รายงานพิเศษ ........ “เหยื่อมลพิษสนามบินสุวรรณภูมิ” ตอนที่ 1
ผู้จัดการรายวัน - กว่า 8 เดือนที่สนามบินสุวรรณภูมิเปิดให้บริการแต่ปัญหามลพิษทางเสียงที่ชุมชนโดยรอบสนามบินต้องทนทุกข์ทรมานยังไม่ได้การแก้ไข เยียวยา การบ่ายเบี่ยงโยกโย้ หลอกล่อของทอท. และมติครม.ขิงแก่ที่หมกเม็ดหวังสอดใส้อุ้มนักเก็งกำไรยุคโหมประโคมมหานครสุวรรณภูมิสมัยรัฐบาลทักษิณ แต่สุดท้ายไม่มียอมรับภาระจึงหันกลับมาหักมติเดิม ล้วนแล้วแต่ส่งผลให้การจัดการปัญหายุ่งยากล่าช้า หาความชัดเจนไม่ได้จนบัดนี้
“เวลาเครื่องบินลำใหญ่ๆ บินผ่าน รู้สึกได้ว่าพื้นสั่น เวียนศรีษะ เครียดมากที่ต้องมารับเคราะห์ที่ทอท.เป็นผู้ก่อ ความจริงเขาก็ได้รับผลประโยชน์ที่เครื่องบินลงจอดไม่รู้เท่าไหร่ อยากจะถาม ทอท.ว่าคุณไม่มีมนุษยธรรมที่ต้องรับผิดชอบในสิ่งที่คุณทำหรือ ทั้งที่จริงแล้ว ทอท. ต้องโยกย้ายประชาชนออกไปก่อนที่สนามบินจะเปิดด้วยซ้ำไป….
“ประชาชนทั้งเหนือและใต้ต่อสู้เรียกร้องมานานกว่า 8 เดือนแล้ว ทอท.ให้เราสำรวจผู้ประสงค์จะขาย มีการประชุมกันมาแล้ว 4 -5 ครั้ง ออกหลักเกณฑ์ทีโออาร์ประเมินราคาเรียบร้อยแล้ว ทอท.ตอบตกลงว่าจะลงมาสำรวจแต่ละหมู่บ้านและส่งบริษัทมาประเมินราคาแต่จัดบัดนี้ยังไม่เห็นมีคนจาก ทอท. เข้ามาสักคน
....สิ่งที่ ทอท.ทำและรับปากหลอกลวงเราทั้งสิ้น ตัวเลขค่าชดเชย 1.2 แสนล้าน ไม่เป็นความจริง เอามาจากไหนในเมื่อไม่ได้ลงมาสำรวจของจริงเลย” ศิริวรรณ อัศวธิตานนท์ ลูกบ้านหมู่บ้านนครินทร์ คู่ชีวิตของ “สมโชค” อดีตประธานกรรมการหมู่บ้านนครินทร์ ซึ่งยุติบทบาทการเคลื่อนไหวเรียกร้องเพราะเครียดจนเป็นโรคหัวใจในเวลานี้ บอกเล่าสภาพที่ต้องทนทุกข์จากการบ่ายเบี่ยงไม่จริงใจในการแก้ไขปัญหาของ ทอท. และรัฐบาล
ไม่ต่างไปจาก “อร” พนักงานบริษัทปูนซีเมนต์ไทยที่มีบ้านพักอาศัยในหมู่บ้านนครินทร์ ที่บอกว่า “ไม่เคยนอนหลับสนิทแม้แต่คืนเดียวหลังสนามบินสุวรรณภูมิเปิด” เธอกลายเป็นคนพูดเสียงดังจนสร้างความหงุดหงิดให้กับเพื่อนร่วมงานและสร้างความรำคาญให้กับสมาชิกในครอบครัวที่บอกว่าเธอพูดเสียงเบาเกินไป
ขณะที่ “วรรณา กาญจนถม” เพื่อนบ้านในละแวกเดียวกันกับ “อร” และ “ศิริวรรณ” ก็มีสภาพประสาทหูเสื่อมเฉียบพลันหลังทนรับกับมลพิษทางเสียงตลอดวันตลอดคืนไม่ไหว “เรามาซื้อบ้านตอนปี 2538 ไม่คิดว่าสนามบินจะเกิดขึ้น ในวันเปิดสนามบินเราปิดป้ายขายบ้าน ทั้งเสียงดัง น้ำท่วมเพราะสนามบินสร้างขวางทางน้ำ ถมคลองที่เคยรับน้ำ”
ส่วน “น้ำเพชร” ครูสอนดนตรีที่สยามกลการซึ่งตัดสินใจซื้อบ้านนครินทร์เมื่อสิบปีกว่าก่อน ไม่เพียงแต่นอนไม่หลับ เครียด เป็นภูมิแพ้ ไมแกรน เสียสุขภาพจากเมื่อก่อนที่เคยใช้ชีวิตอย่างสงบในบ้านที่ร่มรื่นเท่านั้น มลพิษทางเสียงจากเครื่องบินยังกระทบต่ออาชีพรับสอนเปียโนให้กับเด็กๆ ในละแวกใกล้เคียงอีกด้วย เพราะเสียงดังรบกวนสมาธิการเรียนการสอนมาก
ชุมชนรอบสนามบินตามแนวขึ้นลงทั้งเหนือและใต้ต่างตกอยู่ในสภาพที่ไม่แตกต่างกันทั้งสภาพการเจ็บป่วยทางร่างกายและจิตใจ อันเป็นผลโดยตรงจากเสียงดังจากการขึ้น-ลงของเครื่องบิน รวมทั้งไอเสียจากท่อน้ำมันที่ส่งกลิ่นเหม็นมากกว่าควันรถ และเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งมากกว่า ไม่นับน้ำท่วมในช่วงฤดูฝนที่แช่ขังอยู่นานนับเดือน
“ไม่ใช่แค่เสียงดัง แต่พวกเราต้องเผชิญกับปัญหาน้ำท่วมเพราะแต่ก่อนบริเวณนี้เป็นแก้มลิงที่รองรับน้ำ พอสนามบินมาสร้างขวางทางน้ำ ถมคลองที่ระบายน้ำไปออกทะเลที่คลองด่าน น้ำที่เคยท่วมแต่ลดลงเร็วภายใน 1 – 2 สัปดาห์ ก็ไม่ยอมลดแช่อยู่นานเป็นเดือนๆ เข้าห้องน้ำห้องส้วมไม่ได้ น้ำกินน้ำใช้ที่เคยพึ่งพาน้ำฝนก็ใช้ไม่ได้ ที่น่ากลัวกว่านั้นก็คือ ควันจากท่อไอเสียของเครื่องบิน กลิ่นเผาไหม้น้ำมันเครื่องบินจะกลิ่นแรงกว่าน้ำมันรถยนต์ และเป็นมะเร็งเร็วกว่าด้วย” อารียา ปอมหาธรรมกิจ แกนนำหมู่บ้านเคหะนคร 2 บอกเล่าถึงสภาพที่เกิดขึ้น
ตลอด 8 เดือนที่ผ่านมา พวกเขาซึ่งเคยแข็งแรงต่างเจ็บป่วยง่ายเพราะพักผ่อนนอนหลับไม่เพียงพอ ขณะที่คนแก่เฒ่าที่มีโรคประจำตัว เจ็บป่วยอยู่แล้ว บางรายมีอาการทรุดหนัก และบางรายก็เสียชีวิต อัมพาต เพราะช็อกจากเสียงดังมากๆ เด็กๆ ต่างมีอาการหูเสื่อม ซึ่งปกติจะเกิดกับคนแก่ อาจกล่าวได้ว่า พวกเขาล้วนอยู่ตกอยู่ใต้เงื้อมเงาของมฤตยู เพราะยาที่ใช้รักษาอาการหูเสื่อมจะมีผลให้ความดันสูงขึ้น ผู้ที่เคยนอนหลับสบายก็ต้องพึ่งพายานอนหลับ และนับวันต้องเพิ่มปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆ
“พอสนามบินเปิดเสียงดังมากจนต้องกินยานอนหลับ แรกๆ ช่วงเดือนกันยายนปีที่แล้วก็กิน 1 เม็ด พอถึงเดือนพฤษภาคมปีนี้ กินถึง 3 เม็ด ก็ยังไม่หลับ บางทีตี 3 ตี 4 ถึงจะหลับ เสียสุขภาพอย่างมาก” ศิริวรรณ ผู้ซึ่งหันมาพึ่งพายานอนหลับ บอกเล่า
แม้ความเดือดร้อน มีปัญหาสุขภาพทั้งกายและใจของชุมชนรอบสนามบินสุวรรณภูมิ จะเป็นที่รับรู้ของ ทอท. ซึ่งต้องรับผิดชอบโดยตรงแล้ว แต่การเล่นเกมยื้อยุดบนความเป็นตายของชุมชนก็ยังดำเนินต่อไป
***ตัวแทนของชุมชน ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า กลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักๆ เกือบทั้งหมด คืออยู่ในแนวเส้นเสียง NEF มากกว่า 40 เป็นคนที่อยู่มานาน เป็นชุมชนเก่า หมู่บ้านจัดสรรเก่าที่สร้างมานานกว่าสิบปี และผู้อยู่อาศัยเป็นคนวัยเกษียน ผ่อนบ้านกันหมดแล้ว กลุ่มนี้มีอยู่ประมาณ 382 ราย ที่ควรจะได้รับการชดเชยในทันที แต่จนป่านนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจนและไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด
ขณะที่กลุ่มที่อยู่ในแนวเส้นเสียง NEF 30 – 40 ก็ถูกหลอก,ฮให้มาร่วมคิดเกณฑ์การประเมินรับซื้อครั้งแล้วครั้งเล่า และเป็นกลุ่มใหญ่ร่วม 90% แต่มติ ครม. ครั้งล่าสุดเมื่อ 29 พ.ค. 2550 ก็ออกมาชี้ว่า พวกเขาจะได้รับการปรับปรุงเท่านั้น
ส่วน กลุ่มโรงเรียนและวัด ที่จะต้องอยู่ในชุมชนต่อไป ซึ่งขอให้ ทอท. รีบเข้าปรับปรุง จนบัดนี้ก็ยังมีปัญหาล่าช้า เด็กๆ ไม่มีสมาธิเรียน ขณะเดียวกัน การปรับปรุงอาคาร ทอท.ว่าจ้างให้สถาบันเทคโนโลยีฯ ลาดกระบัง เป็นผู้ศึกษา แต่สุดท้าย ทอท. กลับลดสเปกวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ เช่น ความหนาของกระจก ลดความหนาลงครึ่งหนึ่ง ทำให้ไม่สามารถป้องกันเสียงดังได้
*** เกมยื้อเวลา 8 เดือนที่ว่างเปล่า?
ประจบ ม่วงอินทร์ ประธานชุมชนผู้ได้รับผลกระทบด้านเสียงฝั่งเหนือสนามบินสุวรรณภูมิ 14 ชุมชน เปิดเผยหลังจากคณะกรรมการนโยบายการดำเนินกิจการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและท่าอากาศยานกรุงเทพฯ (ดอนเมือง) ที่มีพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ นั่งเป็นประธานในการประชุมเมื่อวันที่ 22 พ.ค.ที่ผ่านมาว่า และมติดังกล่าวนำเสนอเข้าสู่วาระเพื่อทราบในการประชุม ครม. เมื่อวันที่ 29 พ.ค. 2550 ที่ผ่านมาว่า การแก้ไขปัญหาเป็นการยื้อเวลาและเข้าสู่วังวนเดิมเหมือนที่ผ่านมา 8 เดือน
สำนักโฆษกรัฐบาล เผยแพร่ผลการประชุมในวันดังกล่าวว่า ที่ประชุมร่วมกันพิจารณาหลักเกณฑ์ในการประเมินอาคาร/ที่พักอาศัยของผู้ได้รับผลกระทบทางเสียงจากสนามบินสุวรรณภูมิ แล้วมีมติเห็นชอบในหลักการ ดังนี้ 1) พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบตามแนวเส้นเสียง (Noise Exposure Forecast - NEF) มากกว่า 40 ให้เจรจาซื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง 2) พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบทางเสียง NEF 30 – 40 ให้สนับสนุนการปรับปรุงอาคาร
3) ให้ประกาศเส้นเสียง กรณีการใช้ทางวิ่งที่ 1 และ 2 เต็มความสามารถสูงสุดของทางวิ่ง (76 เที่ยวบิน/ชั่วโมง) เฉพาะการบินขึ้น – ลง โดยให้แบ่งการใช้ทางวิ่งขึ้นลงในอัตราส่วน 80:20 ที่ปลายทางวิ่งฝั่งตะวันตกด้านทิศเหนือ และฝั่งตะวันออกด้านทิศใต้เพียง 2 ด้านเท่านั้น ซึ่งใช้เป็นทิศทางการบินหลักและมีโอกาสเกิดขึ้นจริง
และ 4) ให้ใช้หลักเกณฑ์การประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่มีการหักค่าเสื่อมและบวกเพิ่มค่าการตลาดสำหรับบ้านที่ไม่ใช่หมู่บ้านจัดสรร ให้บวกด้วยค่าการตลาดอยู่ที่ระหว่างร้อยละ 10-20 ส่วนบ้านที่เป็นหมู่บ้านจัดสรร ให้บวกด้วยค่าการตลาดอยู่ในช่วงระหว่างร้อยละ 20 – 30
นั่นเท่ากับว่า นอกเหนือจาก ข้อ 4 ที่ยึดตามผลเจรจามากว่า 8 เดือนแล้ว หลักเกณฑ์อื่นๆ ได้เปลี่ยนแปลงไปจากมติคณะรัฐมนตรีเดิมเมื่อวันที่ 21 พ.ย. 2549 ที่กำหนดเอาไว้ โดยเฉพาะเกณฑ์การรับซื้อคืนที่ดิน/อาคารสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่แนวเส้นเสียงทั้ง NEF 30 -40 และ NEF มากกว่า 40
เมื่อถึงกำหนดนัด เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. ที่ผ่านมา อารีญา ปอมหาธรรมกิจ แกนนำหมู่บ้านเคหะนคร 2 พร้อมด้วยตัวแทนชุมชนรอบสนามบินสุวรรณภูมิฝั่งเหนือและใต้ ประมาณ 30 กว่าคน ก็ได้รับเชิญให้ไปรับฟังคำชี้แจงจากผู้บริหาร ทอท. คือ ยุพดี ลิ้มมธุรสกุล ผู้อำนวยการฝ่ายสิ่งแวดล้อม ทอท. ที่พ่วงเอา เถลิงศักดิ์ เพ็ชรสุวรรณ จากกรมควบคุมมลพิษ เข้ามาร่วมชี้แจงด้วย
แต่คำชี้แจงของผู้บริหาร ทอท. แทนที่จะมีความชัดเจน บรรเทาปัญหาความเดือดร้อนให้แก่ชุมชน กลับยิ่งแสดงให้เห็นถึงการโยกโย้ ดึงเรื่องออกไปไม่สิ้นสุดของ ทอท.
อารีญา กล่าวถึงการชี้แจงของ ทอท. ในวันนั้นว่า ทอท. บอกว่า กำลังทำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้พิจารณาเรื่องนี้ใหม่ โดยจะขอให้ยกเลิกมติครม.เมื่อวันที่ 21 พ.ย. 2549 ที่ระบุว่า ให้ ทอท. รับซื้อคืนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ในแนวเส้นเสียง หรือ NEF มากกว่า 40 รวมทั้งที่อยู่ในแนวเส้นเสียง 30 – 40 และเป็นสิ่งที่ปลูกสร้างที่ได้รับอนุญาตจนถึงปี 2549
“ทอท.บอกว่า เรื่องที่เสนอไปให้ครม.พิจารณาใหม่จะรับซื้อเฉพาะสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ในแนวเส้นเสียง หรือ NEF มากกว่า 40 ส่วนที่เหลือจะปรับปรุงให้ และให้เฉพาะสิ่งปลูกสร้างที่ได้รับอนุญาตก่อนปี 2544 เพราะหลังจากนั้นผู้ที่จะเข้ามาอยู่รู้อยู่แล้วว่าสนามบินจะเกิด” ตัวแทนชุมชน กล่าว
อารีญา ให้ความเห็นว่า การกระทำของ ทอท. เป็นการดึงเรื่อง เป็นเรื่องที่ชุมชนยอมรับไม่ได้ เพราะ 8 เดือนที่ผ่านมามีข้อสรุปร่วมกันแล้ว ทั้งหลักเกณฑ์การรับซื้อคืนตามมติ ครม. 21 พ.ย. 2549 ประเมินราคา เกณฑ์ความดังของเสียง แนวเส้นเสียง จำนวนเที่ยวบินสูงสุดในสถานการณ์การบินจริง และการใช้ทางวิ่งที่ 1 และ 2 เต็มศักยภาพ (เที่ยวบินสูงสุด 76 เที่ยว/ชั่วโมง)
***“การกระทำของ ทอท. เท่ากับมานับหนึ่งกันใหม่ ทั้งที่กลุ่มที่อยู่มาก่อนปี 2544 และอยู่ในแนวเส้นเสียง NEF มากกว่า 40 ควรได้รับการแก้ไขไปตั้งนานแล้ว ส่วนกลุ่มที่เหลือก็ค่อยๆ แก้ไขปัญหาไปตามลำดับ ชุมชนก็รู้ว่า ทอท. ไม่ได้มีเงินมากมาย และเราก็พร้อมจะรอ แต่ขอให้มีความชัดเจนว่าจะต้องรอถึงเมื่อไหร่ ไม่ใช่รอไปเรื่อยๆ ไม่รู้ว่าต้องทนอีกนานแค่ไหน” ตัวแทนชุมชน กล่าว
อารีญา ยังกล่าวว่า ในการประชุมคราวนั้น ทอท.โยนลูกให้ คพ. ไปทำแนวเส้นเสียงใหม่ของรันเวย์คู่ที่ ทอท. มีการเกลี่ยการขึ้น-ลงของเครื่องบินใหม่ ชาวบ้านก็ไล่ถามข้อเท็จจริงในการวัดเส้นเสียงจาก คพ. ทางคุณเฉลิมศักดิ์ ก็ยอมรับว่ามีความคลาดเคลื่อนแต่ไม่มีการเผื่อค่าเบี่ยงเบนเอาไว้ด้วย บ้านที่น่าจะอยู่ในแนวเส้นเสียงที่มากกว่า NEF 40 ก็ไม่อยู่ทั้งที่เสียงดังมาก
เมื่อเป็นเช่นนี้ หมู่บ้านที่ตามข้อเท็จจริงแล้วอยู่ในแนวเส้นเสียงที่มากกว่า NEF 40 ก็ตกไปอยู่ NEF 30-40 ซึ่ง ทอท. จะไม่ยอมรับซื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง แต่จะใช้วิธีปรับปรุงให้ ทั้งที่ระดับความดังของเสียงไม่สามารถพักอาศัยอยู่ได้ ผู้ที่ทนไม่ได้กับเสียงดังต้องการขายที่ดินขายบ้าน ทอท. ก็ไม่ซื้อ และก็ไม่มีผู้ใดมาซื้อ
“คงมีม็อบใหญ่ตามมาอีกแน่หากการแก้ไขปัญหายังไม่มีความชัดเจนอยู่เช่นนี้” ตัวแทนชุมชนเคหะนครกล่าวทิ้งท้าย หลังจากที่พวกเขาเคยม็อบใหญ่มาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อวันที่ 12 พ.ค. 2550 กระทั่งนำไปสู่การประชุมของคณะกรรมการฯ เมื่อวันที่ 22 พ.ค. ที่ผ่านมา แต่สุดท้ายก็วนกลับมาเริ่มต้นนับหนึ่งกันใหม่
สอดคล้องกับความเห็นของ วันชาติ มานะธรรมสมบัติ ตัวแทนชุมชนฝั่งเหนือใต้ของสนามบินฯ อีกคนหนึ่งที่บอกว่า หลังเปิดใช้สนามบินเดือนร้อนมากว่า 8 เดือนแล้ว และการประชุมหารือกับ ทอท. มาโดยตลอดยังไม่มีความชัดเจนว่าจะมีต้องใช้เวลาแก้ไขปัญหาอีกนานแค่ไหน ล่าสุดแม้เกณฑ์การประเมินราคาทรัพย์สินจะผ่านการเห็นชอบจากคณะกรรมการฯ ชุดที่มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธานแล้ว แต่ก็ยังไม่รู้ว่าทอท.จะส่งเรื่องมาให้ชุมชนและเข้ามาประเมินจริงเมื่อไหร่
วันชาติ กล่าวว่า จำนวนตัวเลขของผู้ได้รับความเดือนร้อนมากๆ ที่ชุมชนรวบรวมและเสนอไปยัง ทอท. นั้นมีประมาณ 2,225 ครัวเรือน ซึ่งตามหลักความเป็นจริงแล้วการชดเชยไม่น่าจะสูงถึง 1.2 แสนล้านอย่างที่ ทอท.นำเสนอต่อที่ประชุมบอร์ด ทอท.
“ถ้าประเมินกันจริงๆ วงเงินที่ชดเชยกลุ่มที่ได้รับผลกระทบตามแนวเส้นเสียง NEF 30 ขึ้นไป จะตกประมาณ 2-3 หมื่นล้าน” ตัวแทนชุมชนฝั่งเหนือใต้ กล่าว
ไม่ต่างไปจากเสียงของ มนต์ชัย สุขะบุตร ผู้จัดการนิติบุคคลโครงการคอนโดนูเวล – ธนาซิตี้ ที่บอกว่า จนถึงป่านนี้ยังไม่มีความชัดเจนใดๆ และผู้พักอาศัยกำลังรอการแก้ไขปัญหาจาก ทอท. เนื่องจากโครงการอยู่ในแนวเส้นเสียง NEF 35-40 ซึ่งทั้ง 6 ตึกได้รับผลกระทบหมดจากขาขึ้นและขาลงของเครื่อง เวลานี้หลายคนได้แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการลงทุนหลายหมื่นบาทปรับปรุงห้องติดกระจกเพิ่ม มีบางส่วนที่ย้ายออกหรือไม่เข้ามาพักบ่อยเหมือนเมื่อก่อน นอกจากเสียงที่ดังรบกวนแล้ว สิ่งที่เขากังวลก็คือผลกระทบของเสียงต่อโครงสร้างอาคารเพราะเครื่องบินขนาดใหญ่ที่บินผ่านทำให้กระจกอาคารสั่น
“ทางเรายื่นเรื่องเสนอ ทอท. ขึ้นไปสองเดือนกว่าแล้ว ยังไม่มีความคืบหน้า ตอนนี้กำลังตามเรื่องอยู่ทุกคนอยากรู้ว่าการแก้ไขปัญหาจะออกมาในรูปแบบไหน เพราะเกณฑ์การประเมินไม่รวมถึงอาคารชุดด้วย การชดเชยจึงไม่ชัดเจน ความจริงแล้วพื้นที่ได้รับผลกระทบไม่มากการแก้ไขปัญหาน่าจะเร็วกว่านี้” มนต์ชัย กล่าว
โครงการธนาซิตี้ โครงการอาคารชุด 3 โครงการ คือ คอนโดนูเวล-ธนาซิตี้, เพรสทีจฯ ธนาเพลส และหมู่บ้านธนาซิตี้ ซึ่งอยู่ในแนวเส้นเสียง NEF 35-40 โดยมีผู้พักอาศัยรวมทั้งหมดประมาณ 5,000 คน
ด้าน นันทนา อดุงเดชจรูญ แกนนำหมู่บ้านประภาวรรณ บอกว่า หมู่บ้านประภาวรรณ บางส่วนอยู่ในแนวเส้นเสียง NEF 30-35 ซึ่งไม่รู้ว่าทอท.จะเหลียวแลเราหรือไม่ เพราะถ้าวัดตามสถานการณ์การบินจริง คือ 46 เที่ยวบิน/ชั่วโมง ณ วันที่ 19 ต.ค. 2549 หมู่บ้านประภาวรรณจะตกไปเลย แต่ถ้ายึดมติครม. 21 พ.ย. 2549 ที่ว่าจะชดเชยให้กับผู้ได้รับผลกระทบในแนวเส้นเสียง NEF 30-35 โดยวัดตามศักยภาพการบินสูงสุดคือ 76 เที่ยวบิน/ชั่วโมงถึงจะมีสิทธิ์ แต่มติที่กลับไปกลับมาก็ไม่รู้ว่าจะเอาอย่างไรกันแน่
เท่ากับเราถูกขังอยู่ในนี้ จะขายก็ขายไม่ได้ ไม่มีใครมาซื้อ ธนาคารก็ไม่ปล่อยกู้ แล้วเราจะทำอย่างไร ถ้าจะให้เกิดความยุติธรรมโดนแนวเส้นเสียงระดับไหนก็น่าจะชดเชยให้ทั้งหมด เพราะเสียงดังอยู่ไม่ได้เหมือนกัน” นันทนา กล่าว
อนึ่ง กลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากมลพิษทางเสียงของสนามบินสุวรรณภูมิ แยกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรก เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบที่ ทอท. ต้องชดเชยตามมติคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เมื่อวันที่ 10 มี.ค. 2548 ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีการสำรวจก่อนเปิดสนามบิน และ กลุ่มที่สองเป็นกลุ่มที่จะได้รับการชดเชยและแก้ไขปัญหาตามมติครม. เมื่อวันที่ 21 พ.ย. 2549 หลังจากเปิดใช้สนามบินแล้ว
สำหรับกลุ่มแรกนั้น ทอท.มีความชัดเจนว่าจะต้องจ่ายชดเชยพร้อมกับจัดสรรงบออกมาแก้ไขปัญหาในส่วนนี้แล้วแต่การเจรจายังไม่สามารถตกลงกันได้ทั้งหมด ขณะที่กลุ่มที่สอง เป็นกลุ่มที่มีความสับสนว่าจะดำเนินการอย่างไร เพราะมติของคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 21 พ.ย. 2549, มติของบอร์ดทอท. เมื่อวันที่ 9 พ.ค. 2550 และ มติของคณะกรรมการนโยบายการดำเนินกิจการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและท่าอากาศยานกรุงเทพฯ (ดอนเมือง) ที่มีพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นประธาน เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2550 ที่ผ่านมา ไม่ได้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
/////////////////////////////////////////////
เคราะห์กรรมชุมชนเก่า-ร.ร.-วัด
“พอเครื่องบินมา เสียงดังมาก เรียนไม่รู้เรื่อง ไม่มีสมาธิ คุณครูบอกว่าให้หยุดเคารพเครื่องบินก่อน .... หนูอยากให้ปรับปรุงห้องเรียนไม่ให้มีเสียงดัง” รัตนาวดี มุสตอฟาดี นักเรียนชั้นป. 6 โรงเรียนวังเล็กวิทยานุสรณ์ ซึ่งเป็นโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร เขตมีนบุรี ที่ตกสำรวจจากการแก้ไขปัญหาเสียงดังจากเครื่องบินของสนามบินสุวรรณภูมิ
โรงเรียนแห่งนี้ เป็นโรงเรียนระดับชั้นประถมปีที่ 1 – 6 มีนักเรียนชั้นละประมาณ 20 คน ส่วนใหญ่เป็นนักเรียนชาวมุสลิมที่อาศัยอยู่ในชุมชนมัสยิดอัลบุชซารอ ชุมชนนี้ยังมีศูนย์เด็กเล็ก 3 ศูนย์ และโรงเรียนสอนศาสนาอีกแห่งหนึ่ง
อำนาจ มุสตอฟาดี ผู้นำของชุมชน บอกว่า ชุมชนมัสยิดอัลบุชซารอ เขตมีนบุรียังไม่มีหน่วยงานใดๆ เข้ามาสำรวจความเดือดร้อนจากปัญหามลพิษทางเสียงจากสนามบินสุวรรณภูมิ ทำให้กว่า 600 กว่าครอบครัวในชุมชนต้องทนทุกข์จากเสียงดัง ที่สำคัญคือการทำพิธีกรรมทางศาสนาคือการละหมาดที่ต้องอาศัยความสงบถูกรบกวน
“ชุมชนเราอยู่กันมา 3 รุ่นแล้ว และต้องอยู่กันไม่คิดย้ายไปไหน อยากจะขอให้เข้ามาสำรวจและปรับปรุงที่พักอาศัย” ผู้นำชุมชน กล่าว
ผลกระทบของชุมชนเก่าไม่ต่างไปจากหมู่บ้านหรือชุมชนอื่น นอกจากเสียงดังจกระทั่งนอนไม่หลับ ทำให้พักผ่อนไม่เพียงพอแล้ว ทีวีพังไปแล้วครอบครัวละ 2 เครื่อง สัญญาณโทรศัพท์มีปัญหา ฯลฯ
นอกจากหมู่บ้าน โรงเรียน ที่อยู่ในร่องแนวเสียงของเครื่องบินขึ้นและลงในสนามบินสุวรรณภูมิแล้ว “วัด”ซึ่งเป็นสถานที่พึ่งของประชาชน ก็พลอยได้รับผลกระทบจากการเปิดใช้สนามบินเช่นกัน
พระครูโสภณกิจจานุกูล เจ้าอาวาสวัดบางโฉลง กล่าวว่า ทางวัดได้รับผลกระทบจากสนามบิน เนื่องวัดบางโฉลงมีอายุการก่อสร้างมาเกือบ 250 ปี ซึ่งสร้างก่อนการก่อตั้งกรุงธนบุรี ปัญหาที่เกิดขึ้นทางวัดได้แก้ไขโดยการปรับปรุงอาคารเก่าให้มีความมั่นคงเป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อน เพื่อลดความเดือดร้อน เพราะวัด คือสถานปฏิบัติธรรม ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา หากเสียงของเครื่องที่ดัง อาจจะทำให้การปฎิบัติธรรมตามหลักพระพุทธศาสนาเกิดความผิดพลาด และอาจจะกลายเป็นบาปไป
“เราเห็นใจข้าราชการ เข้าใจผู้บริหารสนามบิน และการเมือง เราเลยต้องอดทนและหาแผนแก้ไข เพราะอย่างไร สนามบินก็ย้ายไปไหนไม่ได้ เหมือนกับวัดโฉลงที่ไม่สามารถย้ายไปตั้งที่อื่นๆได้ เพราะคนในชุมชนในละแวกนี้บริจาคให้วัดเยอะ เราต้องดูแลเขาด้วย คิดว่าเรื่องที่เกิดขึ้น เป็นเคราะห์กรรมของวัด ”พระครูโสภณกิจจานุกุล กล่าว
อย่างไรก็ดี ในประเด็นเรื่องของการซ่อมแซมนั้น ทางทอท.ได้ชดเชยความเสียหายที่เกิดจากผลกระทบจากเสียงเครื่องบินมาแล้วประมาณ 10 ล้านบาท แต่ทางวัดได้มอบหมายให้ทางทอท.ช่วยดำเนินการในเรื่องของการจัดหาวัสดุก่อสร้าง อุปกรณ์ต่างๆ เนื่องจากทางวัดไม่ค่อยมีความรู้หรือเชี่ยวชาญกับเรื่องดังกล่าว ถึงนั้น จำนวนเงิน 10 ล้านบาท ที่นำมาชดเชยคงไม่พอที่จะลดความเดือดร้อนได้ แต่เป็นการแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งทางวัดทำใจอยู่แล้ว
วันชาติ มานะธรรมสมบัติ ตัวแทนชุมชนฝั่งเหนือใต้ กล่าวว่า มีชุมชนที่อยู่ในรัศมีของแนวเส้นเสียงที่ทอท.ยังไม่ได้ให้ความสนใจหรือใส่ใจ เช่น ชุมชนบางโฉลง (ใต้) มีประมาณ 300 ชุมชน ส่วนใหญ่ได้เสนอที่จะให้ทางทอท.เข้ามาปรับปรุงบ้าน และไม่คิดที่จะขาย เนื่องจากคนที่อาศัยในชุมชนจะเป็นการเช่าอาศัย การที่จะขายนั้นคงเป็นเรื่องที่ยาก หากจะขายก็ขายได้เฉพาะตัวบ้านเท่านั้น
“อย่าลืมว่าชุมชนเหล่านี้ โครงสร้างไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อรองรับเรื่องเสียงของเครื่องบินในสนามบินสุวรรณภูมิ ต่างกับโครงการจัดสรรที่มีการวางระบบที่ดีกว่า ดังนั้น ทอท.ต้องหันมาเหลี่ยวแลคนที่อยู่อาศัยในชุมชนด้วย ไม่ใช่ทอดทิ้งคนเหล่านี้ ”แกนนำชุมชนฯ กล่าว