สหพันธ์องค์กรผู้บริโภคออกโรงแฉเบื้องหลังรัฐบาลปล่อยลอยแพประชาชนเผชิญชะตาราคาน้ำมัน-ก๊าซแพง ค่าครองชีพพุ่ง เหตุเพราะเบื้องหลังมีผลประโยชน์ทับซ้อน เผยรัฐมนตรีกระทรวงพลังงานและภรรยาถือหุ้นในกลุ่มกิจการพลังงานทั้งเครือปตท.-โรงไฟฟ้ารวยขึ้นอื้อหลังราคาน้ำมันและก๊าซ ปรับขึ้นไม่หยุด ขณะที่ข้าราชการระดับสูงในกระทรวงถ่างขานั่งควบตำแหน่งกรรมการบริษัทด้านพลังงานเปรมปรีดิ์รับผลตอบแทนอย่างงาม
ราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นไม่หยุดรวมทั้งการปรับราคาแก๊สหุงต้มเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ราคาสินค้าต่างๆ พาเหรดขึ้นราคา ค่าครองชีพของประชาชนสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว ส่วนหนึ่งเป็นผลจากราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นซึ่งก็มีการปรับลดลงตามภาวะตลาด แต่เหตุผลสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ การทำกำไรของบริษัทน้ำมันและก๊าซอย่างเช่นกลุ่มปตท. จำนวน 8 บริษัทซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่มีผลกำไรมหาศาล โดยงวด 9 เดือนแรกของปีนี้ มีกำไรสุทธิรวมทั้งสิ้น 146,964.59 ล้านบาท
การตอบสนองต่อแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันที่เชื่องช้า มิหนำซ้ำยังปล่อยลอยตัวราคาค่าก๊าซอิงตามราคาน้ำมันของรัฐบาลก่อให้เกิดข้อกังขาต่อสังคมว่าผลประโยชน์มหาศาลที่กลุ่มกิจการด้านพลังงานได้รับจากการวางเฉยและปล่อยให้ราคาลอยตัวโดยไม่มีการเข้าไปกำกับดูแลและควบคุมของรัฐ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผู้กุมนโยบายด้านพลังงานทั้งนักการเมืองและข้าราชการระดับสูงมีผลประโยชน์ทับซ้อน มีส่วนได้ส่วนเสียด้วยใช่หรือไม่ จึงทำให้ผลประโยชน์ที่จะเกิดแก่ประชาชนไม่ได้รับการเหลียวแล
นางรสนา โตสิตระกูล กรรมการสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค เปิดเผยว่า สังคมได้ตั้งคำถามถึงเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนของรัฐมนตรีที่ดูแลนโยบายด้านพลังงาน ซึ่งเวลานี้การถือหุ้นในกิจการพลังงานของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและภรรยา แม้ว่าจะมีกฎหมายกำกับเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนนักการเมืองโดยกำหนดไม่ให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองถือหุ้นเกิน 5% หากเกินจากนี้ก็ให้คนอื่นดำเนินการ แต่ข้อกำหนดดังกล่าวใช้ไม่ได้กับกิจการพลังงานซึ่งเป็นธุรกิจที่มีมูลค่ามหาศาล ยกตัวอย่างเช่น 5% ของปตท. มีมูลค่าเท่ากับ 50,000 ล้านบาทจากมูลค่ารวมนับล้านๆ ซึ่งถือเป็นจุดอ่อน ความจริงต้องกำหนดด้วยว่าไม่ให้มีมูลค่าเกินเป็นจำนวนเงินเท่าใดด้วย
กรรมการสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค ยังตั้งข้อสังเกตถึงพฤติกรรมและผลประโยชน์ทับซ้อนที่เกิดขึ้นในช่วงนายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในขณะเดียวกันนายปิยสวัสดิ์ และภรรยา ก็ถือหุ้นในบมจ.ปตท. และบริษัทผู้ผลิตไฟฟ้าทั้งโดยทางตรงและผ่านกองทุน ซึ่งเห็นได้จาก
1) การผลักดันร่างพ.ร.บ.ประกอบกิจการพลังงานที่มีบทเฉพาะกาลเชื่อมโยงไปยังปตท.โดยระบุว่าให้ปตท.ดำเนินการกิจการพลังงาน (ก๊าซ) ต่อไป
2) การวางแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า หรือพีดีพี 2007 กำหนดให้โรงไฟฟ้าเอกชน 21 โรงใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตกระแสไฟฟ้า ซึ่งเท่ากับเร่งการใช้ก๊าซให้เพิ่มมากขึ้นกว่า 100% ภายใน 15 ปี ขณะที่ราคาก๊าซซึ่ง ปตท. ขายให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตเพื่อผลิตไฟฟ้าแจกจ่ายให้ประชาชนเป็นผู้รับภาระค่าไฟฟ้านั้น แพงกว่าที่ปตท. ขายให้บริษัทลูกถึง 42 บาทต่อหนึ่งล้านลูกบาศก์ฟุต
3) การปล่อยราคาก๊าซลอยตัวตามราคาน้ำมันที่อิงราคาตลาดโลก ราคาก๊าซที่ขึ้นไปเกือบ 20 บาท ถือเป็นการเอาเปรียบและทำร้ายผู้บริโภค ทำลายเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม ซึ่งแต่เดิมตั้งแต่ปตท.ยังเป็นรัฐวิสาหกิจรัฐบาลจะเกลี่ยราคาน้ำมันและราคาก๊าซไม่ให้ขึ้นราคาจนกระทบต่อต้นทุนอย่างอื่น และที่สำคัญก๊าซเป็นทรัพยากรของประเทศ การปรับขึ้นราคาก๊าซที่อิงตามโครงสร้างราคาน้ำมันที่ไม่เป็นธรรม เป็นการกระทำที่ไม่คิดถึงประชาชนและระบบเศรษฐกิจทั้งประเทศว่าจะมีปัญหาขนาดไหน ขณะที่ปตท.ร่ำรวยขึ้น เรื่องนี้เป็นการคอร์รัปชั่นทางนโยบายที่ชัดเจนที่สุด
“ปตท.ผูกขาดก๊าซเป็นหลัก น้ำมันขึ้น ก๊าซขึ้น ราคาหุ้นปตท.ก็ขึ้น หุ้นกลุ่มพลังงานก็ขึ้น จะเห็นได้ว่าในช่วงหนึ่งปีหุ้นกลุ่มพลังงานที่เกี่ยวข้องกับปตท.และแผนการผลิตไฟฟ้าหรือพีดีพีเพิ่มขึ้นถึง 65-66% แต่กลุ่มที่ไม่ใช่กลุ่มพลังงานขึ้นมาเพียง 8%” นางรสนา กล่าว
กรรมการสหพันธ์ผู้บริโภค ยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า การลอยตัวค่าก๊าซในช่วงนี้เป็นการจงใจทำให้หุ้นพลังงานมีราคาสูงขึ้น และยังเป็นการข่มขู่สังคม ชี้นำศาลที่กำลังอยู่ระหว่างพิจารณาคดีปตท.ด้วยหรือไม่ เพราะในวันชี้แจงต่อศาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ออกมาบอกว่าต้องใช้เงินมากถึง 4.9 แสนล้านในการซื้อคืนหุ้นปตท. การลอยตัวราคาก๊าซจึงน่าสงสัยว่าเป็นขบวนการเดียวกันหรือไม่
ฝ่ายข้อมูลของสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค ได้สำรวจข้อมูลการถือหุ้นในกิจการพลังงานของนายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ และนางอานิก อัมระนันทน์ ภรรยาของนายปิยสวัสดิ์ พบว่า จากบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินต่อคณะกรรมการป้องกันการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีส่วนที่เกี่ยวข้องกับหุ้นพลังงาน โดยนายปิยสวัสดิ์ ลงทุนผ่านกองทุนหลายกองทุน
เช่น กองทุนรวงข้าวหุ้นทุนบริพัตรเพื่อการเลี้ยงชีพ, กองทุนรวงข้าวหุ้นทุนบริพัตร, กองทุนเปิดทุนวิวัฒน์, กองทุนเปิดเค สตาร์ หุ้นทุนคืนกำไร ซึ่งในวันที่ 9 ต.ค. 49 กองทุนดังกล่าวมีสัดส่วนการลงทุนด้านพลังงาน 33.2%, 37.6%, 37.6, 32.4, 36.4 ตามลำดับ นอกจากนั้น ยังมีกองทุนเปิดรวงข้าวหุ้นระยะยาว, กองทุนเปิดเค โกลบอลอิควิตี้, กองทุนเปิด ABFTH และกองทุนส่วนบุคคลบริหารโดย บลจ.กสิกรไทย
จากการคำนวณมูลค่าหุ้นที่นายปิยสวัสดิ์ มีอยู่กลุ่มพลังงานที่เป็นการถือหุ้นในแต่ละบริษัทโดยตรง คือ บมจ.บ้านปู, บมจ.โกลว์ พลังงาน, บมจ.ปตท.สผ., บมจ.ปตท., บมจ.ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง, บมจ.โรงกลั่นน้ำมันระยอง, บมจ.ไทยออยล์ พบว่า เมื่อวันที่ 9 ต.ค. 49 มีมูลค่ารวม 40,108,551 บาท เทียบกับเมื่อวันที่ 28 พ.ย. 50 เพิ่มขึ้นเป็น 65,299,654 บาท โดย บมจ.ปตท.มีสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นมากอย่างมีนัยสำคัญ จาก16,480,204 บาท เป็น 29,073,567 หรือเพิ่มขึ้น76%
ส่วนภรรยา คือนางอานิก อัมระนันทน์ ตามบัญชีที่แสดงรายการทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. นั้น มีการลงทุนในกองทุนที่เกี่ยวข้องกับหุ้นพลังงาน คือ กองทุนรวมทิสโก้ทวีทุน, กองทุนเปิดรวงข้าวหุ้นทุนบริพัตรเพื่อการเลี้ยงชีพ, กองทนเปิดทุนวิวัฒน์, กองทุนวรรพลัสวรรณ, กองทุนเปิดวรรณเฟล็กซิเบิลคืนกำไร, กองทุนเปิดเอกทวีทุน, กองทุนเปิดรวงข้าวหุ้นระยะยาว ซึ่งกองทุนดังกล่าวมีสัดส่วนการลงทุนด้านพลังงาน 38.7, 33.2, 37.6, 36, 36.2, 39.3, 36.4 ตามลำดับ
นอกจากนั้น นางอานิก ยังมีการถือหุ้นโดยตรงในบริษัทด้านพลังงาน เช่น บมจ.บ้านปู, บมจ.ผลิตไฟฟ้า, บมจ.โกลว์ พลังงาน, บมจ.ปตท.สผ., บมจ.ปตท., บมจ.ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง, บมจ.โรงกลั่นน้ำมันระยอง, บมจ.ไทยออยล์, บมจ.อุตสาหกรรมปิโตรเคมิกัลไทย โดยจำนวนหุ้นที่ถืออยู่มีมูลค่าในวันที่ 9 ต.ค. 49 รวม 38,829,596 บาท เทียบกับเมื่อวันที่ 28 พ.ย. 50 เพิ่มขึ้นเป็น 62,878,366 บาท โดย บมจ.ปตท.มีสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นมากอย่างมีนัยสำคัญ จาก 23,577,822 บาท เป็น 41,594,837 หรือเพิ่มขึ้น76%
เมื่อรวมมูลค่าหุ้นของทั้งนายปิยสวัสดิ์ และภรรยา เฉพาะในส่วนที่ถือหุ้นโดยตรงในบริษัทด้านพลังงานข้างต้น จะพบว่า ณ วันที่ 9 ต.ค. 49 มีมูลค่า 78,938,147 บาท เทียบกับหนึ่งปีถัดมาเมื่อวันที่ 28 พ.ย. 50 มีมูลค่า 128,178,020 บาท เพิ่มขึ้น 49,239,873 บาท คิดเป็น 62%
นางรสนา ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากผลประโยชน์ทับซ้อนของนักการเมืองแล้ว ในส่วนของข้าราชการระดับสูงในกระทรวงพลังงานยุคที่นายปิยสวัสดิ์ เป็นรัฐมนตรี ก็ยังเข้าไปนั่งเป็นกรรมการในบริษัทด้านพลังงาน ซึ่งมีส่วนได้ส่วนเสียกับการออกนโยบาย เป็นการกระทำที่ไม่ต่างไปจากยุคทักษิณ ขณะที่กิจการพลังงานในตลาดหุ้นก็เป็นแหล่งตักตวงผลประโยชน์ให้กับนักการเมือง ไม่มีความแตกต่างกันแต่อย่างใด
สำหรับข้าราชการระดับสูงกระทรวงพลังงานที่เข้าไปนั่งเป็นกรรมการบริษัทด้านพลังงาน เช่น
นายพรชัย รุจิประภา ปลัดกระทรวง ซึ่งเป็นคณะกรรมการปิโตรเลียม, คณะกรรมการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.กิจการพลังงาน ไปนั่งเป็นประธานกรรมการบมจ.ปตท. รับผลตอบแทนเดือนละ 219,863 บาท ประธานกรรมการกฟผ. เฉพาะเบี้ยประชุม 37,500 บาท/ครั้ง, ประธานกรรมการบมจ.โรงกลั่นน้ำมันระยอง
นายณอคุณ สิทธิพงศ์ รองปลัด ซึ่งเป็นคณะอนุกรรมการเอฟที, อนุกรรมการยกร่างพ.ร.บ.ประกอบกิจการพลังงาน และคณะกรรมการพิจารณาร่างพ.ร.บ.พลังงาน ก็ไปเป็นกรรมการบริษัทบมจ.ไทยออยล์ ผลตอบแทนเมื่อปี 49 ประมาณ 950,000 บาท, กรรมการ บมจ. ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง ประมาณ 1.6 ล้านบาท,
นายคุรุจิต นาครทรรพ รองปลัด กรรมการบมจ.ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง ผลตอบแทนเมื่อปี 49 ประมาณ 1.6 ล้านบาท
นายไกรฤทธิ์ นิลคูหา อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ หนึ่งในคณะกรรมการปิโตรเลียม นั่งเป็นกรรมการบมจ.ปตท.สผ. ผลตอบแทนเมื่อปี 49 ประมาณ 2,289,344 บาท,
นายเมตตา บันเทิงสุข อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน นั่งเป็นกรรมการบมจ.ปตท. ผลตอบแทน 2,640,000 บาท,
นายพานิช พงศ์พิโรดม อธิบดีกรมพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กรรมการบมจ.ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง ผลตอบแทนประมาณ 2 ล้านบาทต่อปี
นายวีระพล จิรประดิษฐ์กุล ผอ.สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน คณะอนุกรรมการเอฟที, อนุกรรมการยกร่างพ.ร.บ.พลังงาน เป็นกรรมการบมจ.ปตท.สผ. ผลตอบแทนประมาณ 2 ล้านบาทต่อปี,
นายสุชาติ จันลาวงศ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวง เป็นกรรมการบมจ.บางจาก ผลตอบแทน 360,000 ต่อปี
นายพีระพล สาครินทร์ ผู้ตรวจราชการกระทรวง เป็นกรรมการบมจ.ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง ผลตอบแทน ประมาณ 1.6 ล้านบาท, กรมการบจ.ผลิตไฟฟ้าราชบุรี ผลตอบแทนประมาณ 2.3 ล้านบาทต่อปี,
นายเจริญ ประจำแท่น ผู้ตรวจราชการ เป็นกรรมการบจ.ผลิตไฟฟ้าราชบุรี ผลตอบแทนประมาณ 2.3 ล้านบาทต่อปี
และนายทรงภพ พลจันทร์ รองอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เป็นกรรมการบจ.ผลิตไฟฟ้าราชบุรี ผลตอบแทนประมาณ 2.3 ล้านบาทต่อปี


