xs
xsm
sm
md
lg

รุมถล่ม ผอ.สำนักพุทธฯ มหาอภิชาติคืนชีพฟ้องหมิ่นฯ

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

ถล่ม’พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์’ เรื่องเงินทอนวัด โยนความผิดเป็นข้าราชการสำนักพุทธฯ ไม่ใช่พระ ธรรมกายยันสำนักพุทธฯ ไม่มีหน้าที่ตรวจสอบบัญชีวัด ส่วนเครือข่ายพระสังฆาธิการประกาศ จะไม่รับเงินอุดหนุน ด้านวัดพนัญเชิงใช้ทนายวัดปากน้ำปฏิเสธไม่เกี่ยวข้อง แถมพระมหาอภิชาติ กลับมาเปิดศึกศาสนาอื่นอีกครั้ง ฟ้อง ผอ.สำนักพุทธฯ หลังได้หนังสือเตือน

ผลสืบเนื่องจากการตรวจพบการทุจริตงบบูรณะวัด 12 แห่งที่มีการทอนเงินกันระหว่างอดีตผู้อำนวยการและข้าราชการปัจจุบันของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ รวมถึงคดีความที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ในวัดบางแห่ง หลังจากที่มีการผลักดันให้วัดทั่วประเทศจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายเพื่อการตรวจสอบ

นับเป็นอีกหนึ่งความพยายามที่จะสร้างความโปร่งใสให้กับวัดในพุทธศาสนา จากการที่วัดขนาดใหญ่บางแห่งถูกมองว่าเป็นแหล่งฟอกเงิน จากช่องว่างของกฎระเบียบที่มีอยู่

ส่งผลให้พระชั้นผู้ใหญ่ที่มีชื่อเสียงออกมาแสดงความคิดเห็นในเรื่องดังกล่าว

16 มิถุนายน 2560 พระเทพปฏิภาณวาที หรือ เจ้าคุณพิพิธ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ Voice TV ถึงเรื่องการทุจริตเงินบูรณะซ่อมแซมวัดจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในหนึ่งวัด สะท้อนระบบข้าราชการ ไม่ใช่มาโทษพระ

19 มิถุนายน 2560 สำนักสื่อสารองค์กรวัดพระธรรมกาย ได้ออกมาชี้แจงจากการให้สัมภาษณ์ของพันตำรวจโทพงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติคนใหม่ ที่มีการยกตัวอย่างวัดพระธรรมกายว่าทางการตรวจสอบบัญชีไม่ได้ โดยวัดพระธรรมกายชี้แจงว่า สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ไม่มีอำนาจหน้าที่ในการตรวจบัญชีวัดทั่วประเทศ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีในการคณะสงฆ์อยู่แล้ว และโดยปกติวัดพระธรรมกายส่งรายงานบัญชีรายรับรายจ่ายให้กับเจ้าคณะปกครองสงฆ์ เพื่อทราบเป็นประจำทุกปี

20 มิถุนายน 2560 องค์กรพระสังฆาธิการแห่งคณะสงฆ์ไทย ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 1/2560 เรื่องการทุจริตเงินอุดหนุนวัด ของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ระบุว่า แถลงการณ์มาเพื่อให้พุทธบริษัท และรัฐบาลได้ทราบว่า ตั้งแต่ปีงบประมาณนี้เป็นต้นไป พระสังฆาธิการ และวัดวาอารามทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ จะไม่รับเงินอุดหนุนใด ๆ ที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรีจัดสรรให้ และขอเจริญพรให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติดำเนินการเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา

25 มิถุนายน 2560 พระพรหมเมธี (จำนงค์ ธมฺมจารี) กรรมการและโฆษกมหาเถรสมาคม เสนอแนวทางในการแก้ปัญหาการทุจริตเงินงบประมาณบูรณะวัดว่า ทางสำนักงานพระพุทธศาสนาฯ ต้องรายงานให้ฝ่ายปกครองได้ทราบ ว่าจัดสรรงบอุดหนุนแก่วัดใด จำนวนเท่าไหร่ ทำบัญชีรายงานการใช้งบประมาณให้รัดกุม

27 มิถุนายน 2560 วัดพนัญเชิงวรวิหารได้ชี้แจงเรื่องเงินบูรณะวัดที่ได้รับในปี 2557-2558 มีเงินจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติโอนเข้ามารวม 20 ล้านบาท ทางวัดได้เพียง 7 ล้านบาท ที่เหลืออีก 13 ล้านบาท น.ส.ประนอม คงพิกุล ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการกองพุทธศาสนสถาน อ้างว่าจะนำไปให้วัดอื่นที่ยากจน

พระธรรมรัตนมงคล เจ้าอาวาส ได้มอบหมายอำนาจให้ผู้รับมอบอำนาจไปดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษต่อ น.ส.ประนอม ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตํารวจพระนครศรีอยุธยา ร้องเรียนต่อรองนายกรัฐมนตรี ร้องเรียนต่อรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร้องเรียนต่อผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เกี่ยวกับกรณีเงินที่ทางวัดได้แจ้งความไว้ จำนวน 13 ล้านบาทดังกล่าว

เจ้าอาวาสในฐานะส่วนตัวก็ขอยืนยันว่าไม่มีส่วนรู้เห็น และไม่มีผลประโยชน์ได้เสียกับเงินจำนวน 13 ล้านบาทดังกล่าว จึงขอยืนยันในความบริสุทธิ์เพื่อให้สื่อมวลชนรับทราบทั่วกัน

อนึ่งการแถลงของวัดพนัญเชิงฯ มีนายสมศักดิ์ โตรักษา ที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมายของวัดพนัญเชิงฯ ซึ่งเป็นที่ปรึกษากฎหมายของวัดปากน้ำเช่นกัน
แถลงการณ์วัดพระธรรมกายและองค์กรพระสังฆาธิการแห่งคณะสงฆ์ไทย
ถล่ม ผอ.สำนักพุทธฯ คนใหม่

“คนที่ติดตามข่าวสารด้านพุทธศาสนาก็พอจะทราบดีว่า พระรูปใดอยู่สายใครและเป้าหมายส่วนใหญ่คือพุ่งเป้าไปที่พันตำรวจโทพงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักพุทธฯ คนใหม่ ที่ได้รับการแต่งตั้งเข้ามาเมื่อ 25 กุมภาพันธ์ 2560 ที่เคยดูแลคดีรถเบนซ์ของวัดปากน้ำ ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษมาก่อน และเข้ามารับตำแหน่งในช่วงที่กำลังมีการดำเนินคดีกับวัดพระธรรมกาย จึงไม่แปลกใจที่ ผอ.สำนักพุทธฯ จะถูกกดดัน”

แหล่งข่าวในวงการพุทธศาสนากล่าวต่อไปว่า นั่นเป็นเพียงยุคของอดีต ผอ.สำนักพุทธฯ คนหนึ่งเท่านั้นและยังตรวจสอบไม่หมด อีกทั้งยังมียุคของอดีต ผอ.สำนักพุทธฯ อีกคน จะเห็นได้ว่าคำชี้แจงของวัดพระธรรมกายที่ระบุว่า สำนักพุทธฯ ไม่มีอำนาจหน้าที่ในการตรวจบัญชีวัดทั่วประเทศ และวัดธรรมกายเองมีการส่งรายงานบัญชีรายรับรายจ่ายให้กับเจ้าคณะปกครองสงฆ์อยู่แล้วทุกปี

หรือเครือข่ายพระสังฆาธิการแห่งคณะสงฆ์ไทย ที่ออกแถลงการณ์ไม่ขอรับเงินอุดหนุน ที่ผ่านมาก็อิงกับสายของธรรมกายมาโดยตลอด และเรื่องของสำนักพุทธฯ ก่อนหน้านั้น ส่วนใหญ่แล้วต้องสนองงานต่อมหาเถรสมาคม

และการข้ามห้วยเข้ามาของ พ.ต.ท.พงศ์พร ในสำนักพุทธฯ เพียงคนเดียวที่เหลือเป็นข้าราชการเดิมทั้งหมด นโยบายหรือหรือแนวทางต่าง ๆ ของ ผอ.สำนักพุทธฯ คนใหม่ที่ไปกระทบต่อวิถีปฏิบัติแบบเดิม ๆ ย่อมถูกสกัดกั้น จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเข้ามาแก้ปัญหาที่เคยมีในหน่วยงานแห่งนี้
พระมหาอภิชาติ ปุณฺณจนฺโท ออกคลิปตอบโต้
มหาอภิชาติกลับมาอีกครั้ง

ไม่เพียงแค่เรื่องทุจริตเงินทอนวัดเท่านั้น ผู้อำนวยการสำนักพุทธฯ คนปัจจุบันต้องเผชิญกับศึกอีกด้านหนึ่งคือการกลับมามีบทบาทอีกครั้งของพระมหาอภิชาติ ปุณฺณจนฺโท

10 มีนาคม 2560 พระมหาอภิชาติ ปุณฺณจนฺโท สังกัดวัดเบญจมบพิตร ออกมาตอบโต้สำนักข่าว Mtoday ที่นำเสนอข่าวว่า พบกลุ่มพระสงฆ์เกือบ 100 รูป เหมาตู้รถไฟฟรีขบวน 172 ต้นทางสุไหงโก-ลก ปลายทางสถานีกรุงเทพฯ เพื่อไปสมทบที่วัดพระธรรมกาย และมีผู้อ้างว่ามีพฤติกรรมไม่เหมาะสมขณะเดินทางบนขบวนรถไฟ โดยมีการสั่งอาหารจากตู้เสบียงรถไฟมาฉันในตอนกลางคืน และพบว่ามีการดื่มสุรา

พระมหาอภิชาติ ออกมาตอบโต้ผ่านคลิปความยาว 4.38 นาที ดุเดือดตามสไตล์ของพระมหาอภิชาติที่เคยออกมาแสดงความเห็นต่อสถานการณ์เหตุร้ายที่เกิดต่อพระสงฆ์ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ จนมหาเถรสมาคม รัฐบาล หน่วยงานความมั่นคง ได้เตือนให้ใช้ความระมัดระวังในการแสดงความคิดเห็น และได้ปิดเฟซบุ๊กไปเมื่อ 5 พฤศจิกายน 2558

15 มีนาคม 2560 พระมหาอภิชาติได้ออกคลิปอีกครั้ง ความยาว 19.17 นาที โดยระบุว่า กอ.รมน.เตรียมเข้าพบหลังจากที่ออกคลิปเมื่อ 10 มีนาคม พร้อมทั้งย้ำว่า หากยังบวชอยู่จะไม่หยุดแนวคิดที่มีอยู่เด็ดขาด

ไม่เพียงเท่านั้น 21 มีนาคม 2560 ออกมาตอกย้ำอีกครั้ง ความยาว 25.30 นาที กล่าวถึงภัยของพระพุทธศาสนาและปัญหาในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้

ฟ้อง ผอ.สำนักพุทธฯ

จากนั้นพันตำรวจโทพงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้ออกหนังสือถึงเจ้าอาวาสวัดเบญจมบพิตร เมื่อ 14 มิถุนายน 2560 ระบุว่าด้วยพระมหาอภิชาติ แพร่ภาพทางสื่อสังคมออนไลน์ที่อาจสร้างความแตกแยกในหมู่พี่น้องชาวไทยพุทธและชาวไทยมุสลิม จึงขอความอนุเคราะห์พระคุณท่านได้โปรดพิจารณาตามที่เห็นสมควร

พระมหาอภิชาติได้กล่าวถึงการที่ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติทำหนังสือแจ้งมายังเจ้าอาวาสวัดเบญจมบพิตรนั้น ทำให้ตนเองเสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกเกลียดชัง และยังทำให้ตนเองต้องถูกเจ้าอาวาสว่ากล่าวตักเตือน และสั่งให้ทำหนังสือรายงานเหตุการณ์ดังกล่าวอีกด้วย โดยที่ตนเองไม่ได้เป็นผู้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหาเลยแม้แต่น้อย

เป็นเหตุให้พระมหาอภิชาติเดินทางไปแจ้งความกับผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาฯ เมื่อ 17 มิถุนายน 2560 ที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอระโนด จังหวัดสงขลา ในข้อหาหมิ่นประมาท ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกเกลียดชัง จนกว่าคดีดังกล่าวจะถึงที่สุดตามกฎหมาย
ภาพถ่ายพระวีระธุ กับ ดร.บรรจบ บรรณรุจิและคณะ
ปลุกระดมหลังยุติค้นธรรมกาย

การเคลื่อนไหวอีกครั้งหนึ่งของพระมหาอภิชาติตรงกับวันที่มีการยุติปฏิบัติการค้นหาตัวพระธัมมชโยคือ 10 มีนาคม 2560 จากนั้นก็มีการเคลื่อนไหวต่ออีกหลายครั้ง จนนำมาสู่การแจ้งความดำเนินคดีกับผู้อำนวยการสำนักพุทธฯ ที่อำเภอระโนด ซึ่งเป็นพื้นที่ของเจ้าทุกข์

ขณะที่แนวร่วมที่เห็นไปในแนวทางเดียวกันกับพระมหาอภิชาติอย่างสมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทยของ ดร.บรรจบ บรรณรุจิ และนายกรณ์ มีดี เลขาธิการ ก็ยังคงปลุกกระแสเรื่องภัยของพุทธศาสนาอย่างต่อเนื่อง เป็นที่ทราบกันดีว่ากลุ่มนี้ชื่นชมแนวทางการต่อสู้ของพระวีระธุ จากพม่า ที่มีบทบาทสำคัญจนเกิดเหตุปะทะกันระหว่างชาวพุทธในพม่ากับชาวโรฮิงญา

เป็นที่น่าสังเกตว่ากลุ่มดังกล่าวยกประเด็นเรื่องของภัยพระพุทธศาสนา แต่ไม่เคยกล่าวถึงปัญหาภายในของศาสนาพุทธที่เกิดขึ้นกับประเทศไทย ไม่เคยเสนอแนะแนวทางใด ๆ ในเรื่องคำสอนที่ผิดไปจากหลักสำคัญของพุทธศาสนาของวัดพระธรรมกาย แม้จะมีเรื่องทุจริตเงินทอนวัดแต่ก็ถูกบิดเบือนว่าเป็นเรื่องของการใส่ร้ายพระ หรือกรณีที่พระประพฤติตัวไม่เหมาะสมก็เลือกที่จะเงียบ แต่กลับไปปลุกระดมและกล่าวหารัฐบาลว่าให้การสนับสนุนศาสนาอื่นมากกว่าศาสนาพุทธ

เขาพยายามใช้สูตรนี้มาตลอด เพื่อสร้างความหวาดกลัวด้วยการยกเรื่องศาสนาอื่นเข้ามา ด้านหนึ่งเพื่อเบี่ยงเบนเรื่องที่เป็นปัญหากับเครือข่าย อีกด้านเพื่อให้รัฐกลับมาหนุนพุทธศาสนาให้มากขึ้น นั่นหมายถึงความเข้มงวดต่าง ๆ ย่อมต้องคลายตัวลง