ส.ว.-เอ็นจีโอ ชี้ “ยิ่งลักษณ์” ตีสองหน้า ฉากหน้า ชูนโยบายพลังงานทดแทน “1 ชุมชน 1 เมกะวัตต์” แต่เบื้องหลังหนุนกลุ่มทุนสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ เตรียมนัดระดมพลต้าน เชื่ออันตรายต่อคุณภาพชีวิตชาวชุมชน ด้านสภาที่ปรึกษาฯ ระบุ ประเทศไทยเป็นแหล่งพลังงานทดแทนที่จะใช้แทนน้ำมันได้อย่างยั่งยืน
ไม่เพียงแต่ปัญหาอุบัติเหตุท่อน้ำมันรั่วของบริษัท ปตท.โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC ที่น้ำมันดิบได้รั่วจากท่อส่งน้ำมันกลางทะเล จังหวัดระยอง เมื่อวันที่ 27 ก.ค.ที่ผ่านมา จนทำให้เกิดความเสียหายกระจายไปทั่ว และเมื่อ ปตท.ไม่ได้ให้ข้อมูลที่ครบถ้วน และไม่มีมาตรการการจัดการน้ำมันที่ดีพอ ทำให้ปัญหายิ่งกลายเป็นเรื่องใหญ่กว่าเดิม แถมรัฐบาลต้องเอาเงินภาษีของประชาชนไปช่วยแก้ปัญหา ทำให้สาธารณชนตอนนี้มีการต่อต้าน ปตท.อย่างรุนแรง ซ้ำเติมจากความรู้สึกไม่พอใจการที่ ปตท.ดำเนินธุรกิจเอาเปรียบประชาชนไทยด้วยการขายน้ำมันราคาแพงให้ประชาชนมาโดยตลอดอยู่แล้ว
ขณะเดียวกันรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล ก็ยังแถลงข่าวว่าไม่อยากไปฟ้องบริษัท ปตท.เนื่องจากต้องใช้ระยะเวลานานถึง 3 ปี ทั้งๆ ที่ตัวเองเป็นภาครัฐที่ต้องเป็นตัวแทนภาคประชาชนในการเรียกร้องผลประโยชน์ส่วนรวมของประชาชนกลับมา
ธุรกิจ กับการเมือง เกี้ยเซียะกันจนลืมภาคประชาชน?
นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่อาจจะต้องหันกลับมามองว่า เรื่องของพลังงาน เราคิดผิดหรือไม่ที่เอาทรัพยากรทั้งหมดให้กับบริษัทใดบริษัทหนึ่งเป็นคนจัดการทรัพยากรที่มีค่าขนาดนี้ แถมยังผูกขาดเสียอีก ประกอบกับการคาดการณ์ว่าปริมาณน้ำมันของโลกจะหมดลงไปใน 30 ปีข้างหน้านี้แล้ว ถึงเวลาหรือยังที่รัฐบาลต้องสนับสนุนเรื่องของพลังงานทดแทน และกระจายอำนาจสู่ภาคประชาชนให้พึ่งตัวเองได้อย่างจริงจัง
เตรียมรับมือพลังงานขาดแคลน
โดยที่ผ่านมา รัฐบาลมีนโยบายโครงการ “หนึ่งชุมชน หนึ่งเมกะวัตต์” แต่ที่ผ่านมาก็ยังไม่เคยสนับสนุนอย่างจริงจัง ส่วนนี้สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เคยศึกษาและเสนอความเห็นต่อวุฒิสภา เรื่อง “หนึ่งชุมชนหนึ่งพลังงานทดแทน” ไว้แล้วว่า เมื่อปริมาณสำรองของโลก คาดว่าจะหมดไปใน 30 ปีข้างหน้า แต่อัตราการใช้พลังงานกลับมีสูงขึ้น เนื่องจากการเพิ่มของประชากร การเติบโตทางเศรษฐกิจ และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี จากข้อมูลของ IEA (International Energy Agency) พบว่าอัตราการเติบโตของการใช้พลังงานของโลกเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 1.8 ต่อปี และมีการคาดการณ์ว่าความต้องการใช้พลังงานของโลกจะสูงขึ้นอีกร้อยละ 53 ใน 25 ปีข้างหน้า และราคาน้ำมันดิบจากโรงกลั่นจะมีราคาสูงกว่า 100 เหรียญสหรัฐในไม่เกินปี ค.ศ. 2030
ส่วนความต้องการใช้พลังงานของประเทศไทยนั้น มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตลอดเวลา โดยความต้องการใช้พลังงานของไทยมีมูลค่าสูงถึงปีละ 1 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 11 ของ GDP ทั้งนี้การผลิตพลังงานในประเทศยังไม่สามารถตอบสนองความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นได้อย่างเพียงพอ การผลิตพลังงานในประเทศสามารถตอบสนองความต้องการใช้ในประเทศได้เพียงร้อยละ 50 เท่านั้น
ขณะที่สัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนของไทยยังมีการใช้แต่มากเพียงประมาณร้อยละ 7 ของความต้องการใช้พลังงานรวมเท่านั้น (ไม่รวมก๊าซธรรมชาติ) ทั้งๆ ที่ประเทศไทยมีแหล่งพลังงานทดแทนที่นำมาใช้ทดแทนพลังงานฟอสซิลได้เป็นจำนวนมาก ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม ไบโอดีเซล แก๊สโซฮอล์ และชีวมวล คืออย่างไรก็มีความจำเป็นที่ภาครัฐจะต้องสนับสนุนการผลิตพลังงานทดแทน
วันนี้จึงขาดแต่เพียงการสนับสนุนของภาครัฐอย่างจริงใจและจริงจังเท่านั้น!
ทว่าปัญหาสำคัญคือ นอกจากภาครัฐ โดยเฉพาะรัฐบาล นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะพูดถึงความพยายามที่จะสนับสนุนให้ชุมชนพึ่งตัวเอง ด้วยการคิดโครงการ 1 ชุมชน 1 เมกะวัตต์ แต่ท้ายที่สุดแล้ว กลับพบว่าภาครัฐไม่ได้จริงใจ และจริงจัง แต่พบเพียงว่ามีการสนับสนุนสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ จนเป็นเหตุให้ชุมชนเตรียมรวมตัวต่อต้านแล้ว
“1 ชุมชน 1 เมกะวัตต์” ไม่ไปถึงไหน?
น.ส.รสนา โตสิตระกูล ส.ว. กล่าวว่าได้ดูนโยบาย 1 ชุมชน 1 เมกะวัตต์ในระดับนโยบายของรัฐ แต่ที่ผ่านมานั้นพบว่ายังเป็นแค่เพียงไอเดีย หรือแค่แนวความคิดที่ยังไม่ได้มีการผลักดันอย่างจริงจังนัก ขณะที่ภาพที่เห็นมากกว่าคือรัฐบาลยังคงสนับสนุนการสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่มากกว่า ที่ล่าสุดก็มีการพูดถึงการสร้างโรงไฟฟ้าขนาด 5,400 เมกะวัตต์ ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า รัฐบาลยังไม่ได้ผลักดันโครงการผลิตไฟฟ้าชุมชนให้เข้มแข็งแต่อย่างใด
เช่นเดียวกับ นางอริยา แก้วสามดวง ประธานเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จังหวัดตรัง ผู้ประสานงานเครือข่ายอาสาสมัครฯ เขตภาคใต้ กล่าวว่า ไม่ใช่ว่าชุมชนไม่มีศักยภาพที่จะทำโครงการพลังงานทดแทนมาผลิตไฟฟ้าใช้ในชุมชน เพียงแต่ว่า ที่ผ่านมา รัฐบาลทำท่าที่จะให้การสนับสนุน โดย อบต.และพลังงานจังหวัด และผู้ที่จะมาลงทุนในพื้นที่เป็นคนเข้ามาประสานทำงาน แต่เพียงไม่นาน ยังเดินหน้าโครงการไม่ถึงไหน ก็มีการไปทำข้อสรุปว่าการดำเนินโครงการ 1 ชุมชน 1 เมกะวัตต์นั้นไม่มีทางสำเร็จ ซึ่งแสดงให้เห็นชัดเจนว่า ภาครัฐนอกจากไม่มีการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องแล้ว ยังไม่จริงใจกับประชาชนอย่างแท้จริง เพราะสุดท้ายคือเอาข้อสรุปไปเพื่อที่จะสนับสนุนโรงไฟฟ้าชีวมวลขนาดใหญ่ ซึ่งภาคประชาชนไม่ต้องการ
โดยพื้นที่ที่ภาครัฐสนับสนุนให้สร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่นั้น ได้แก่ ตำบลวังวน อำเภอกันตรัง จังหวัดตรัง และเกาะศรีบายา จังหวัดกระบี่
“มีองค์กรชุมชน และสิ่งแวดล้อม ส่งเรื่องร้องเรียนมาเยอะมาก ประชาชนรู้สึกตื่นตัว และต่อต้านมาก เพราะรู้ว่าโรงงานชีวมวลขนาดใหญ่ที่ภาครัฐสนับสนุนให้เกิดขึ้นนั้น มีอันตรายต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน”
ภาค ปชช.เคลื่อนไหวต่อต้านโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่
อย่างไรก็ดี ในวันที่ 3 สิงหาคมนี้ ประชาคมเครือข่ายพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมภาคใต้ทั้งหมดจะมีการคุยกันใน 3 ประเด็นใหญ่คือ 1.โครงการพลังงานรัฐที่จะทำกับชุมชน 2.หน่วยงานรัฐขับเคลื่อนโรงงานชีวมวล และ 3.ทิศทาง ผลกระทบการดำเนินโครงการ และแนวทางแก้ปัญหา โดยยืนยันว่าเครือข่ายประชาชนภาคใต้จะต่อต้านคัดค้านโครงการพลังงานชีวมวลขนาดใหญ่ และเรียกร้องให้รัฐหันมาสนับสนุนพลังงานชุมชนด้วยความจริงใจและต่อเนื่อง โดยพลังงานมีความจำเป็น แต่ควรมีระบบจัดการร่วมระหว่างภาครัฐและประชาชน
ไม่ใช่มีผลประโยชน์แอบแฝงของทางฝ่ายธุรกิจ และนักการเมือง!
3 ประเด็นไฟฟ้าชุมชนไม่สำเร็จ
ขณะที่ ดร.เดชรัตน์ สุขกำเนิด นักวิชาการด้านพลังงาน จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้ทำโครงการพลังงานทางเลือกเพื่อสุขภาพชุมชน ที่เป็นโครงการได้รับเงินสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า การดำเนินโครงการ 1 ชุมชน 1 เมกะวัตต์นั้น มีประเด็นที่จะทำได้หรือไม่ได้อยู่ 3 ประเด็นสำคัญคือ
1.เรื่องของเงินลงทุนของชุมชน หากต้องการให้ชุมชนผลิตไฟฟ้า 1 เมกะวัตต์จริง จะต้องใช้เงินลงทุนสูงถึง 30-40 ล้านบาทเป็นอย่างน้อย ถ้าไม่ได้มีโครงการหรือนโยบายรัฐ ก็คาดว่าโครงการนี้จะเกิดขึ้นได้ยาก เพราะตำบลแต่ละตำบลคงไม่มีเงินลงทุนสูงถึงขนาดนั้น
2.เรื่องของบุคลากรและเทคโนโลยีนั้น จะต้องมีคนที่มีความรู้ด้านเทคโนโลยีมาจัดการ ดูแลให้การดำเนินการผลิตไฟฟ้าในพื้นที่มีความราบรื่น ซึ่งต้องใช้คนจำนวนไม่น้อย
3.เรื่องของเชื้อเพลิงนั้น จำเป็นที่ชุมชนต่างๆ จะต้องมีแหล่งทรัพยากรที่เหมาะสม เพราะไม่ใช่ทุกพื้นที่จะมีแหล่งทรัพยากรชีวภาพ หรือมีก็อาจไม่เพียงพอที่จะผลิตไฟฟ้าในชุมชนได้ถึง 1 เมกะวัตต์
ดังนั้น การเกิดขึ้นของโครงการ 1 ชุมชน 1 เมกะวัตต์นั้น อาจเป็นไปได้ยาก แต่ก็ไม่ใช่จะเป็นไปไม่ได้ หากภาครัฐมาสนับสนุนอย่างจริงจัง ซึ่งจะทำให้ปัญหาทั้ง 3 ประเด็นข้างต้นนั้นหมดไป
ดร.เดชรัตน์บอกว่า แม้รัฐจะมีความพยายามที่จะอนุมัติโครงการสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่อยู่ตลอด เพราะมีผลประโยชน์มากกว่า แต่ก็ยังเชื่อว่ารัฐจะต้องทำให้เกิดการสร้างไฟฟ้าในชุมชนขึ้นมาด้วย เพียงแต่อาจจะไม่ได้ทุกชุมชน ซึ่งตรงนี้จะทำให้คนมองว่าเป็นการสร้างภาพเท่านั้น
“รัฐมนตรีพลังงาน นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล เริ่มเคาะและมีความชัดเจนแล้วว่า จะให้การไฟฟ้าฯ มาซื้อไฟฟ้าจากชาวบ้าน โดยเฉพาะไฟฟ้าที่ผลิตจากโซลาร์เซลล์บนหลังคา ซึ่งจะทำให้ชาวบ้านเห็นแนวทางที่ชัดเจน และกล้าที่จะลงทุนมากยิ่งขึ้น”
อย่างไรก็ดี เรื่องของการลงทุนโซลาร์เซลล์บนหลังคานั้น ก็ต้องยอมรับว่า จะเกิดขึ้นได้จริงเฉพาะในเขตเมืองที่พอมีกำลังทุนอยู่บ้าง แต่สำหรับในเขตห่างไกล หรือชนบทนั้น ยังไม่สามารถลงทุนในเรื่องนี้ได้ แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีศักยภาพเลย เพราะมีการเก็บขยะจากชุมชนมาผลิตเป็นไบโอแก๊ส หรือก๊าชชีวภาพ และมีการนำกิ่งไม้ต่างๆ มาทำเป็นก๊าซชีวมวลได้แล้ว ซึ่งเท่าที่ลงไปดู มีชุมชนที่ทำได้ประมาณ 30 ชุมชนแล้ว
ทั้งนี้ ชุมชนเหล่านี้อาจจะผลิตก๊าซไม่ได้ถึง 1 เมกะวัตต์ บางพื้นที่ก็ผลิตได้ประมาณ 200-500เมกะวัตต์ ซึ่งตรงนี้ก็อยากให้รัฐลดระดับการผลิตก๊าซที่ไม่จำเป็นต้องได้ 1 เมกะวัตต์ในทุกพื้นที่ อีกทั้งต้องหาวิธีเข้าไปช่วยชาวบ้านให้สามารถถ่ายเทก๊าซที่ผลิตได้เข้าระบบเป็นไฟฟ้าที่สามารถขายได้จริง ถึงจะมีประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจระดับชุมชนจริง
ทั้งนี้ พลังงานทดแทนที่เป็นทางเลือกเพื่อนำไปใช้ในแต่ละชุมชนนั้น ประกอบด้วย 1.พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar cell) 2.พลังงานลม (Wind Generator) 3.พลังงานชีวภาพ (Bio Gas) 4.น้ำมันไบโอดีเซล (Bio Diesel) 5.พลังงานชีวมวล ( Biomass) 6.น้ำมันเอทานอล (Ethanol) 7.พลังงานแก๊สชีวมวล (Gasifier) 8.พลังงานน้ำ (Micro Hydropower) 9.ขยะมูลฝอย (Garbage) 10.พลังงานในอนาคต (Advance Energy)
โดยที่ผ่านมา อุปสรรคในการทำพลังงานทดแทน คือการลงทุนในการนำเทคโนโลยีการผลิตพลังงานทดแทนมีต้นทุนสูง ขาดความคุ้มค่าในการลงทุนของภาคเอกชน หากไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจังจากภาครัฐแล้ว โอกาสสำเร็จคงเป็นไปได้ยากมาก
เรื่องนี้พิสูจน์ใจรัฐบาลนายกฯยิ่งลักษณ์เป็นอย่างดี ว่าท้ายที่สุดแล้วจะเลือกดันโครงการ 1 พลังงาน 1 เมกะวัตต์ เพื่อประชาชนจริงๆ หรือแค่ปาหี่ สร้างภาพเป็นฉากหน้า ฉากหลังยังจับมือภาคธุรกิจผลักดันโครงการสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่มีผลประโยชน์แจกจ่ายให้กับกลุ่มการเมืองทั้งในพื้นที่และระดับชาติ!?


