ผู้จัดการออนไลน์ – กลุ่มเอฟทีเอว็อทช์และเครือข่ายแถลงโต้สหรัฐฯ ลั่นคนไทยต้องผนึกกำลังต่อสู้กับพฤติกรรมอันธพาลของ “หมาป่า” อย่าหวั่นไหวกับเกมขู่กรรโชก และอย่าปล่อยให้กระทรวงสาธารณสุขต้องต่อสู้อย่างโดดเดี่ยว เรียกร้องนายกรัฐมนตรี ยึดมั่นคำสัญญาที่จะให้ความสำคัญกับดัชนีความสุขมวลรวมมากกว่าตัวเลขจีดีพี นัดประท้วงหน้าสถานฑูตสหรัฐฯ พรุ่งนี้ (3 พ.ค.) เวลา 10.00 น.
วันนี้ (2 พ.ค.) กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (เอฟทีเอ ว็อทช์) ออกแถลงการณ์กรณีที่สหรัฐฯขึ้นบัญชีประเทศไทยในกลุ่มประเทศที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ อันเป็นผลจากการประกาศใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรยา โดยชี้ว่า ข้อสรุปผลการศึกษาของยูเอสทีอาร์ ไม่ใช่ผลการศึกษาหรืองานวิจัยแต่ได้มาจากการรายงานของกลุ่มธุรกิจอเมริกันที่ทำการค้าในประเทศนั้นๆ
กลุ่มเอฟทีเอว็อทช์ ระบุว่า ที่ผ่านมา สหรัฐฯ ใช้ มาตรา 301พิเศษเป็นเครื่องมือข่มขู่ประเทศคู่ค้าในลักษณะมาตรการฝ่ายเดียวเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของธุรกิจสหรัฐฯ ในประเทศต่างๆ โดยใช้กดดันประเทศคู่ค้าเมื่อการเจรจาข้อตกลงการค้าทวิภาคีหรือข้อตกลงการค้าโลกแบบพหุภาคียังไม่ประสบความสำเร็จดังใจหมาย สิ่งที่ธุรกิจสหรัฐฯ ตั้งเป้าไว้ คือการเอาเปรียบคู่ค้าและละโมบเกินกว่าที่สังคมโลกจะยอมรับได้ เพราะเกินกว่าความตกลงในองค์การการค้าโลก เรียกง่ายๆว่านี่คือ เครื่องมือขู่กรรโชกของอันธพาลอเมริกัน
ในอดีต ปี 2535 ช่วงรัฐบาล รสช. สหรัฐฯ ก็เคยใช้มาตรา301 พิเศษบีบให้ประเทศไทยแก้กฎหมายสิทธิบัตรเพื่อขยายเวลาคุ้มครองสิทธิบัตรและรับสิทธิบัตรผลิตภัณฑ์ ก่อนหน้าความผูกพันธ์ใน WTO ถึง 8 ปีโดยใช้ยุทธวิธีสร้างความแตกแยกในประเทศไทยระหว่างมูลค่าการส่งออกสินค้า กับชีวิตของประชาชน ในที่สุดรัฐบาลรัฐประหารขณะนั้นซึ่งแสวงหาการยอมรับจากนานาประเทศ ก็ยอมตาม “เกมขู่กรรโชก” ส่งผลให้อุตสาหกรรมยาในประเทศอ่อนแอและยามีราคาแพงขึ้นอย่างมาก
สหรัฐฯพยายามอย่างยิ่งที่จะบีบบังคับประเทศต่างๆ ขยายความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเข้มงวดเมื่อไม่สำเร็จในพหุภาคี ก็ใช้การเจรจาทวิภาคี ในกรณีของไทย การเจรจาเอฟทีเอกับสหรัฐฯ หยุดชะงักไปและหน่วยราชการก็ยืนยันชัดเจนที่จะไม่ยอมตามข้อตกลงที่มากไปกว่าความตกลงในองค์การการค้าโลกสหรัฐฯจึงใช้มาตรา 301 บีบไทยอีกครั้งไม่ต่างกับพฤติกรรมของหมาป่าที่ไล่ต้อนลูกแกะว่า “ทำน้ำขุ่น” ในนิทานอีสป
ส่วนข้ออ้างเรื่อง “ความไม่โปร่งใส” รัฐบาลไทยดำเนินการอย่างโปร่งใสตามขั้นตอนที่ชัดเจนเปิดเผยต่อสื่อมวลชน มาโดยตลอด เป็นลำดับตลอดจนจัดพิมพ์สมุดปกขาว ชี้แจง อย่างละเอียดทั้งภาษาไทยและอังกฤษขณะที่การบังคับใช้สิทธิโดยรัฐบาลที่สหรัฐฯเคยดำเนินการมาในอดีตก็ไม่เคยต้องมีการปรึกษาหารือกับผู้ทรงสิทธิก่อนแต่อย่างใด
เมื่อเปรียบเทียบมาตรการใช้สิทธิของรัฐบาลไทยที่สหรัฐฯกล่าวหาว่า “ไม่มีความโปร่งใส” กับการเจรจาเอฟทีเอที่สหรัฐฯ ยื่นเงื่อนไขให้ไทยเก็บข้อมูลการเจรจาเป็นความลับ ทั้งๆที่ข้อตกลงเอฟทีเอจะส่งผลกระทบต่อประชาชนไทยอย่างกว้างขวางและแม้ภาคประชาสังคมจะถามหาความโปร่งใส แต่สหรัฐฯก็ไม่สนใจนั้นเห็นได้ว่าเป็นการเลือกปฏิบัติโดยใช้สองมาตรฐานอย่างชัดเจน
นอกจากนี้ ตามเหตุผลที่กว่าอ้างในรายงานฯล้วนเป็นเนื้อหาที่เกินกว่าข้อตกลงทริปส์ทั้งการผูกขาดข้อมูลทางยา (Data Exclusivity) และเร่งกระบวนการออกสิทธิบัตรซึ่งประเทศไทยไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตาม แน่นอนว่า ในที่สุด สหรัฐฯจะสร้างวงจรอุบาทว์อีกครั้งด้วยการยื่นเงื่อนไขบีบบังคับประเทศไทยให้ยกเลิกการประกาศบังคับใช้สิทธิและต้องคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาที่เกินกว่าพันธกรณีในองค์การการค้าโลกโดยแลกกับการถอนชื่อประเทศไทยออกจากประเทศที่ถูกจับตาเป็นพิเศษขณะเดียวกันก็จะใช้ยุทธศาสตร์สร้างความแตกแยกในประเทศระหว่างกลุ่มผู้ได้ผลประโยชน์จากการส่งออก(อัญมณี, ทีวีสี, พลาสติก และยางเรเดียล)กับประชาชนทั้งประเทศที่ต้องการเข้าถึงยา
กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (เอฟทีเอ ว็อทช์) จึงขอเรียกร้องให้ 1. กระทรวงสาธารณสุข หนักแน่นและยืนหยัดในจุดยืนที่ถูกต้อง อย่าคลอนแคลน หรือถอดใจเพียงเพราะเล่ห์เหลี่ยมการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯหรือความไม่เข้าใจของคนในรัฐบาลที่สหรัฐฯกำลังหาช่องยุแหย่ให้เกิดความแตกแยกเพราะหากการบังคับใช้สิทธิของไทยไม่เป็นผลสำเร็จจากการขู่ของประเทศมหาอำนาจในครั้งนี้จะทำให้ประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ หมดโอกาสในการต่อสู้ เพื่อให้ได้มาซึ่งความถูกต้อง
2. ทุกองคาพยพของรัฐบาลต้องเป็นเอกภาพและเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันโดยเฉพาะกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงพาณิชย์ที่ควรทำงานร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขอย่างเต็มที่ชี้แจงความถูกต้องในการใช้สิทธิตามสิทธิบัตรของไทยที่ถูกต้องตามกฎหมายไทยและกติกาสากลเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของคนไทย ชีวิตของคนไทย มิใช่โดดเดี่ยวกระทรวงสาธารณสุข
3. ความเป็นผู้นำของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์นายกรัฐมนตรีให้ยึดมั่นในคำมั่นสัญญาที่จะทำให้ประเทศไทยมีความสุขมวลรวมประชาชาติไม่คำนึงความเจริญเติบโตแค่เพียงตัวเลขเท่านั้น ประเทศไทยมิใช่ประเทศเดียว ที่ติดอยู่ใน PWL ดังนั้นต้องรอบคอบในการแสดงจุดยืนของประเทศเพื่อแสดงถึงอธิปไตยของประเทศที่ใช้หลักนิติธรรมในการปกครองและการอยู่ร่วมกันในสังคมโลกต้องยึดหลักนิติธรรมเช่นเดียวกันการที่ประเทศไทยดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายทั้งกฎหมายภายในประเทศและกติกาสากลสังคมโลกให้การยอมรับ รวมทั้งสหรัฐฯเองก็ยอมรับแต่ยังอ้าง “ความโปร่งใส” นั้น หากสหรัฐฯจะตอบโต้ทางการค้าย่อมถูกประนามไปทั่วโลก
กลุ่มเอฟทีเอว็อทช์ ยังเรียกร้องต่อคนไทยทุกคนต้องไม่ตระหนกต่อการคุกคามที่เป็นกับดักของสหรัฐฯ และต้องแก้ไขปัญหาอย่างมีศักดิ์ศรีของชาติที่เป็นเอกราชด้วยวุฒิภาวะและความเข้าใจร่วมทำงานกับภาคประชาสังคมทั้งในประเทศและต่างประเทศ ร่วมกันประนามและต่อต้านพฤติกรรมอันธพาลอย่างถึงที่สุด
แถลงการณ์ข้างต้นลงนามโดย นายจอน อึ๊งภากร อดีตสมาชิกวุฒสภา ผศ.ภญ. สำลี ใจดี นักวิชาการอิสระ รศ.ดร.สุธี ประศาสตร์เศรษฐ์ นักวิชาการอิสระ รศ. ดร. สุริชัย หวันแก้ว ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสังคม
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผศ. ดร. นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี หัวหน้าหน่วยปฏิบัติการวิจัยเภสัชศาสตร์สังคม (วจภส.)คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รศ.ดร. วิทยา กุลสมบูรณ์ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
รศ.ดร. จิราพร ลิ้มปานานนท์ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผศ. สุนทรี วิทยานารถไพศาล ประธานกลุ่มศึกษาปัญหายา (กศย.) มูลนิธิเภสัชชนบท มูลนิธิชีววิถี (ไบโอไทย) โครงการยุทธศาสตร์นโยบายฐานทรัพยากรคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โครงการศึกษาและปฏิบัติการงานพัฒนา (โฟกัส)
สหพันธ์องค์กรผู้บริโภค (สอบ.) เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก (คลท.) มูลนิธิชีวิตไทย (RRAFA) คณะกรรมการองค์กรพัฒนาเอกชนด้านเอดส์ (กพอ.) มูลนิธิเข้าถึงเอดส์ (ACCESS) เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย (TNP+) คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป. อพช.) กลุ่มศึกษาและรณรงค์มลภาวะอุตสาหกรรม มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ กลุ่มปฏิบัติการท้องถิ่นสากล (Local Action Link) องค์การหมอไร้พรมแดน-เบลเยี่ยม (ประเทศไทย)


