xs
xsm
sm
md
lg

ถนนดิสโก้ : ท่วงทำนองแห่งการพัฒนา

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


“จะมีพระเจ้าแผ่นดินของประเทศไหนในโลกนี้หนอ ที่อุตส่าห์ดั้นด้นเดินทางด้วยความลำบากยากเย็นแสนเข็ญ ตรากตรำถึงขั้นมุดรั้วลวดหนามเพื่อไปหาน้ำให้ราษฎร”

นั่นคือข้อความที่อดีตอธิบดีกรมชลประทานท่านหนึ่งได้เขียนรำพันไว้ หลังจากที่ได้ตามเสด็จฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไปบน “ถนนดิสโก้” ดินแดนอันแสนแห้งแล้งแห่งหนึ่งในภาคอีสาน

เดือนพฤศจิกายน ๒๕๓๕ จากไฟฉายเพียงไม่กี่ดวง ในค่ำคืนที่มืดมิด ณ “กุดทิง” ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า ภาคอีสานของไทยนั้น หลายพื้นที่มีความแห้งแล้งอย่างมาก จังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางของภูมิภาคนี้ก็เป็นอีกจังหวัดหนึ่งที่ชาวนาที่นี่ต้องต่อสู้กับความแห้งแล้งด้วยความพยายามและอดทน

แม้จะไม่มีน้ำก็หาวิธีปลูกข้าวโดยใช้วิธีเจาะดินให้เป็นหลุมเล็ก ๆ แล้วนำกล้าข้าวที่เพาะไว้มาปักให้แน่น รอข้ามคืนเพื่อให้น้ำค้างช่วยให้ต้นข้าวฟื้นตัวจากที่เหี่ยวเฉาเพราะความร้อนในช่วงกลางวัน ถ้าปีไหนแล้งจัดข้าวก็ตายเกือบหมด ทำให้ราษฎรอดอยากกันทั่ว

แต่ด้วยพระเมตตาเมื่อวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๓๕ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมเยียนราษฎรอำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์ มีข้าราชการและราษฎรรอเผ้าฯ รับเสด็จเป็นจำนวนมาก ต่างก็พากันแปลกใจเมื่อเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งบินวนเหนือบริเวณนั้นหลายรอบก่อนลงจอด ระหว่างที่บินมานั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทอดพระเนตรสภาพแม่น้ำลำพะยัง ซึ่งมีลักษณะคดเคี้ยวคล้ายกับแม่น้ำสายอื่น ๆ ในภาคอีสาน คือหน้าน้ำ น้ำท่วม หน้าแล้งก็แห้งผาก

เมื่อเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งลงจอดเรียบร้อยแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้มีพระราชดำรัสกับนายวิชัย กว้างสวาสดิ์ กำนันตำบลคุ้มเก่าในขณะนั้น กำนันจึงได้กราบบังคมทูลว่า แถวนั้นเรียกว่า กุดทึง เป็นเวิ้งน้ำของลำพะยัง มีโขดหิน ซึ่งหน้าแล้งไม่มีน้ำ

ขบวนเสด็จฯ จึงมุ่งหน้าไปบริเวณนั้นเพื่อไปให้ถึง “ลำพะยัง” ในขบวนเสด็จนั้นไม่มีใครชำนาญเส้นทาง และยิ่งเป็นตอนกลางคืนด้วยแล้วแม้จะให้ชาวบ้านมาช่วยนำทางให้แต่การเดินทางก็ยากลำบาก ระหว่างทางก็เป็นทุ่งนา และทางเกวียน ตะปุ่มตะป่ำ พาให้ทั้งขบวนนั่งไม่ติดเบาะ โยกซ้ายทีขวาที หัวสั่นหัวคลอน จนในที่สุดก็มาถึงชายป่าละเมาะ ไปต่อไม่ได้และน่าจะหลงทางเพราะยังไม่เจอลำพะยัง

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัส(๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๓๕) ถึงเรื่องนี้ว่า “...เขาบอกให้เลี้ยวซ้าย ก็สงสัยเหมือนกันว่า ทำไมเลี้ยวซ้าย แต่เขาก็บอกให้เลี้ยวซ้าย เลี้ยวซ้าย ผ่านโรงเรียน ผ่านโรงเรียนแล้วก็เลี้ยวขวา เลี้ยวขวานั้น ก็เข้าไปในทางที่เรียกได้ว่าลำลองอย่างมาก ๆ เป็นทางที่เขาเต้น “ดิสโก้” กัน คือที่เต้น “ดิสโก้” นี่เพราะว่ารถมันแกว่งไปแกว่งมา เหมือนเต้น “ดิสโก้” ก็เลยเรียกว่า “ทางดิสโก้” แล่นไปตาม “ทางดิสโก้” นั้นไกลพอสมควร ประมาณสักสองกิโลเมตรก็ไปถึงที่แห่งหนึ่ง เขาบอกว่าหยุด หยุดตรงนั้น มืดแล้ว เห็นมีแต่นา คนที่นำทางก็บอกว่า “นึกว่าอยากจะมาตรงนี้” เราบอกว่า “ไม่ใช่ อยากจะมาดูตรงที่เป็นทางน้ำ ที่เหมาะสมกับการทำโครงการ รูปร่างคล้าย ๆ เป็นแก่ง” เป็นอันกลับ กลับมา “ดิสโก้” อีกสองกิโลเมตร แล้วมาที่หมู่บ้าน แล่นตรงไป แล้วเดินอีกสองร้อยเมตรก็ไปถึงที่ที่ถูกต้อง...”

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้มีพระราชดำรัสกับนายสวัสดิ์ วัฒนายากร อธิบดีกรมชลประทานในขณะนั้น ว่า “อธิบดี จะพาฉันไปดิสโก้ที่ไหน” แต่พระองค์ท่านก็ไม่ว่าอะไร ทรงอธิบายว่า ตอนออกจากบ้านกุดตอแก่นต้องเลี้ยวขวา แต่รถนำเลี้ยวซ้าย พระองค์ท่านเลยต้องเสด็จฯ ตามมา แต่ถึงกระนั้นการจะไปให้ถึงลำพะยังได้นั้น จะต้องเดินเท้าต่อซึ่งเป็นทางที่ขรุขระมาก ระหว่างทางที่เสด็จฯ มีสระบัวและมีรั้วลวดหนามกั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีรับสั่งว่าไปได้แต่อย่าไปตัดรั้วเขานะ และให้ใช้วิธีถ่างให้รั้วลวดหนามกางออก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงลอดรั้วลวดหนามเข้าไป เสด็จฯ ต่อไปจนถึงตลิ่ง ทอดพระเนตรลำพะยัง ที่มีโขดหินใหญ่น้อยกระจายไปตามลำน้ำ ภูมิประเทศเหมาะแก่การสร้างแหล่งเก็บน้ำขนาดเล็ก เพื่อที่จะบรรเทาปัญหาขาดแคลนน้ำของราษฎรยิ่งนัก

เหตุการณ์ในครั้งนั้น นายสวัสดิ์ วัฒนายากร อธิบดีกรมชลประทานในขณะนั้นซึ่งต่อมาดำรงตำแหน่งองคมนตรีได้เขียนเล่าไว้ว่า ตอนนั้นรำพึงอยู่ในใจว่า “จะมีพระเจ้าแผ่นดินของประเทศไหนในโลกนี้หนอ ที่อุตส่าห์ดั้นด้น เดินทางด้วยความลำบาก ยากเย็นแสนเข็ญ ตรากตรำ ถึงขั้นมุดรั้วลวดหนามเพื่อไปหาน้ำให้ราษฎร”

เรื่องราวของ “ถนนดิสโก้” จึงได้ถูกเล่าขานถึงความเป็นมาของโครงการพัฒนาลุ่มน้ำลำพะยัง (ตอนบน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งก่อให้เกิดประโยชน์แก่ราษฎรอำเภอเขาวง และพื้นที่ใกล้เคียงกว่า ๔,๖๐๐ ไร่
อุโมงค์ผันน้ำลำพะยังภูมิพัฒน์ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ
และจากพระราชดำริให้สร้างอ่างเก็บน้ำลำพะยังที่มีความจุกว่า ๔ ล้านลูกบาศก์เมตร และยังได้เพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนด้วยวิธีการที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนโดยการนำน้ำจากอีกฟากหนึ่งของภูเขาจากอ่างเก็บน้ำห้วยไผ่ จังหวัดมุกดาหาร ที่มีปริมาณน้ำมาก ด้วยการสร้างอุโมงค์นำน้ำลอดใต้ภูเขาระยะทางกว่า ๗๐๐ เมตร มายังอีกฟากหนึ่งซึ่งเป็นพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งสามารถกระจายน้ำเข้าสู่พื้นที่เกษตรกรรมกว่า ๑๒,๐๐๐ ไร่ และต่อมาภายหลังได้พระราชทานชื่ออุโมงค์นี้ว่า “ลำพะยังภูมิพัฒน์” หมายความว่า อุโมงค์ผันน้ำที่นำความเจริญมาสู่แผ่นดินลุ่มน้ำลำพะยัง

ตลอดระยะเวลา ๒๐ กว่าปีที่ผ่านมา โครงการดังกล่าว ได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพราะเมื่อมีน้ำซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานแล้วก็สามารถพัฒนาด้านอื่น ๆ ตามมาได้ไม่ยาก เมื่อน้ำสมบูรณ์ ข้าวก็สมบูรณ์ พืชพรรณผลผลิตต่าง ๆ ก็อุดมสมบูรณ์ สามารถสร้างผลผลิตทางการเกษตรที่มีคุณภาพสูง เช่น ข้าวเหนียวเขาวงอินทรีย์ ควบคู่ไปกับพื้นฐานความมั่นคงในการทำการเกษตรตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

แม้ “ถนนดิสโก้” สายนี้จะมิได้มีเพียงเสียงครื้นเครงเหมือนเวทีเต้นรำ แต่กลับสร้างพลังใจให้แก่พสกนิกรชาวไทยได้สานต่อท่วงทำนองแห่งการพัฒนา ด้วยหัวใจที่มุ่งทดแทนคุณแผ่นดินของพวกเราทั้งหลายต่อไป

จากหนังสือ "ร้อยเรื่องเล่า : เกร็ดการทรงงาน" ของสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.)