xs
xsm
sm
md
lg

คพ.ดิ้นหาทนายใหม่คดีคลองด่าน ป.ป.ช.ชิ่งหนีข้อหาหลุมดำดองคดี

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

ผู้จัดการออนไลน์ – กรมควบคุมมลพิษ รวบรัดเปิดประมูลวิธีพิเศษหาทนายใหม่ว่าความคดีคลองด่านให้ทันนัดศาล 7 มิ.ย.นี้ หลังเล่นเกมยื้อเวลามานานกว่า 8 เดือน ซ้ำแสดงพฤติกรรมเข้าข่ายขัดขวางกระบวนการยุติธรรมและขัดมติครม. ด้าน ป.ป.ช. ชิ่งหนีข้อหาหลุมดำแช่แข็งคดี ร่อนหนังสือถึงกรมควบคุมมลพิษให้สู้คดีฉ้อโกงกับเอกชนเต็มที่อย่ามาอ้างส่งเรื่องให้ป.ป.ช.จัดการหมดแล้วทั้งนักการเมือง-ข้าราชการ-เอกชน แต่การไต่สวนคดีโกงที่ดิน-โกงสัญญาโครงการในมือยังอืด

รายงานข่าวจากกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) แจ้งว่า กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ได้ออกประกาศเชิญชวนบริษัท/หัวหน้าสำนักงานทนายความ เข้าร่วมการคัดเลือกผู้รับจ้างว่าความหรือทนายความคดีอาญาฐานฉ้อโกง ในศาลแขวงดุสิต คดีหมายเลขดำที่ 254/2547 ระหว่างกรมควบคุมมลพิษ กับจำเลย รวม 18 ราย ซึ่งศาลแขวงดุสิตมีคำสั่งให้รับฟ้องไว้พิจารณาแล้วตั้งแต่วันที่ 17 พ.ย.2548 และสืบพยานโจทก์ไปแล้วประมาณ 10 คน แต่กรมฯ มีประสงค์จะเปลี่ยนทนายความใหม่โดยการว่าจ้างด้วยวิธีพิเศษ มีนายสุชิน สังขพงษ์ เป็นประธานกรรมการจัดจ้างโดยวิธีพิเศษ

ประกาศของประธานกรรมการจัดจ้างโดยวิธีพิเศษ เชิญชวนให้ผู้สนใจร่วมการคัดเลือกยื่นข้อเสนอรับจ้างว่าความภายในวันที่ 30 พ.ค. นี้ หลังประกาศเชิญชวนไปเมื่อวันที่ 23 พ.ค.ที่ผ่านมา ทั้งนี้การเร่งรัดการประมูลดังกล่าว ทาง คพ. ต้องการคัดเลือกและเซ็นสัญญากับทนายความใหม่ให้ทันวันที่ 7 มิ.ย. 2550 ซึ่งเป็นวันนัดคดีของศาลแขวงดุสิต

ก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนก.ย. 2549 นางมณฑาทิพย์ ศรีรัตนา ทาบูกานอน รักษาการอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ขณะนั้น ได้ยื่นคำร้องต่อศาลขอเปลี่ยนทนายความในคดีดังกล่าวใหม่ โดยอ้างเหตุผลว่า ความเห็นในคดีของทนายความและ คพ.ไม่ตรงกัน นอกจากนั้น คพ.ได้ขอเลื่อนนัดสืบคดีต่อศาลหลายครั้งเพื่อรอทนายความคนใหม่ ซึ่งศาลได้อนุญาตตามคำขอ ขณะที่ฝ่ายทนายความที่กรมว่าจ้างได้แจ้งว่าทาง คพ. ไม่เคยบอกกล่าวล่วงหน้าถึงปัญหาที่กล่าวอ้างมีความเห็นไม่ตรงกันแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม การเปิดประมูลว่าจ้างทนายความใหม่ของ คพ. ที่มีไปแล้วครั้งหนึ่งเมื่อเดือนก.พ. 2550 นั้น มีผู้มีคุณสมบัติเข้ายื่นความจำนง 2 ราย คือ บริษัทธรรมนิติ และบริษัทเนติพัฒน์ แต่ถึงขั้นยื่นซองเหลือเพียงรายเดียวคือ บริษัทเนติพัฒน์ แต่สุดท้ายไม่สามารถตกลงค่าว่าจ้างได้ ทำให้ คพ. ต้องเปิดประมูลใหม่โดยวิธีพิเศษอีกครั้ง ซึ่งส่งผลเสียหายต่อคดีที่ล่าช้าออกไป

ทั้งนี้ ในระหว่างที่รอการจัดจ้างทนายความคนใหม่นั้น ศาลได้อนุญาตให้ทนายความคนเดิมของ คพ. คือ นายณกฤช เศวตนันทน์ เป็นผู้ว่าความฝ่ายโจทก์คือคพ.ไปพลางก่อน แต่การสืบคดีของนายณกฤช กลับถูกผู้บริหาร คพ. ทั้งอธิบดีและฝ่ายนิติกร ขัดขวางกระบวนการยุติธรรม

ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด คือ การขัดขวางไม่ให้มีการสืบพยานปากสำคัญเมื่อวันที่ 26 เม.ย. 2550 ที่นายณกฤช นำมาเบิกความ คือ พล.ต.ต.วิเชียร สิงห์ปรีชา รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.สอบสวนกลาง) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมสอบสวนของสตช.ที่ชี้มูลคดีทุจริตโครงการก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน (ฉ้อโกงที่ดินและฉ้อโกงโครงการ) และส่งเรื่องให้กับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ดำเนินการเอาผิดต่อผู้ทุจริตในโครงการฯ โดยกล่าวหาผู้กระทำความผิดในส่วนของข้าราชการกรมที่ดิน กรมควบคุมมลพิษ และกลุ่มบริษัทเอกชน ซึ่งหมายถึงกลุ่มเอกชนที่ตกเป็นจำเลยในคดีหมายเลขดำที่ 254/2547 นี้ด้วย รวมทั้งหมด 30 คน

ในวันดังกล่าวนั้น นายประมวล เฉลียว ฝ่ายกฎหมายสิ่งแวดล้อม กองนิติการ ผู้รับมอบอำนาจจากอธิบดี คพ. ได้โทรศัพท์ปรึกษาหารือกับนายสุพัฒน์ หวังวงศ์วัฒนา อธิบดี คพ. และยืนยันต่อศาลว่าไม่ประสงค์ที่จะให้มีการสืบพยานสำคัญ คือ พล.ต.ต.วิเชียร สิงห์ปรีชา พร้อมกับให้ศาลตัดนัด และ คพ. ยังตั้งเงื่อนไขว่าการนำพยานขึ้นเบิกความของทนายความคือ นายณกฤช จะต้องแจ้งต่อ คพ. ล่วงหน้าก่อน

***พยานสำคัญให้การมัดแน่น

ต่อมา ในการนัดสืบพยานครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 23 พ.ค. 2550 ที่ผ่านมา นายณกฤช ได้นำพยานปากสำคัญ คือ พ.ต.ท.ดำรงสิทธิ์ โมราฤทธิ์ รอง ผกก.4 บก.ป. ที่อยู่ในชุดสอบสวนที่สตช.แต่งตั้ง ขึ้นเบิกความเกี่ยวกับสำนวนการสอบสวน และยื่นเอกสารหลักฐานประกอบที่สำคัญต่อศาล คือ

1) หนังสือที่สตช.ส่งถึงป.ป.ช.พร้อมสำนวนการสอบสวน 2 ชุด ชุดแรกเป็นสรุปผลการสอบสวนลงวันที่ 4 พ.ย. 2546 และชุดที่สอง สรุปผลการสอบสวนลงวันที่ 30 มิ.ย. 2547 เป็นสำนวนเกี่ยวกับการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงหลอกลวงในคดีที่ดินและฉ้อโกงค่าจ้างตามสัญญาโครงการ

2) บันทึกที่พนักงานสอบสวนแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหามารับทราบข้อกล่าวหาและคำให้การของผู้ต้องหาทั้งจำเลยที่เป็นบุคคลและนิติบุคคล 3) บันทึกคำให้การของผู้กล่าวหาที่ตำรวจสอบสวนไว้

นอกจากนั้น พยานรายดังกล่าว ยังเบิกความรับรองการให้ปากคำของผู้บริหารและอดีตผู้บริหารของบริษัทนอสท์เวสต์ที่ถอนตัวออกไปก่อนการทำสัญญาโครงการ แต่กลุ่มกิจการร่วมค้าเอ็นวีพีเอสเคจี กลับนำเอาชื่อของนอสท์เวสต์ ไปหลอกคพ.ให้มีการลงนามในสัญญาพร้อมกับเปิดบัญชีรับเงินค่าว่าจ้างจาก คพ. กว่า 50 งวด รวมเม็ดเงินเกือบสองหมื่นล้าน

***ป.ป.ช.ให้ คพ. สู้เต็มที่ ชิ่งหนีข้อหาหลุมดำ

มีรายงานข่าวแจ้งเพิ่มเติมว่า ในช่วงต้นเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา ทาง ป.ป.ช.ซึ่งกำลังไต่สวนคดีทุจริตโครงการบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน ได้ส่งหนังสือไปยัง คพ. เพื่อแจ้งให้คพ. ดำเนินการต่อสู้คดีฉ้อโกงที่อยู่ในกระบวนการพิจารณาของศาลอย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องนำเอาการสอบสวนของป.ป.ช. ไปเป็นเงื่อนไขในการประวิงหรือระงับยับยั้งคดี ดังนัยที่ทีโออาร์เชิญชวนการเข้าประกวดราคาว่าจ้างทนายของ คพ. ข้อ 6.8 ระบุไว้ว่า

“หากคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลว่าจำเลยที่ถูกฟ้องในครั้งนี้เป็นผู้สนับสนุนการกระทำผิดร่วมกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ และได้เสนอให้พนักงานอัยการสั่งฟ้องจำเลยที่ถูกฟ้องในครั้งนี้ด้วย กรมฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการบอกเลิกสัญญาจ้างว่าความ และจะจ่ายค่าจ้างให้ตามสัดส่วนของงานที่ได้ดำเนินการไปแล้ว”

ส่วนเหตุผลที่ ป.ป.ช. ทำหนังสือแจ้งต่อ คพ. นั้น เนื่องจากคดีที่ส่งไปยังป.ป.ช.ในส่วนของเอกชนที่ถูกฟ้องร้องอยู่ในคดีหลายเลขดำที่ 254/2547 นั้นเป็นข้อกล่าวหาสนับสนุนการกระทำความผิดของข้าราชการ ซึ่งเป็นคดีที่พิสูจน์ได้ยาก และที่ผ่านมาฝ่ายเอกชนก็สู้คดีมาโดยตลอดว่าดำเนินการทุกอย่างภายใต้การเห็นชอบของฝ่ายข้าราชการ อีกทั้งข้อกล่าวหาสนับสนุนฯ เป็นคดีที่จะถูกนำขึ้นสู่ศาลอาญา ขณะที่คดีฉ้อโกงอยู่ที่ศาลแขวงดุสิต จึงเป็นข้อหาที่ต่างกันและต่างศาล และไม่สามารถรวมคดีกันได้

***ขวางกระบวนการยุติธรรมระวังเจอคุก

การยื่นฟ้องคดีฉ้อโกงในช่วงแรกนั้น มีแรงกดดันจากฝ่ายต่างๆ ให้มีการถอนฟ้องโดยอ้างเหตุผลว่า จะไปขัดกับกระบวนการไต่สวนคดีของ ป.ป.ช. กระทั่งการไต่สวนคดีของศาลแขวงดุสิตปรากฏว่ามีมูล และศาลมีคำสั่งรับฟ้องคดีไว้พิจารณาแล้วตั้งแต่วันที่ 17 พ.ย.2548 แต่การต่อสู้คดีกลับมามีปัญหาด้วยการขัดขวางกระบวนการยุติธรรมของฝ่ายโจทก์ คือ กรมควบคุมมลพิษ ที่ประวิงคดีให้ล่าช้าเสียเองด้วยการขอเลื่อนคดีและเปลี่ยนทนายความคนใหม่

การยื่นฟ้องคดีหลายเลขดำที่ 254/2547 ของกรมควบคุมมลพิษ เป็นไปตามมติครม. ในขณะที่นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ดำรงตำแหน่งรมว.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งหลังจากนายประพัฒน์ ไม่ได้เป็นรมว.กระทรวงทรัพยากรฯ คดีนี้เผชิญปัญหาขัดขวางกระบวนการยุติธรรมมาโดยตลอด

หากจะพิจารณาตามข้อกฎหมายแล้ว การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 165 ที่ระบุว่า “ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ปฏิบัติการให้เป็นไปตามประมวลกฎหมายหรือคำสั่ง ซึ่งได้สั่งเพื่อบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมาย ป้องกันหรือขัดขวางมิให้การเป็นไปตามกฎหมายหรือมีคำสั่งนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ”

นอกจากนั้น ยังมีมาตรา 166 ที่ระบุว่า “ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานละทิ้งงานหรือกระทำการใดๆ เพื่อให้งานหยุดชะงักหรือเสียหาย โดยร่วมกระทำการเช่นนั้นด้วยกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ….” และมาตรา 157 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

*** ป.ป.ช.เลื่อนสรุปไต่สวนคดี

สำหรับการไต่สวนคดีทุจริตคลองด่านของ ป.ป.ช. นั้น ภายหลังคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดใหม่ที่ได้รับการแต่งตั้งจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) เข้ามาดำรงตำแหน่ง นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ให้ความเห็นว่า จะเร่งดำเนินการในคดีทุจริตคลองด่านให้เร็วที่สุดเพราะคดีใกล้หมดอายุความ พร้อมกับตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน 2 ชุด คือ

หนึ่ง คณะอนุกรรมไต่สวนเรื่องกล่าวหาเจ้าหน้าที่รัฐที่ร่วมกันทุจริตเกี่ยวกับการออกเอกสารสิทธิ์ที่ดินใช้จัดทำโครงการจัดการน้ำเสีย เขตควบคุมมลพิษ จ.สมุทรปราการ มีนายวิชา มหาคุณ เป็นประธานอนุกรรมการ และ สอง คณะอนุกรรมการไต่สวนเรื่องกล่าวหาเจ้าหน้าที่รัฐที่ร่วมกันทุจริตในการดำเนินโครงการจัดการน้ำเสีย จ.สมุทรปราการ มีนายวิชัย วิวิตเสวี เป็นประธานคณะอนุกรรมการ

ทั้งนี้ นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ เคยให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนถึงกรอบเวลาในการไต่สวนว่า ประมาณสิ้นเดือนเมษายน 2550 ป.ป.ช. จะสามารถสรุปสำนวนการไต่สวนคดีทุจริตคลองด่านได้ แต่อย่างไรก็ตาม ถึงขณะนี้ยังไม่มีการแถลงรายงานผลความคืบหน้าในการไต่สวนคดีนี้ต่อสาธารณะแต่อย่างใด

อนึ่ง การดำเนินการไต่สวนคดีทุจริตคลองด่านอย่างล่าช้าของ ป.ป.ช.ในสมัยที่ผ่านมา เป็นผลให้คดีขาดอายุความไปแล้วหลายคดี โดยเฉพาะผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับการออกโฉนดที่ดินโดยมิชอบ