xs
xsm
sm
md
lg

ไล่เช็กบิล “เจ๊แดง-โอ๊ค” “2 ชินวัตร” เสี่ยงตามรอย “ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์”?

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


คดีความยังตามติดตระกูลชิน ส.ส.ประชาธิปัตย์เตรียมยื่นหนังสื่อจี้ดีเอสไอสรุปฟ้องโอ๊ค ในคดีฟอกเงินจากการปล่อยกู้ของธนาคารกรุงไทย ให้กลุ่มบริษัท กฤษดามหานคร ชี้ “โอ๊ค-พานทองแท้” ถ้ามีการส่งฟ้องและศาลฯตัดสินมีความผิด อาจถูกยึดทรัพย์และมีโทษจำคุกสูงสุดถึง 20 ปี ขณะเดียวกันแนะฝ่ายยุติธรรมกล่อม “บุญทรง” ซัดทอด “เจ๊ ด.” หากผิดจริง ตัวการใหญ่ต้องรับโทษไม่น้อยกว่าบุญทรง จับตา “เจ๊แดง-โอ๊ค” จะเป็น 2 คนในตระกูลชินวัตรที่ต้องเดินตามรอย “ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์” หรือไม่?

เป็นที่จับตาไม่น้อยกับอนาคตของ “ตระกูลชินวัตร” ที่สมาชิกในตระกูลมีชื่อเข้าไปพัวพันกับการทุจริตสารพัดโครงการ หลังจาก “น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี กลายเป็นผู้ต้องหาหนีคดีเช่นเดียวกับ “ทักษิณ ชินวัตร” พี่ชาย ก็ยังมีคำถามถึงทายาทตระกูลชินอีก 2 คนที่มีชื่อโยงใยว่าอาจจะเกี่ยวข้องกับการทุจริตเช่นกัน อย่าง “โอ๊ค-พานทองแท้ ชินวัตร” ลูกชายคนเดียวของทักษิณ และ “เจ๊แดง-เยาวภา วงศ์สวัสดิ์” น้องสาวผู้ทรงอิทธิพลในพรรคเพื่อไทย ซึ่งแม้จะไม่ได้มีตำแหน่งรัฐมนตรี แต่ก็มักมีข่าวลือว่าอยู่เบื้องหลังในหลาย ๆ โครงการที่มีปัญหา


สำหรับ “พานทองแท้” ดูจะน่าหนักใจตรงที่มีคดีพัวพันอยู่หลายคดีทั้งที่ศาลยกฟ้องไปแล้ว อย่างคดีภาษีหุ้นชิน และคดีที่ยังไม่มีข้อสรุป ซึ่งคดีที่ถูกจับตาของสังคมหนีไม่พ้นคดีฟอกเงินจากการปล่อยกู้ของธนาคารกรุงไทย ให้แก่กลุ่มบริษัท กฤษดามหานคร และว่ากันว่ามีพยานหลักฐานที่พาดพิงไปถึงความไม่ชอบมาพากลในการปล่อยกู้ครั้งนี้ เพราะนอกจากกลุ่มบริษัท กฤษดามหานคร ที่ธนาคารกรุงไทยปล่อยกู้จะมีปัญหาขาดทุนและมีปัญหาในการหารายได้ซึ่งย่อมส่งผลต่อการชำระหนี้แล้ว ยังมีการนำเงินกู้ที่ได้ไปผ่องถ่ายให้แก่คนใกล้ชิดของนายทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ซึ่งพยานระบุว่าเป็นผู้สั่งการให้ธนาคารกรุงไทยปล่อยกู้ 

ที่สำคัญนายพานทองแท้ ยังถูกพาดพิงว่าได้รับการโอนเงินจากกลุ่มบริษัท กฤษดามหานคร ด้วย ซึ่งตรงนี้เป็นหลักฐานที่อาจชี้ชัดว่านายพานทองแท้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินในครั้งนี้ และการที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ยังไม่สรุปว่าจะฟ้องนายพานทองแท้ในคดีฟอกเงินจากการปล่อยกู้ของธนาคารกรุงไทยฯหรือไม่ จึงเท่ากับว่านายพานทองแท้จะเป็นหนึ่งในสมาชิกตระกูลชินที่มีความเสี่ยงมีคดีติดตัวได้เช่นกัน

ประเด็นที่น่าติดตามมากที่สุดก็คือ คดีฟอกเงินไม่มีอายุความ

ดังนั้นนายพานทองแท้ ย่อมจะมีอาการหนาว ๆ ร้อน ๆ ได้เช่นกัน เพราะล่าสุด นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า จากหลักฐานชัดเจนว่ากลุ่มบริษัท กฤษฎามหานคร ได้สั่งจ่ายเช็คให้นายพานทองแท้ 2 ใบ ซึ่งชี้ชัดว่าพานทองแท้มีส่วนในการฟอกเงิน ที่น่าแปลกใจคือดีเอสไอทำคดีนี้มาเกือบ 4 ปี แต่กลับไม่มีข้อสรุป

ดังนั้นในเร็ว ๆ นี้นายวัชระบอกว่าจะไปยื่นหนังสือถึงดีเอสไอเพื่อให้เร่งพิจารณาสรุปและดำเนินคดีกับนายพานทองแท้ เพราะหากชะล่าใจนายพานทองแท้อาจจะอาศัยจังหวะนี้หนีคดีไปอยู่ต่างประเทศเช่นเดียวกับนายทักษิณ และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็เป็นได้

อย่าคิดว่าพานทองแท้จะไม่หนี พ่อกับอายังหนีไปแล้ว เขาไม่ยอมให้ลูกชายติดคุกหรอก ผมสงสัยว่าที่ไม่สั่งฟ้องพานทองแท้เป็นเพราะมีการต่อรองอะไรกันหรือเปล่า ถ้าดีเอสไอไม่ทำเรื่องนี้ให้กระจ่างภายใน 30 วัน คุณไพสิฐ(วงศ์เมือง) ก็ควรลาออกจากตำแหน่งอธิบดีดีเอสไอ” นายวัชระกล่าว

ทั้งนี้หากมีการส่งฟ้องนายพานทองแท้และศาลตัดสินว่ามีความผิดในข้อหาร่วมกันฟอกเงิน จะต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-20 ปี อีกทั้งยังต้องถูกยึดทรัพย์ให้ตกเป็นของแผ่นดินอีกด้วย!

ขณะเดียวกันมีสัญญาณหนึ่งชี้ว่านายพานทองแท้ไม่น่าจะหลุดรอดจากคดีนี้ไปได้ง่าย ๆ ก็คือท่าทีของผู้ใหญ่ในดีเอสไอ ได้เกาะติดเรื่องนี้ชนิดที่เรียกว่ากัดไม่ปล่อย ล่าสุดมีรายงานข่าวว่ามีจดหมายร้องทุกข์ของ พ.ต.ท.สมบูรณ์ สาระสิทธิ์ อดีตรองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ซึ่งรับหน้าที่เป็นประธานคณะพนักงานสอบสวนคดีฟอกเงินจากการปล่อยกู้ของธนาคารกรุงไทยฯ ที่เขียนไว้เมื่อ 29 พ.ย. 2559 ถึงประธานคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม เพื่อร้องทุกข์ต่อกรณีถูกสั่งย้ายออกจากตำแหน่งไปสังกัดสำนักงานสำนักนายกรัฐมนตรีเมื่อเดือน พ.ย. 2559 ว่าไม่เป็นไปตามขั้นตอน เร่งรีบผิดปกติ รวมทั้งคำสั่งไม่มีเหตุผลอันสมควรรองรับ ซึ่ง พ.ต.ท.สมบูรณ์เชื่อว่าคำสั่งย้ายดังกล่าวสืบเนื่องมาจากสาเหตุที่เขาไม่แจ้งข้อกล่าวหานายพานทองแท้ ชินวัตร เพราะเห็นว่าไม่มีหลักฐานเพียงพอ เพราะก่อนหน้าที่เขาจะถูกสั่งย้ายได้ถูกผู้ใหญ่เรียกไปพูดคุยเพื่อกดดันให้ดำเนินการในเรื่องนี้

ดังนั้นอาจเป็นไปได้ว่าจากนี้ไป ดีเอสไอจะต้องเสาะหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อให้มีน้ำหนักเพียงพอที่จะสั่งฟ้องนายพานทองแท้ให้ได้ในที่สุด ก็ย่อมเกิดขึ้นได้?

ส่วน “เจ๊แดง-เยาวภา วงศ์สวัสดิ์” นั้น แม้จะไม่มีคดีความติดตัว แต่กลับเป็นบุคคลที่มีข้อครหาหรือข่าวลือว่ามีส่วนพัวพันในการทุจริตหลายครั้งหลายครา โดยเฉพาะโครงการรับจำนำข้าวและการขายข้าวแบบจีทูจี ที่หลายฝ่ายต้องการขุดคุ้ยว่าเธออยู่เบื้องหลังคดีนี้ใช่หรือไม่? โดยเฉพาะจากข้อความ “กูพูดไม่ได้” ที่นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ ได้เขียนไว้ หลังจากที่ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์” อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ถูกศาลพิพากษาจำคุก 42 ปี อีกทั้งเป็นที่รู้กันทั่วไปว่า “บุญทรง เตริยาภิรมย์” เป็นเด็กในสังกัดก๊วนวังบัวบาน ของนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์

อย่างไรก็ดีในโครงการรับจำนำข้าว ก็ยังมีข่าวลือกันอยู่บ่อย ๆ ว่า ใครอยากได้ข้าวในโครงการรับจำนำในราคาถูกตันละ 5,000 บาทไปขายแพง ๆ ตันละหมื่นกว่า ต้องติดต่อผ่านคนของ “เจ๊ ด.” และยังมีโครงการที่มีชื่อ “เจ๊แดง” ถูกดึงเข้าไปพัวพันกับการทุจริต ถึงขั้นที่โครงการถูกหยิบยกขึ้นมาอภิปรายไม่ไว้วางใจก็คือโครงการฟื้นฟูน้ำท่วม 1.2 แสนล้าน ที่ถูกระบุว่ามีการทุจริตขุดลอกแหล่งน้ำไม่ต่ำกว่า 3-4 หมื่นล้าน ซึ่งสังคมตั้งข้อสังเกตว่าเจ๊แดงที่ว่าอาจจะเป็นคนเดียวกับเจ๊แดง-เยาวภา ก็เป็นได้หรือไม่?

นอกจากนี้แม้คดีทุจริตในการขายข้าวแบบจีทูจีนั้นนางเยาวภาจะไม่ตกเป็นผู้ต้องหาในคดี แต่ว่ากันว่าหากผู้ต้องหารายใดรายหนึ่งให้การซัดทอดเชื่อมโยงเพื่อแลกกับการลดโทษ ก็อาจทำให้เธอตกที่นั่งลำบากได้เช่นกัน

เรื่องนี้ นายวิรัตน์ กัลยาศิริ ทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ บอกว่า หากต้องการให้ตัวการใหญ่ในการทุจริตโครงการรับจำนำข้าวและขายข้าวแบบจีทูจีได้รับโทษก็ต้องทำให้นายบุญทรงเปิดปากว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังคือใคร โดยเจ้าหน้าที่ต้องให้หลักประกันในความปลอดภัยของนายบุญทรงและครอบครัวด้วย ซึ่งในขั้นของการอุทธรณ์หากนายบุญทรงหรือผู้ต้องหาคนอื่นๆ ให้การซัดทอดถึงบุคคลที่อยู่เบื้องหลังการทุจริตในครั้งนี้ โดยข้อมูลต้องเป็นไปตามหลักของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ว่าผู้บงการเป็นใคร สั่งการอย่างไรบ้าง สั่งโดยวาจา หรือมีลายลักษณ์อักษร สั่งให้ทำอะไร ได้เงินมาโดยวิธีใด เงินที่ได้ส่งต่อไปให้ใคร การกระทำต่าง ๆ ดังกล่าวเกิดขึ้นที่ไหน เมื่อไหร่ เมื่อศาลพิจารณาเห็นว่านายบุญทรงหรือผู้ต้องหาคนอื่น ๆ ให้การที่เป็นประโยชน์ ช่วยเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการทุจริตเชิงนโยบายที่สร้างความเสียหายต่อบ้านเมือง ช่วยให้ศาลรู้ว่าเงินจากการทุจริตจำนวนมหาศาลอยู่ในมือใคร ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการติดตามยึดคืนกลับมาเป็นของแผ่นดิน ศาลก็มีเหตุที่จะพิจารณาลดหย่อนโทษให้เบาบางลง จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจก็จะไปสืบหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติม เพื่อให้ได้พยานหลักฐานที่หนักแน่น ซึ่งจะนำไปสู่การดำเนินคดีกับตัวการใหญ่
นายวิรัตน์ กัลยาศิริ
หากศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าผู้ที่ถูกระบุว่าเป็นผู้บงการมีความผิด โทษที่ได้รับก็จะมีอยู่ 2 ส่วน คือโทษทางอาญาและโทษทางแพ่ง โทษทางอาญาจะต้องถูกจำคุก และเมื่อผู้ต้องหาเป็นผู้บงการ โทษที่ได้รับก็ไม่น่าจะน้อยกว่านายบุญทรงที่ศาลตัดสินจำคุก 42 ปี หรืออาจมากกว่านั้น ส่วนโทษทางแพ่งจะต้องถูกเรียกคืนทรัพย์เพื่อชดใช้ความเสียหาย แต่จะเป็นจำนวนเท่าใดนั้นก็ขึ้นอยู่กับว่าผลประโยชน์ที่ผู้บงการได้รับจากการทุจริตมีมากน้อยเพียงใด” นายวิรัตน์ระบุ

ด้าน นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นผู้ขุดคุ้ยและเปิดโปงคดีจำนำข้าว จนสามารถนำผู้กระทำผิดมาลงโทษได้ ระบุว่า โทษที่ตัวการใหญ่ในคดีดังกล่าวจะได้รับจะมากน้อยเพียงใดก็ขึ้นอยู่กับข้อมูลที่นายบุญทรงให้การกับศาล

ที่ผ่านมาไม่มีหลักฐานที่จะเอาผิดคนสั่งการ เพราะเขาสั่งด้วยวาจา ตอนนี้ก็อยู่ที่คุณบุญทรงแล้วว่าจะใช้โอกาสนี้ชดใช้ความผิดที่ทำมาหรือไม่

ขณะที่ นายวิชา มหาคุณ อดีตกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เจ้าของสำนวนระบายข้าวแบบจีทูจี ระบุว่า คดีนี้น่าจะมีผู้บงการอยู่เบื้องหลัง ซึ่งช่องทางหนึ่งที่จะสาวถึงตัวบุคคลดังกล่าวได้ก็คือการสืบหาข้อเท็จจริงของ ป.ป.ช. ชุดปัจจุบัน ซึ่งดำเนินการติดตามตรวจสอบเรื่องนี้อยู่ โดยมี น.ส.สุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช. เป็นหัวหน้าคณะในการตรวจสอบคดีนี้

นับจากนี้คงต้องจับตาดูว่านอกจาก “ทักษิณ” และ “ยิ่งลักษณ์” แล้วใครจะเป็นนักโทษหนีคดีคนต่อไปใน ตระกูล “ชินวัตร” ?

กำลังโหลดความคิดเห็น...