฉาง จ.ระยอง พัฒนาจังหวัดฉะเชิงเทราให้เป็นเมืองคู่แฝดของกรุงเทพฯ โดยมีโครงการรถไฟฟ้าสายสีแดง รังสิต-ฉะเชิงเทรา ซึ่งให้บริการคนที่ทำงานในกรุงเทพฯ แต่ออกไปหาบ้านพักที่ฉะเชิงเทรา ซึ่งนอกจากจะช่วยลดความแออัดในเมืองแล้ว ในอนาคตเศรษฐกิจของฉะเชิงเทราจะขยายตัวและกลายเป็นศูนย์กลางของแหล่งงานเช่นเดียวกับกรุงเทพฯ

ขณะที่เรื่องการพัฒนาการศึกษาและเทคโนโลยีของชุมชนนั้น ก็ถูกขับเคลื่อนไปพร้อมกัน โดยกรมอาชีวะได้จับมือกับบริษัทอุตสาหกรรมต่างๆ ในการจัดทำหลักสูตรเพื่อผลิตบุคลากรระดับอาชีวะ(ปวช.-ปวส.) ที่มีทักษะในการใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีในสถานประกอบการที่เป็นอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น สาขาช่างอากาศยาน สาขาระบบขนส่งทางราง สาขาตรวจสอบโดยไม่ทำลาย สาขาเมแคทรอนิกส์ สาขาหุ่นยนต์และแขนกล สาขาระบบขนส่งทางราง โดยนำโครงการ “สัตหีบโมเดล” มาขยายผล ซึ่งบริษัทอุตสาหกรรมจะส่งผู้เชี่ยวชาญมาเป็นครูพิเศษหรือวิทยากรอบรมให้กับสถานศึกษา มีการสร้างบุคลากรเพื่อเข้าทำงานในสถานประกอบการนั้นๆ โดยตรง โดยผู้ประกอบการจะเป็นผู้ออกค่าเล่าเรียน พร้อมเบี้ยเลี้ยงเดือนละ 4,000 บาท ให้แก่นักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ ช่วงที่ฝึกงานก็จะได้รับค่าแรงวันละ 300 บาท และเมื่อจบการศึกษาก็จะได้รับการบรรจุเข้าทำงานทันที โดยการันตีเงินเดือนขั้นต่ำอยู่ที่ 20,000 บาท ทั้งนี้ ปี 2561 มีนักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการสัตหีบโมเดล 200 คน ส่วนในปี 2562 ตั้งเป้าไว้ที่ 1,000 คน และจะเพิ่มเป็น 6,000 คนในอนาคต

นอกจากนั้นทางด้านกระทรวงแรงงานยังเสนอตัวเข้ามาเป็นเจ้าภาพในการพัฒนาบุคลากรระดับอาชีวะและปริญญาตรีเพื่อให้มีทักษะความรู้สอดรับกับอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น การพัฒนาหุ่นยนต์ ทั้งนี้เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในระยะสั้นของอุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งถือเป็นปัญหาเฉพาะหน้าอีกด้วย

อย่างไรก็ดี ต้องยอมรับการขับเคลื่อนโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกที่รุดหน้าไปอย่างรวดเร็วนั้นจะเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่ได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และความมุ่งมั่นตั้งใจของคณะกรรมการ EEC ที่ต่างทุ่มเทเพื่อผลักดันโครงการดังกล่าวอย่างเต็มที่ ซึ่ง ดร.คณิศ กล่าวตบท้ายว่า ทุกภารกิจของโครงการ EEC ถือเป็นเรื่องเร่งด่วนหมด ภารกิจแรกคือการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และออกพระราชบัญญัติ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก นั้นเรียบร้อยแล้ว ส่วนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน 5 โครงการ ได้มีการชักชวนเอกชนมาร่วมลงทุน เปิดขาย TOR และทยอยเปิดประมูลแล้ว ส่วนสิ่งที่จะเร่งดำเนินการต่อไปในปี 2562 ก็คือผลักดันให้เกิดการลงทุนใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย

“จะเห็นได้ว่าโครงการ EEC ทำให้การลงทุนเติบโตขึ้นมาก จากก่อนหน้านี้การลงทุนของไทยขยายตัวแค่ 3% ส่งผลให้ GDP เติบโต 2% แต่หลังจากที่เริ่มขับเคลื่อนโครงการ EEC การลงทุนขยายตัวถึง 10% ทำให้ เติบโตถึง 5% และเมื่อโครงการนี้เสร็จสมบูรณ์จะทำให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมในภูมิภาคแถบนี้” เลขาฯ EEC กล่าวด้วยความภาคภูมิใจ



กำลังโหลดความคิดเห็น...