วงการสงฆ์แจง ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในวงการผ้าเหลือง ถือเป็นการเอาจริงครั้งใหญ่ของฝ่ายอาณาจักรที่ทำให้ศาสนจักรต้องกระเทือน โดยเฉพาะพระผู้ใหญ่ออกอาการ กลัวถูกโยงถึงขั้นถูกถอด ‘สมณศักดิ์’ ต้องรีบออกคำสั่งปกครองถึงพระสังฆาธิการทั่วประเทศ ตรวจสอบภิกษุสามเณรให้ปฏิบัติตามพระธรรมวินัย รวมไปถึงการคุมเข้มเรื่องพุทธพาณิชย์ ชี้ ‘เจ้าคุณธงชัย’ รู้จริงล่องหนปลีกวิเวก หากยื้อต่อมีสิทธ์ถูกถอดสมณศักดิ์ จับตาพระผู้ใหญ่ 4 รูปพัวพันทุจริตเงินทอนวัดก็มีสิทธิ์ถูกถอดเช่นกัน
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับวงการผ้าเหลืองในขณะนี้ ถือเป็นการรุกคืบของฝ่ายอาณาจักร ที่ต้องการเข้าไปปฏิรูปวงการสงฆ์เพื่อแก้วิกฤตศรัทธาของประชาชนที่มีต่อพระพุทธศาสนา ทั้งที่ความจริงเป็นเพราะพระสงฆ์เหล่านี้ปฏิบัติตัวผิดจากหลักคำสอนของพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น
เริ่มจากการเข้าไปตรวจค้นวัดพระธรรมกายเพื่อจับพระธัมมชโย ในข้อหาฟอกเงินและรับของโจรซึ่งกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ มีหลักฐานเชื่อมโยงกับการทุจริตสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ที่มีมูลค่าความเสียหายนับหมื่นล้านบาท
อีกทั้งการเข้าไปปัดกวาดขบวนการทุจริตเงินทอนวัด ที่ออกมาเป็นระลอก มีทั้งเจ้าอาวาสวัดและพระผู้ใหญ่ในวัดต่าง ๆ อดีตผู้บริหารสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ฆราวาส ที่มีการเชื่อมโยงไปถึงพระผู้ใหญ่ในคณะสงฆ์ จนเป็นเหตุให้พระผู้ใหญ่ต้องออกมาสำแดงอำนาจ บารมีให้เห็นด้วยกดดันให้มีการสั่งย้าย พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผอ.พศ. ไปเป็นผู้ตรวจสำนักนายกรัฐมนตรี
แต่ด้วยฟ้ามีตา จึงอาศัยจังหวะเหมาะ ๆ โยก พ.ต.ท.พงศ์พร กลับมานั่งเป็น ผอ.พศ. อีกครั้งหนึ่ง และการกลับมาครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่าฝ่ายศาสนจักร โดยเฉพาะบรรดาคณะสงฆ์เพลี่ยงพล้ำ และต้องรีบปรับแนวทางการบริหารจัดการคณะสงฆ์กันใหม่ ให้ปฏิบัติตัวอยู่ในพระธรรมวินัย เพราะไม่เช่นนั้นเรื่องราวต่าง ๆ อาจถูกขุดคุ้ยและสาวถึงบรรดาพระผู้ใหญ่ใน มส.บางรูป
เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นในวงการสงฆ์นั้น แท้จริงแล้ว เกิดจากรูปแบบการปกครองและที่มาของคณะสงฆ์ ไม่โปร่งใส ทำให้พระทุจริตและประพฤติมิชอบมีโอกาสก้าวขึ้นมาเป็นพระปกครอง พูดง่าย ๆ คือระบบของสงฆ์เอื้อต่อการให้พระไม่ดีได้เป็นใหญ่เข้ามาปกครองคณะสงฆ์
“ระบบการปกครองของสงฆ์มีการรวมศูนย์และอยู่ในมือของคนเพียง 20 คน แต่การที่จะขึ้นไปสู่จุดนั้นได้ต้องเป็นลำดับอาวุโสดูกันที่สมณศักดิ์ เหมือนกับวงการเครื่องแบบที่วัดกันที่ยศ ตำแหน่ง เมื่อพระอยากได้สมณศักดิ์ ก็มีเรื่องของเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง ต้องมีเครือข่ายที่เป็นพระในสังกัดของตัวเอง ซึ่งบรรดาพระก็รู้กันเองว่าใครสังกัดใคร”
แหล่งข่าวระบุว่า การที่คณะสงฆ์ฝ่ายปกครอง ลุกขึ้นมาจัดระเบียบวงการพระสงฆ์ครั้งใหญ่ ก็เพราะรู้แล้วว่าฝ่ายอาณาจักรซึ่งหมายถึงรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เอาจริงหลังมีคำสั่งย้าย พ.ต.ท.พงศ์พร กลับมานั่งเป็น ผอ.พศ. อีกครั้ง ทั้งที่รู้ว่า มส. ไม่ปลื้ม โดยคณะสงฆ์ฝ่ายปกครอง ทั้งคณะใหญ่หนกลาง-เหนือ-ใต้ และคณะธรรมยุติ มีการออกคำสั่งให้พระสังฆาธิการตรวจสอบพฤติกรรมและลงโทษภิกษุสามเณรในปกครองให้มีพฤติกรรมที่เหมาะสมไม่ให้ละเมิดกฎหมายบ้านเมือง, การวิพากษ์วิจารณ์ หรือแสดงตนกระทบต่อความมั่นคงของสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์และความสงบสุขของประชาชน, การใช้สื่อออนไลน์, การเคร่งครัดในพระธรรมวินัย รวมไปถึงให้สอดส่องดูแลการโฆษณา การจัดสร้างพระบูชาวัตถุมงคลและเทวรูปต่าง ๆ หลังจากมีการแสวงหาผลประโยชน์และอ้างอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์
ผลของคำสั่งคณะสงฆ์ที่ออกมาครั้งนี้ส่งผลกระทบโดยตรงกับบรรดาพระสงฆ์ต่าง ๆ ที่ตั้งตัวเป็นเกจิอาจารย์ และบรรดาฆราวาสที่เข้ามาหาผลประโยชน์กับวัด เพื่อปลุกเสกวัตถุมงคล เครื่องรางของขลังต้องกระเทือนตาม ๆ กัน โดยเฉพาะเจ้าคุณธงชัย หรือพระพรหมมังคลาจารย์ (ธงชัย ธมฺมธโช) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร กรุงเทพฯ ที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกจาก “ผ้ายันต์เลสเตอร์”
นอกจากนี้ยังมีการปลุกเสกสีผึ้งพระนารายณ์ทรงครุฑ, เหรียญพระรัตนตรัยมหายน, เหรียญหลวงปู่ทวด รวมไปถึงเหรียญนารายณ์ทรงครุฑประทับราหู ซึ่งเป็นการโฆษณาว่าเป็นเหรียญเสริมดวง เสริมบุญบารมี และเป็นที่ต้องการของข้าราชการในเครื่องแบบและประชาชนทั่วไป
ขณะเดียวกันตั้งแต่มีคำสั่งของคณะสงฆ์ฝ่ายปกครองออกมานั้น ปรากฏว่าเจ้าคุณธงชัย หายตัวไปไม่มีใครสามารถติดต่อได้นอกจากมีข่าวออกมาจากคนใกล้ชิดว่า เจ้าคุณธงชัยไปปฏิบัติธรรมก่อนที่คณะสงฆ์จะมีการออกคำสั่งดังกล่าวและมีความประสงค์ที่จะวางมือ เพื่อปลีกวิเวกทางธรรมเท่านั้น
ด้านแหล่งข่าววงการสงฆ์ บอกว่า การที่เจ้าคุณธงชัยปลีกวิเวกนั้น ถือเป็นทางออกที่ดีที่สุด เพราะสิ่งที่เจ้าคุณธงชัยกระทำนั้นเป็นการฝ่าฝืนหลักของพระธรรมวินัย ซึ่งท่านก็รู้แล้วว่าฝ่ายอาณาจักรต้องการจะปราบปรามเรื่องนี้จริงจังเพราะเชื่อว่าเป็นการเข้ามาหาประโยชน์จากวัดและยังเป็นการมอมเมาประชาชนที่ศรัทธาพุทธศาสนา และหากท่านเจ้าคุณธงชัย เลือกที่จะอยู่ที่วัดไตรมิตร และดำเนินการแค่ปลดป้าย ยุติการทำยันต์หรือวัตถุมงคล ก็จะเกิดปัญหาใหญ่ตามมา เพราะเรื่องนี้เป็นประเด็นที่สาธารณชนให้ความสนใจ
“ถ้าท่านยังปรากฏตัวอยู่มันเสี่ยงและหมิ่นเหม่ที่จะลุกลาม เพราะจะต้องตอบสารพัดคำถาม ที่ทำให้เกิดช่องโหว่ให้ทางราชการเข้ามาตรวจสอบ และถ้าสอบสวนก็จะก้าวลึกลงไป อาจเกี่ยวพันไปจนถึงเรื่องกฎหมายฟอกเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ที่เสี่ยงที่สุดอาจโดนถอดสมณศักดิ์ก็เป็นได้”
ส่วนการเลือกที่จะหายตัวไปสักระยะหนึ่งเพื่อให้เรื่องต่าง ๆ เงียบและจางหายไปจากความสนใจของสาธารณชน และวัดก็ปลดป้ายโฆษณาวัตถุมงคลต่าง ๆ ลง พร้อมให้คนใกล้ชิดเป็นตัวแทนประกาศวางมือในเรื่องของการปลุกเสกเครื่องรางก็น่าจะเหมาะสมที่สุดสำหรับเจ้าคุณธงชัย ซึ่งเป็นพระชั้นผู้ใหญ่แล้ว
แหล่งข่าวบอกอีกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับวงการสงฆ์และบรรดาพระผู้ใหญ่หวั่นเกรงที่สุด ก็คือการถูกถอดสมณศักดิ์ เพราะสมณศักดิ์เป็นสิ่งที่ทำให้คณะสงฆ์ได้รับการยอมรับจากพระสงฆ์ด้วยกันเองและจากประชาชน ซึ่งพระสงฆ์ที่ยังคงมีกิเลสก็จะแสวงหาสมณศักดิ์ ด้วยการวิ่งเต้นหรือแก่งแย่งสมณศักดิ์และผู้ที่เกี่ยวข้องกับสมณศักดิ์ก็ได้ใช้เรื่องสมณศักดิ์เป็นช่องทางในการหาผลประโยชน์จากการขอสมณศักดิ์ด้วย
“ทุจริตเงินทอนวัดก็เป็นวิธีการหาเงินแบบหนึ่งที่พระผู้ใหญ่ใช้เป็นช่องทาง หรือบรรดาพุทธพาณิชย์ก็มีพระผู้ใหญ่เกี่ยวข้อง เรื่องนี้เมื่อมีการตรวจสอบกันจริง ๆ บรรดาพระผู้ใหญ่ก็ต้องหาวิธีล่องหนไปก่อนเพื่อให้ทุกอย่างเงียบ เพระหากไม่มีคดีอาญาติดตัว โอกาสถูกถอดสมณศักดิ์ก็จะน้อยตามไปด้วย”
ดังนั้นการล่องหนของเจ้าคุณธงชัย จึงส่งผลดีต่อการดำรงอยู่ของ “สมณศักดิ์” แต่ยังมีพระผู้ใหญ่อีกหลายรูปที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะ 4 รูปที่เกี่ยวพันกับคดีทุจริตเงินทองวัด ยังคงเป็นที่จับตาของพระสงฆ์ที่ยึดมั่นในพระธรรมวินัยว่ามีโอกาสถูกถอดสมณศักดิ์เป็นอย่างยิ่ง ประกอบด้วย พระราชรัตนมุนี (บุญเทียม มุสุ หรือบุญเทียม ญานินโท) เลขานุการสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าคณะใหญ่หนกลาง ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการามวรวิหาร, พระเทพเสนาบดี (ประเทือง อาภาธโร) เจ้าอาวาสวัดกวิศวราราม เจ้าคณะจังหวัดลพบุรี รองประธานกรรมการขับเคลื่อนโครงการหมู่บ้านศีลห้า, พระครูวิสุทธิวัฒนกิจ (อุดม สุระกาพย์) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชสิทธารามฯ และพระครูกิตติพัชรคุณ เจ้าอาวาสวัดลาดแค อำเภอชนแดน และเจ้าคณะอำเภอชนแดน จ.เพชรบูรณ์
รวมไปถึง พระราชรัชมุนี เจ้าอาวาสวัดสวนดอก ในฐานะเจ้าคณะอำเภอเมือง จ.เชียงใหม่ สัญชาติเมียนมาร์ ที่ปลอมแปลงเอกสารไปสวมสิทธิบัตรประชาชนของผู้ตายที่เสียชีวิตไปตั้งแต่ปี 2538 ซึ่งขณะนี้ทางกระทรวงมหาดไทย ได้สั่งเพิกถอนบัตรประชาชนเจ้าอาวาสวัดสวนดอกแล้ว และสั่งการให้ทางอำเภอดำเนินคดีต่อไป ซึ่งวันนี้พระราชรัชมุนี ก็ล่องหนหายไปแล้ว
อย่างไรก็ดี สมณศักดิ์ เป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่สำหรับพระสงฆ์ หากพระสงฆ์ที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบก็จะไม่ติดยึด แต่ถ้าหากพระสงฆ์รูปใดทำใจไม่ได้หากถูกถอดสมณศักดิ์ ก็อาจจะเกิดเรื่องที่ไม่คาดฝันและโศกเศร้าเหมือนอย่างที่เคยเกิดขึ้นกับพระพรหมสุธี (เจ้าคุณเสนาะ) อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร และกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) ด้วยการทำอัตวินิบาตกรรม ได้เช่นกัน!


