xs
xsm
sm
md
lg

ปฏิรูปตำรวจยุค “บิ๊กตู่” ชงยุบ สตช.-ยกเลิกยศ!

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


คณะกรรมการปฏิรูปฯ เร่งขับเคลื่อน 3 ประเด็นปัญหาของแวดวงสีกากี ทั้งการซื้อ-ขายตำแหน่ง ความจำเป็นในการโอนย้ายหน่วยงานสอบสวน ตลอดจนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไปสังกัดกระทรวงยุติธรรม ด้าน พล.ต.อ.ประทิน สันติประภพ เสนอยุบ สตช.-ยกเลิกยศตำรวจ ถึงจะได้ผล พร้อมชี้ให้เห็นการซื้อขายตำแหน่งเกิดขึ้นมาได้อย่างไร และเสนอให้ตำรวจขึ้นตรงต่อผู้ว่าราชการจังหวัด ขณะที่ “วิทยา แก้วภราดัย” เชื่อปฏิรูปครั้งนี้สำเร็จแน่

ประเด็นร้อนที่กำลังเป็นที่จับตามองอยู่ในขณะนี้คงไม่มีประเด็นไหนน่าสนใจไปกว่า “การปฏิรูปตำรวจ” ภายใต้การบริหารงานของรัฐบาล คสช. ที่กุมอำนาจแบบเบ็ดเสร็จ โดยล่าสุดคณะรัฐมนตรีได้มีมติแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ ด้านยุติธรรม จำนวน 36 คน โดยมี พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธาน ซึ่งก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการปฏิรูปตำรวจภายใต้เงากองทัพ
พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด
อย่างไรก็ดี ถ้าพิจารณาเฉพาะในช่วงการบริหารของ “รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์” จะพบว่าก่อนหน้าที่คณะรัฐมนตรีจะมีมติแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ ด้านยุติธรรม ที่มี พล.อ.บุญสร้าง เป็นประธานนั้น ได้มีการศึกษาแนวทางในการปฏิรูปตำรวจอยู่อย่างน้อย 3 แนวทาง จากคณะทำงาน 3 คณะ ได้แก่

คณะที่ 1 คณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปตำรวจ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ซึ่งมี พล.ต.ท.รุ่งโรจน์ แสงคร้าม รักษาราชการแทน รอง ผบ.ตร. เป็นประธาน โดยคณะกรรมการชุดนี้ มีข้อสรุปในการทำงานเสนอต่อรัฐบาลใน 6 ด้าน ประกอบด้วย 1. การถ่ายโอนภารกิจ 2. การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ 3. การปรับปรุงค่าตอบแทนสวัสดิการ 4. เส้นทางการเจริญเติบโต 5. การปฏิรูปงานสอบสวนและการบังคับใช้กฎหมาย 6. การนำเทคโนโลยีมาใช้ ซึ่งเชื่อว่ารัฐบาลจะนำข้อมูลดังกล่าวไปประกอบในการปฏิรูปตำรวจต่อไป

คณะที่ 2 คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อศึกษาแผนการปฏิรูปกิจการตำรวจ ในคณะกรรมการประสานงานระหว่างสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่มี พล.ต.ท.บุญเรือง ผลพานิชย์ เป็นประธานคณะอนุกรรมการฯ โดยคณะอนุกรรมการฯ ได้มีข้อเสนอ 4 ประการ คือ 1. ให้มีการโอนย้าย สตช.ไปอยู่ในสังกัดกระทรวงยุติธรรม เพื่อบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมทางอาญา มารวมอยู่ภายใต้รัฐมนตรีคนเดียวกัน และให้การบริหารจัดการกระบวนการยุติธรรมทางอาญาสอดคล้องเป็นระบบเดียวกัน ทั้งตำรวจ อัยการ ศาล จะได้ประสานงานอย่างใกล้ชิด
พล.ต.ท.บุญเรือง ผลพานิชย์
2. กำหนดเกณฑ์การแต่งตั้ง ผบ.ตร.ว่าจะต้องเป็นผู้ที่ผ่านงานสอบสวนอย่างน้อย 2 ปี และร่วมรับผิดชอบสำนวนสอบสวนไม่น้อยกว่า 70 คดี 3. เสนอขึ้นเงินเดือนให้เจ้าหน้าที่ตำรวจให้พอเพียงต่อการดำรงชีพและเพื่อแก้ปัญหาการรีดไถ โดยตำรวจชั้นประทวนควรมีเงินเดือนเริ่มต้นที่ 13,773 บาท จากเดิม 10,760 บาท ส่วนชั้นสัญญาบัตรควรมีเงินเดือนเริ่มต้นที่ประมาณ 26,605 บาท จากเดิม 15,290 บาท อีกทั้งควรมีอัตราเงินเพิ่มเติมแก่ข้าราชการตำรวจสายงานป้องกันและปราบปรามสายงานจราจร รวมถึงสายงานสืบสวนที่มีความเสี่ยงในการปฏิบัติงานสูงกว่าตำรวจสามัญ และ 4. โอนระบบรักษาความปลอดภัย (ซีซีทีวี) จากทุกหน่วยงานมาอยู่ในการดูแลรับผิดชอบของตำรวจ

นอกจากนั้นยังมีอีกคณะคือ คณะกรรมการพัฒนาการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ (กพยช.) ที่มีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ซึ่งได้จัดทำข้อเสนอการปฏิรูปกิจการตำรวจตามรายงานผลการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการปฏิรูปกิจการตำรวจที่มี นายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานฯ โดยคณะอนุกรรมการฯได้กำหนดกรอบการปฏิรูปกิจการตำรวจไว้ใน 5 ด้าน คือ 1. การพัฒนาระบบการสอบสวน 2. การพัฒนาระบบงานนิติวิทยาศาสตร์ 3. การพัฒนาอำนาจหน้าที่และภารกิจของตำรวจ 4. การพัฒนาระบบการบริหารงานบุคคล และ 5. การพัฒนาระบบค่าตอบแทน

ทั้งนี้ จากข้อเสนอของทั้ง 3 คณะนั้น ข้อเสนอที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดก็คือข้อเสนอของคณะอนุกรรมการฯ ชุด พล.ต.ท.บุญเรือง โดยเฉพาะประเด็นการโอนย้ายสำนักงานตำรวจแห่งชาติไปอยู่ภายใต้สังกัดกระทรวงยุติธรรม เนื่องจากเกรงว่าจะทำให้ สตช.ถูกการเมืองแทรกแซงเหมือนสมัยที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงมหาดไทย อีกทั้งการขึ้นเงินเดือนให้ข้าราชการตำรวจก็ดูจะไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาการรีดไถที่ตรงจุดนัก

ท้ายที่สุดแล้วเมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปด้านยุติธรรม ที่มี พล.อ.บุญสร้าง เป็นประธาน เพื่อทำหน้าที่ขับเคลื่อนการปฏิรูปตำรวจ บทสรุปทุกอย่างก็ต้องขึ้นอยู่กับคณะกรรมการชุดนี้ โดยจากการประชุมล่าสุดระบุว่ามีประเด็นหลัก ๆ ที่คณะกรรมการของ พล.อ.บุญสร้าง ให้ความสนใจและเร่งดำเนินการ 3 ประเด็น ได้แก่ 1. การแก้ไขปัญหาการซื้อขายตำแหน่งที่เกิดขึ้นในการแต่งตั้งโยกย้ายทุกครั้ง ซึ่ง พล.อ.บุญสร้าง ถึงขั้นฟันธงว่าการแต่งตั้งโยกย้ายจะต้องทำให้เสร็จภายในสิ้นปีนี้ และการซื้อขายตำแหน่งจะต้องหมดไป 2. ประเด็นที่ว่า สตช.ควรโอนย้ายไปอยู่ภายใต้สังกัดหน่วยงานใดหรือไม่ เนื่องจากปัจจุบันพบว่าการที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี โดยไม่อยู่ภายใต้สังกัดหน่วยงานใดนั้นก็ยังมีปัญหาในการบริหารงานไม่ต่างจากที่ผ่านมา และ 3. งานด้านการสอบสวนควรอยู่ภายใต้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือโอนย้ายไปอยู่กับกระทรวงยุติธรรม เพื่อถ่วงดุลในการทำงาน

ทั้งนี้ในการดำเนินการปฏิรูปข้าราชการตำรวจนั้น คณะกรรมการของ พล.อ.บุญสร้าง จะนำผลการศึกษาและข้อเสนอของคณะกรรมการทุกชุด ไม่ว่าจะเป็น คณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปตำรวจ ของ สตช., คณะอนุกรรมการฯ ของ พล.ต.ท.บุญเรือง, คณะกรรมการพัฒนาการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ ที่มีนายวิษณุ เป็นประธาน รวมถึงผลการศึกษาของผู้ทรงคุณวุฒิท่านอื่น ๆ เช่น พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร อดีตรองอธิบดีกรมตำรวจ, ดร.คณิต ณ นคร อดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายและอดีตอัยการสูงสุด มาพิจารณาเพื่อเปรียบเทียบข้อดี ข้อด้อย และเลือกแนวทางที่ดีที่สุด

ส่วนประเด็นที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าการที่ประธานคณะกรรมการปฏิรูป ด้านยุติธรรม เป็นนายทหาร อาจจะเป็นความพยายามของกองทัพที่จะเข้ามาแทรกแซงการบริหารงานของตำรวจนั้น หากพิจารณาจากข้อกฎหมายจะพบว่าเรื่องนี้เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ

โดย รัฐธรรมนูญมาตรา 260 ระบุว่า... “ในการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายตามมาตรา 285 ง. ด้านกระบวนการยุติธรรม ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้ง ประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมีความรู้ความซื่อสัตย์สุจริตและเที่ยงธรรมเป็นที่ประจักษ์ และไม่เคยเป็นข้าราชการตำรวจมาก่อน เป็นประธาน

ดังนั้น จึงถือว่าการแต่งตั้งในลักษณะนี้ชอบด้วยกฎหมายและไม่ขัดต่อหลักธรรมาภิบาลแต่อย่างใด

ขณะเดียวกันหลายฝ่ายอาจเกรงว่าการปฏิรูปตำรวจ ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการปฏิรูปฯ ที่มีประธานเป็นทหารอาจไม่ได้รับการยอมรับจากบรรดาสีกากีนั้น จากการตรวจสอบพบว่านายตำรวจส่วนใหญ่ไม่มีปัญหาอะไรเพราะมองว่าในสถานการณ์บ้านเมืองเช่นนี้คงทำอะไรไม่ได้ และคณะกรรมการปฏิรูปชุดนี้ก็มีตำรวจชั้นผู้ใหญ่จำนวนไม่น้อยร่วมเป็นกรรมการด้วย กฎระเบียบต่าง ๆ ที่จะออกมาใหม่จึงไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจมากนัก อีกทั้งต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาตำรวจมีปัญหาด้านภาพลักษณ์อย่างหนัก ไม่ว่าเรื่องการใช้อำนาจโดยมิชอบ ไม่มีความเป็นธรรมในการบังคับใช้กฎหมาย ปัญหาการรีดไถ รับส่วย จับแพะ ตลอดจนการซื้อ-ขายตำแหน่งที่ตกเป็นข่าวครึกโครมในช่วงที่ผ่านมา ดังนั้นจึงจำเป็นต้องยอมรับการปฏิรูปองค์กร ไม่ว่าใครจะขึ้นมาเป็นหัวหน้าคณะในการปฏิรูปก็ตาม
พล.ต.อ.ประทิน สันติประภพ   อดีตอธิบดีกรมตำรวจ
มุมมองหนึ่งที่น่าสนใจไม่น้อยก็คือความเห็นของนายตำรวจน้ำดี อดีตอธิบดีกรมตำรวจ “พล.ต.อ.ประทิน สันติประภพ” ซึ่งมองว่าหากจะปฏิรูปตำรวจเพื่อแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่สะสมมานานจำเป็นต้องดำเนินการใน 5 ประเด็นหลัก

1. การจะแก้ปัญหาการซื้อ-ขายตำแหน่งของข้าราชการตำรวจได้ ต้องเปลี่ยนวิธีการพิจารณาในการแต่งตั้งโยกย้าย โดยให้พิจารณาจากลำดับอาวุโสเท่านั้น เพราะจะเห็นได้ว่าหลักการแต่งตั้งโยกย้ายในปัจจุบันที่พิจารณาจากลำดับอาวุโส 33% และจากความเหมาะสม 67% นั้น ในส่วนของ 67% นี่เองที่เป็นการเปิดช่องให้เกิดการซื้อ-ขายตำแหน่ง

2. ยกเลิกยศของเจ้าหน้าที่ตำรวจ    เนื่องจากเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตำรวจทำงานแบบเอาใจนายเพื่อให้ได้เลื่อนยศ

3. เพิ่มอัตรากำลังของเจ้าหน้าที่ตำรวจในแต่ละส่วนให้สอดคล้องกับภารกิจ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และแก้ปัญหาการเรียกรับเงินใต้โต๊ะในการทำงาน

4. ยุบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อแก้ไขปัญหาการใช้อำนาจแทรกแซงการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เนื่องจากปัจจุบันตำรวจแต่ละนายมีผู้บังคับบัญชาเยอะมาก ตั้งแต่ระดับสถานี ระดับภาค ไปจนถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงเป็นช่องทางให้ผู้ที่ต้องล้มคดีพยายามวิ่งเข้าหาผู้บังคับบัญชาระดับสูงซึ่งมีอำนาจสั่งการ โดยมีทั้งเข้าหานายตำรวจระดับสูงโดยตรงและวิ่งเต้นผ่านนักการเมืองที่มีอำนาจ ดังนั้นจึงควรให้ตำรวจขึ้นตรงกับผู้ว่าราชการจังหวัด โดยมีผู้บังคับการจังหวัดเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด ตำรวจจะทำงานเพื่อประชาชนในพื้นที่ ขณะที่ผู้ว่าราชการจังหวัดก็จะดูแลให้ตำรวจทำงานด้วยความซื่อตรงเพราะไม่เช่นนั้นผู้ว่าฯ ก็จะถูกเพ่งเล็งไปด้วย

5. สำหรับตำรวจที่ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ประจำสถานีตำรวจ เช่น กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง กองบัญชาการตำรวจสันติบาล กองบัญชาการศึกษา ก็ให้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักนายกรัฐมนตรี ส่วนตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่เฉพาะด้านก็ให้ไปสังกัดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เช่น ตำรวจนครบาลให้ขึ้นกับผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ตำรวจป่าไม้ให้อยู่ภายใต้สังกัดกรมป่าไม้
นายวิทยา แก้วภราดัย อดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)
ขณะที่ นายวิทยา แก้วภราดัย อดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ซึ่งติดตามตรวจสอบเรื่องการซื้อขายตำแหน่งของเจ้าหน้าที่ตำรวจมาอย่างต่อเนื่อง ได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับการปฏิรูปตำรวจว่า เชื่อว่าการทำงานของคณะกรรมการปฏิรูปฯ ชุด พล.อ.บุญสร้าง จะนำไปสู่การปฏิรูปตำรวจอย่างเป็นรูปธรรม และโดยส่วนตัวนั้นเห็นด้วยกับการโอนย้ายสำนักงานตำรวจแห่งชาติไปสังกัดกระทรวงยุติธรรม เพราะจะทำให้สามารถกำกับดูแลงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ผมเชื่อว่าคณะกรรมการชุดนี้จะสามารถทำให้การปฏิรูปตำรวจเกิดขึ้นได้จริง เพราะตอนนี้ก็มีการตั้งกรรมการและเริ่มประชุมกันไปแล้ว และเชื่อว่าจะไม่เกิดกระแสต่อต้านใด ๆ เพราะรัฐธรรมนูญระบุว่าการปฏิรูปต้องแล้วเสร็จภายใน 1 ปี นับแต่วันที่รัฐธรรมนูญประกาศใช้ คือ 6 เม.ย. 2560 ไม่เช่นนั้นจะมีปัญหาในการแต่งตั้งโยกย้าย เพราะถ้ายังปฏิรูปไม่เสร็จ การแต่งตั้งโยกย้ายจะต้องพิจารณาตามลำดับอาวุโสเท่านั้น หรือไม่ต้องเลื่อนการแต่งตั้งโยกย้ายออกไปจนกว่าจะปฏิรูปเสร็จ” นายวิทยากล่าว
งานเสวนา ตำรวจไทย มีไว้ทำอะไร ซึ่งจัดขึ้นโดย องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)วันที่ 26 มกราคม 2560
ท้ายที่สุดไม่ว่ารูปแบบการปฏิรูปตำรวจจะออกมาเป็นเช่นไร แต่การจะแก้ไขปัญหาในแวดวงสีกากีได้จริงหรือไม่นั้นน่าจะขึ้นอยู่กับทัศนคติและวัฒนธรรมองค์กรของตำรวจเป็นสำคัญ เพราะไม่ว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะขึ้นอยู่กับหน่วยงานใด จะมีการแยกหน่วยงานด้านการสอบสวนออกจาก สตช.หรือไม่ แต่หากวัฒนธรรม “หาเงินเลี้ยงนาย” ยังคงอยู่ ไม่ว่าจะปฏิรูปตำรวจอีกกี่ครั้งก็คงเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้

กำลังโหลดความคิดเห็น...