องค์กรผู้บริโภคเปิดบัญชีทรัพย์สินสาธารณสมบัติ-อำนาจมหาชนและสิทธิของรัฐละเอียดยิบซึ่งบมจ.ปตท.ครอบครองและควรถูกเรียกคืนแผ่นดินตามคำสั่งศาลฯ ทั้งท่อก๊าซฯ-น้ำมันบนบกและในทะเลทุกเส้นครอบคลุมทั้งในและร่วมทุนกับต่างชาติกว่า 3,500 กม. พร้อมโรงแยกก๊าซฯ มูลค่าร่วม 6 แสนล้านบาท
นางสาวสายรุ้ง ทองปลอน ผู้จัดการสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค หนึ่งในผู้ฟ้องคดีปตท. ได้เปรียบเทียบแนวปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดคดีแปรรูป ปตท. ตามมติ ครม. และข้อเสนอของภาคประชาชน โดยคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดได้แยกเป็นสองส่วนสำคัญ คือ สิ่งที่ต้องโอนกลับคืนสู่รัฐ คือ “ทรัพย์สินส่วนที่เป็นสาธารณสมบัติที่ได้มาโดยอาศัยอำนาจมหาชน และสิทธิในการใช้ที่ดินเพื่อการวางระบบการขนส่งปิโตรเลียมทางท่อ” และ “อำนาจและสิทธิในส่วนที่เป็นอำนาจมหาชนของรัฐ”
สำหรับ ส่วนแรกทรัพย์สินส่วนที่เป็นสาธารณสมบัติฯนั้น แนวปฏิบัติของ ครม. ตามที่รายงานในสื่อต่าง ๆ เป็นการเอื้อประโยชน์ ปตท. และผู้ถือหุ้นจำนวน 0.5% ของประชากร คือ 1) ที่ดินได้มาโดยการใช้อำนาจเวนคืน จำนวน 32 ไร่ ในเขต จ.สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง มูลค่าทางบัญชี ณ 30 ก.ย. 44 เท่ากับ 7 ล้านบาท
2) สิทธิเหนือที่ดินของเอกชนซึ่ง ปตท. ได้มาโดยใช้อำนาจมหาชน มูลค่าทางบัญชี ณ 30 ก.ย. 44 เท่ากับ 1,124 ล้านบาท และ 3) ระบบท่อส่งก๊าซ/น้ำมันส่วนที่อยู่ในที่ดินของเอกชนตาม (2) ข้างต้น ซึ่งรวมถึง โครงการท่อบางปะกง –วังน้อย โครงการท่อชายแดนไทย-พม่า – ราชบุรี และโครงการท่อราชบุรี – วังน้อย มูลค่าทางบัญชีของทั้ง 3 โครงการ ณ วันที่ 30 ก.ย. 44 เท่ากับ 14,008 ล้านบาท รวมมูลค่าทั้งสิ้น 15,139 ล้านบาท
นางสาวสายรุ้ง กล่าวว่า สำหรับแนวปฏิบัติที่ควรเป็นเพื่อประโยชน์สาธารณะสูงสุด คือรักษาผลประโยชน์ส่วนรวมของประชากร 99.5% ซึ่งเป็นข้อเสนอจากภาคประชาชนและกลุ่มผู้ฟ้องคดี จะครอบคลุมมากกว่า โดยในส่วน 1) และ 2) มีความเห็นพ้องกับครม.ข้างต้น แต่ส่วน 3) ท่อก๊าซฯ/น้ำมันฯ ควรจะรวมถึงระบบท่อทั้งหมดทั้งท่อส่ง และท่อจำหน่ายที่ได้มาโดยใช้พื้นที่สาธารณะ และ/หรือใช้อำนาจมหาชน โดยมีส่วนประกอบ ณ 31 ธันวาคม 2549 ดังนี้
หนึ่ง ระบบท่อส่งก๊าซฯบนบกความยาว 1,384 กม. สอง ระบบท่อส่งก๊าซฯในทะเลความยาว 1,369 กม. และ สาม ระบบท่อจัดจำหน่ายความยาว 770 กม. รวมทั้งสิ้น 3,523 กม. โดยท่อก๊าซฯและระบบท่อจัดจำหน่ายดังกล่าวมีมูลค่าทางบัญชี ณ 31 ธ.ค. 44 รวม 47,593 ล้านบาท
นอกจากนี้ ยังมีระบบท่อก๊าซฯ ที่เพิ่มขึ้นตามแผนแม่บทฉบับที่ 3 ซึ่งบางส่วนอยู่ระหว่างการก่อสร้างรวมมูลค่าทั้งหมด 157,102 ล้านบาท ดังนี้
1.โครงการหน่วยเพิ่มความดันที่จ.กาญจนบุรี มูลค่า 2,888 ล้านบาท
2.หน่วยเพิ่มความดันสำรองที่ราชบุรี 529 ล้านบาท
3.ท่อไทรน้อย-โรงไฟฟ้าพระนครใต้/พระนครเหนือ 10,323 ล้านบาท
4. ท่อในทะเล/บนบก อาทิตย์-PRP-ระยอง-บางปะกง 57,922 ล้านบาท
5.ท่อบนบก วังน้อย-แก่งคอย 6,249 ล้านบาท
6.หน่วยเพิ่มความดันบนบก/ในทะเล 11,968 ล้านบาท 7.ท่อในทะเล เจดีเอ-อาทิตย์ 11,884 ล้านบาท
8.หน่วยเพิ่มความดันบนบกกลางทาง 4,917 ล้านบาท 9.ท่อบนบก ระยอง-บางปะกง-วังน้อย และcompressors 21,209 ล้านบาท
10.ท่อในทะเล KP361 – ราชบุรี 23,907 ล้านบาท
และ 11.ท่อในทะเลไปทับสะแก 5,306 ล้านบาท
ส่วนระบบท่อของบริษัท TTM ในส่วนที่อยู่ในประเทศไทยก็อยู่ในข่ายเช่นเดียวกัน เพราะอาศัยอำนาจรอนสิทธิ/มหาชน และรัฐมอบหมายให้การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ดำเนินการในฐานะองค์การของรัฐ คือท่อก๊าซฯจากแปลง A18 ใน JDA – อ.จะนะ 227 กม. และท่อก๊าซฯ จาก อ. จะนะ – ชายแดนรัฐเคดาห์ 98 กม. รวมระยะทางทั้งสิ้น 325 กม.
นางสาวสายรุ้งกล่าวต่อว่า ยังมีส่วนของโรงแยกก๊าซหน่วยที่ 1 และ 2 ของบริษัท TTM ที่ อ.จะนะ จ.สงขลา ซึ่งการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยได้รับมอบหมายให้ดำเนินการลงทุนร่วมทุนใน TTM ในฐานะองค์การของรัฐ และโรงแยกก๊าซตั้งคร่อมพื้นที่สาธารณะ รวมมูลค่าทรัพย์สิน (เฉพาะในส่วนของ ปตท. 50%) ในส่วนของระบบท่อของบริษัท TTM และโรงแยกก๊าซฯ เท่ากับ 15,062 ล้านบาท
ทั้งนี้ บริษัท TTM (บริษัททรานส์ไทย มาเลเซีย จำกัด เป็นการร่วมทุน 50: 50 ระหว่างการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย และเปโตรนาสของมาเลเซีย โดย ปตท. ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลไทยให้กระทำการแทนรัฐในฐานะองค์กรของรัฐในการแสวงประโยชน์จากพื้นที่ทับซ้อนในเขตไหล่ทวีปบริเวณอ่าวไทยตอนล่าง (พื้นที่ JDA) และดำเนินการร่วมทุนกับมาเลเซียและโครงการโรงแยกก๊าซฯไทย-มาเลเซีย โดยโครงการทั้ง 2 ได้ก่อสร้างแล้วเสร็จ และบริษัท TTM ได้เริ่มแยกก๊าซที่ได้จากพื้นที่ JDA มาเป็นก๊าซหุงต้ม และส่งออกทั้งก๊าซธรรมชาติและก๊าซหุงต้มทั้งหมดไปยังประเทศมาเลเซียแล้ว
แม้บริษัท TTM จะมีสภาพเป็นบริษัทเอกชน (ไม่เป็นรัฐวิสาหกิจ) แต่ได้ใช้อำนาจมหาชนในการวางท่อและสร้างโรงแยกก๊าซผ่าน ปตท. และบมจ. ปตท. ดังนั้นระบบท่อและโรงแยกก๊าซของบริษัท TTM จึงเป็นทรัพย์สินที่ต้องโอนกลับคืนสู่รัฐ
นางสาวสายรุ้ง อธิบายเพิ่มเติมว่า สาธารณสมบัติของแผ่นดิน หมายความรวมถึงแม่น้ำ ลำคลอง ทะเล ที่สาธารณะ และอสังหาริมทรัพย์สำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน เช่น ทางน้ำ ทางหลวง ดังนั้นท่อในทะเลจึงควรรวมอยู่ในทรัพย์สินที่ปตท.ต้องคืนให้แก่รัฐด้วย
ส่วนการประกาศกำหนดเขตและดำเนินการในระบบการขนส่งปิโตรเลียมทางท่อในพื้นที่สาธารณะสมบัติ ต้องใช้อำนาจมหาชนตามมาตรา 29, 30, 31, 33 และ 34 ในกฎหมายว่าด้วยการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ดังนั้น การวางท่อโดยใช้สิทธิเหนือที่ดินของเอกชนและโดยใช้สาธารณะสมบัติของแผ่นดินล้วนถือเป็นการใช้อำนาจมหาชนทั้งสิ้น ทรัพย์สินของระบบท่อส่วนใหญ่หรือทั้งหมดจึงควรต้องโอนกลับมาเป็นของรัฐ
ผู้จัดการสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค ยังตั้งข้อสังเกตว่า มูลค่าทางบัญชีที่ปตท.ประเมินทรัพย์สินคืนรัฐ 15,139 ล้านบาทนั้น มีมูลค่าต่ำมากเนื่องจากการตัดค่าเสื่อมตามวิธีการทางบัญชี โดยไม่ได้สะท้อนถึงมูลค่าที่แท้จริงในการใช้ประโยชน์ และทำรายได้ ดังนั้น หากใช้การประเมินมูลค่าโดยวิธีประมาณการปรับลดกระแสเงินสด (Discounted Case Flow) จะพบว่ามูลค่าธุรกิจก๊าซฯ (รวมโรงแยกก๊าซ) จะสูงถึง 600,000 ล้านบาท ทั้งนี้ ตามการประเมินของ บล. กิมเอง เมื่อวันที่ 14 ส.ค. 2550
นอกจากนั้น การคำนวณอัตราค่าผ่านท่อฯ กลับไม่ใช้มูลค่าทางบัญชีในการคำนวณ แต่ใช้มูลค่า Replacement Value แทน ซึ่งเท่ากับต้นทุนในการสร้างท่อใหม่ทดแทนท่อเก่า ซึ่งมีมูลค่าสูงมาก ทำให้ค่าผ่านท่อมีอัตราสูงสร้างกำไรงามให้ บมจ. ปตท. ในขณะที่ผู้บริโภคต้องรับภาระอย่างไม่เป็นธรรม
***โอนอำนาจและสิทธิผูกขาดคืนรัฐ
ส่วนอำนาจและสิทธิในส่วนที่เป็นอำนาจมหาชนของรัฐตามคำพิพากษาของศาลฯ นั้น มติครม. กำหนดแต่เพียง 1. สิทธิในการเก็บค่าทรัพย์สินที่เป็นระบบท่อเฉพาะในส่วนที่โอนกลับรัฐ ในอัตราไม่ต่ำกว่าร้อยละ 5 ของรายได้ค่าผ่านท่อ เฉพาะในส่วนของระบบท่อที่ต้องคืนกระทรวงการคลัง มูลค่า 8,800 ล้านบาท ตลอดระยะเวลาเช่า 30 ปี (เริ่มตั้งแต่ 1 ต.ค. 2544) และ2. ค่าธรรมเนียมและภาษี (ไม่มีค่าโอน)
นางสาวสายรุ้ง กล่าวต่อว่า แนวปฏิบัติที่ควรเป็นเพื่อประโยชน์สาธารณะสูงสุดนั้น อำนาจและสิทธิในส่วนที่เป็นอำนาจมหาชนของรัฐตามคำพิพากษาของศาลฯ นั้น คือ 1. อำนาจมหาชนในการผูกขาดกิจการขนส่งก๊าซ และใช้ประโยชน์จากระบบท่อส่งก๊าซซึ่งเป็นสาธารณสมบัติ ต้องโอนกลับเป็นของรัฐ (พ.ร.บ. การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2521 ให้มอบอำนาจมหาชนให้การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยในการดำเนินกิจการขนส่งปิโตรเลียมแต่เพียงผู้เดียว เอกชนอื่นไม่สามารถดำเนินกิจการนี้เว้นแต้จะได้รับการยินยอมจาก ปตท.)
อย่างไรก็ดี ศาลปกครองสูงสุดได้ให้สิทธิ บมจ. ปตท. ในการใช้ที่ราชพัสดุ หรือสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ ปตท. เคยมีอยู่ต่อไป โดยต้องจ่ายค่าตอบแทนเป็นรายได้แผ่นดินตามที่กระทรวงการคลังกำหนด ดังนั้น บมจ. ปตท. ยังคงมีสิทธิเช่าระบบขนส่งปิโตรเลียมที่การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยเคยมี อันได้แก่ ระบบท่อเส้นที่ 1และ 2 และท่อบนบกที่มีการใช้งานก่อนการแปลงสภาพ เมื่อ 1 ต.ค. 2544
ส่วนสิทธิในการใช้ระบบท่อส่งก๊าซส่วนที่เหลือ (รวมทั้งท่อเส้นที่ 3 และ 4 ในอนาคต) ไม่เป็นสิทธิผูกขาดของ บมจ. ปตท. รัฐมีอำนาจและสิทธิในการบริหารจัดการสิทธิส่วนนี้ในทางที่เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศโดยรวม ซึ่งรวมถึงสิทธิในการได้ค่าผ่านท่อ ในกรณีที่รัฐเห็นควรให้รัฐ/รัฐวิสาหกิจ เป็นผู้ดำเนินการกิจการนี้เอง
2. อำนาจและสิทธิในการแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรในพื้นดินใต้ทะเลในพื้นที่พัฒนาร่วมในเขตไหล่ทวีปบริเวณอ่าวไทยตามกฎหมายว่าด้วยองค์กรร่วมไทย-มาเลเซีย และกฎหมายว่าด้วยองค์กรร่วมอื่นในลักษณะเดียวกัน รวมทั้งอำนาจและสิทธิในการดำเนินการร่วมกับมาเลเซีย หรือประกาศอื่น ๆ แล้วแต่กรณี ในการแสวงหาประโยชน์ หรือดำเนินการใดๆในธุรกิจต่อเนื่อง ต้องโอนกลับไปเป็นของรัฐ
นางสาวสายรุ้ง กล่าวว่า อำนาจและสิทธิในการผูกขาดกิจการท่อถือเป็นอำนาจมหาชนที่ไม่สามารถโอนให้แก่เอกชน อย่างไรก็ดีเพื่อให้การให้บริการขนส่งก๊าซเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่หยุดชะงัก รัฐบาลอาจพิจารณาให้ บมจ. ปตท. เช่าทรัพย์สินที่มีอยู่ในปัจจุบันและให้สิทธิในการดำเนินการขนส่งก๊าซได้ต่อไป แต่อัตราค่าตอบแทนการเช่า และเงื่อนไขการเช่าต้องเป็นไปเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของประเทศโดยรวม และนโยบายและแนวทางการกำหนดอัตราค่าบริการต่าง ๆ ในกิจการก๊าซ
ทั้งนี้ ค่าผ่านท่อ ค่า Margin และค่าเนื้อก๊าซระบบ Pool) จะต้องได้รับการทบทวน เพื่อให้สอดคล้องกับการเป็นกิจการของรัฐที่ไม่มุ่งแสวงหากำไรเกินควร โดยคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นผู้มีอำนาจในการกำหนดนโยบายและแนวทางการกำหนดอัตราค่าผ่านท่อ (ตามมาตรา 64 พ.ร.บ. การประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550) ทั้งนี้ การให้สิทธิ บมจ. ปตท. ในการเช่าระบบท่อก๊าซฯ และทบทวนแนวทางการกำหนดอัตราบริการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องควรดำเนินการควบคู่กันไป เพื่อให้เกิดความชัดเจน และเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย
ส่วนการดำเนินการในอนาคต ซึ่งรวมถึงระบบท่อเส้นที่ 4 และการโครงการ LNG Receiving Terminal) บมจ.ปตท. จะไม่ควรมีสิทธิผูกขาดในการลงทุนและดำเนินการอีกต่อไป ทั้งนี้ เพื่อความโปร่งใส มีประสิทธิภาพ และการแข่งขันที่เสมอภาค อันจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศโดยรวม นอกจากนั้น อำนาจและสิทธิการร่วมกันแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรในพื้นที่พัฒนาร่วมระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลมาเลเซีย (หรือรัฐบาลอื่น ๆ แล้วแต่กรณี) เป็นอำนาจมหาชนที่ไม่อาจโอนไปให้เอกชน (บมจ.ปตท.)


